โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แก่ในไทย รัฐดูแลอะไรบ้าง

The Momentum

อัพเดต 01 เม.ย. 2568 เวลา 19.45 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. 2568 เวลา 09.38 น. • THE MOMENTUM

รู้หรือยังว่า ตอนนี้ประเทศไทยเป็น ‘สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์’ (Aged Society) แล้ว หลังจากประชากรอายุ 60 ปีขึ้น มากเกิน 20% ตั้งแต่ปี 2566 และตัวเลขนี้นับวันก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ

และรู้กันหรือไม่ว่า เมื่อเราแก่ตัวลงรัฐจะช่วย ‘ดูแล’ อะไรเราบ้าง หลังจากทำงานเหน็ดเหนื่อยและเสียภาษีให้กับรัฐมาทั้งชีวิต

The Momentum อยากชวนทุกคนไปสำรวจ ‘สวัสดิการ’ ที่ผู้สูงอายุควรได้รับ พร้อมกับหาคำตอบไปพร้อมกันว่า สิ่งที่รัฐให้ ‘ดีพอไหม’ กับคนวัยเกษียณ

เป็นคนแก่ในไทย รัฐดูแลอะไรบ้าง

สำหรับสวัสดิการที่รัฐให้กับผู้สูงอายุไทย สามารถจัดได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1. ผู้สูงอายุทั่วไป และ 2. ผู้สูงอายุที่เคยเป็นข้าราชการหรือทำงานในรัฐวิสาหกิจ

ผู้สูงอายุทั่วไป (อายุเกิน 60 ปี) ที่ไม่เคยเป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ จะได้รับ ‘เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ’ เป็นขั้นบันไดตามช่วงอายุคือ

- อายุ 60 - 69 ปี เดือนละ 600 บาท

- อายุ 70 - 79 ปี เดือนละ 700 บาท

- อายุ 80 - 89 ปี เดือนละ 800 บาท

- อายุ 90 ปีขึ้นไป เดือนละ 1,000 บาท

หากผู้สูงอายุคนดังกล่าวเคยอยู่ในระบบประกันสังคม พร้อมส่งเงินสมทบถึงเกณฑ์ที่กำหนดก็จะได้เงิน ‘บำเหน็จ-บำนาญชราภาพ’ ตามเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคมด้วย

ในส่วนผู้สูงอายุที่เคยเป็นข้าราชการ นอกจากจะได้รับเงินบำเหน็จ-บำนาญตามขั้นเงินเดือนและระยะเวลาทำงาน ยังได้รับสวัสดิการอื่นเพิ่มเติม เช่น สิทธิในการเบิกค่ารักษาพยาบาล การนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์กู้เงิน หากเสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือค่าทำศพ ฯลฯ

ทั้งนี้หากมีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปจะได้รับการช่วยเหลืออื่น เช่น

- ลดหย่อนค่าโดยสารของระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถไฟ รถไฟฟ้า ทั้ง MRT-BTS-Airport Link ฯลฯ

- ลดหย่อนการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม โดยเฉพาะกิจกรรมของผู้สูงอายุ เช่น สวนสุขภาพ สนามกีฬา ศูนย์กีฬาในร่ม ฯลฯ

- ฟรีเข้าชมสถานที่ของรัฐ เช่น พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ สวนพฤกษศาสตร์ สวนสัตว์ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ฯลฯ

- สนับสนุนเงินกู้เพื่อการประกอบอาชีพสูงสุด 3 หมื่นบาทต่อคน หรือ 1 แสนบาทต่อกลุ่มคน(ไม่น้อยกว่า 5 คน)

- หากยากจนหรือเผชิญภาวะยากลำบากจะมีค่าปรับปรุงซ่อมแซมบ้าน ค่าช่วยเหลือด้านอาหารเครื่องนุ่งห่ม หรือการจัดหาที่พักอาศัยให้ ไปจนถึงค่าทำศพ

สวัสดิการต่างๆ ข้างต้นที่ให้กับผู้สูงอายุ มีการตั้งงบประมาณไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2567 เป็นเงินกว่า 94,095 ล้านบาท โดยแยกย่อยออกเป็น 5 รายการ

- เบี้ยผู้สูงอายุ จำนวน 93,215 ล้านบาท หรือคิดเป็น 99% ของทั้งหมด

- เงินอุดหนุนปรับปรุงซ่อมแซมบ้าน จำนวน 440 ล้านบาท

- เงินอุดหนุนการจัดการศพผู้สูงอายุ จำนวน 345 ล้านบาท

- กองทุนผู้สูงอายุ จำนวน 57 ล้านบาท

- เงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก จำนวน 37 ล้านบาท

จากข้อมูลที่ไล่เลียงมาทำให้พอจะมองเห็นภาพได้ว่า รัฐจัดสรรสวัสดิการและบริหารงบประมาณอะไรให้ประชาชนไทยในวันที่จะกลายเป็นผู้สูงอายุในประเทศไทยบ้าง

ทว่าคำถามสำคัญคือสวัสดิการเหล่านั้นเพียงพอแล้วหรือยัง และดีพอแล้วหรือไม่ต่อการดำรงชีวิต

How to เพิ่มสวัสดิการ

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ตอบโดยสรุปว่า สวัสดิการที่รัฐให้กับผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นตัวเงินหรือที่ไม่ใช่ตัวเงิน “ยังมีช่องว่างให้พัฒนาอยู่มาก ผู้สูงอายุยังไม่ได้รับการดูแลอย่างเพียงพอ”

เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ควรจะอยู่ที่ 3,000 บาทต่อเดือน ไม่ใช่สูงสุดแค่ 1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเกินกว่าเส้นความยากจนพื้นฐาน เพื่อให้ผู้สูงอายุอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในวัยเกษียณ

เขามองว่า ไทยยัง ‘ขาดความพร้อมในการรับมือสังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ต้น’ เห็นได้จากการเปรียบเทียบสวัสดิการผู้สูงอายุของไทยกับชาติอื่นที่โดดเด่นในการดูแลผู้สูงอายุ เช่น ญี่ปุ่นที่คนวัยทำงานมีรายได้เพียงพอและมีการเก็บออมสูง, สหรัฐอเมริกาที่มีผลิตภัณฑ์ในการสะสมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงในวัยเกษียณ หรือประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียที่เก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงถึง 40-50% เพื่อนำเงินส่วนนั้นไปบริหารและจัดสรรเป็นสวัสดิการที่เหมาะสม

ซึ่งทั้ง 3 แนวทางที่ว่ามายังไม่ถูกนำมาใช้ในไทยเลย แม้แต่แนวทางเดียว

“เราไม่มีแนวทางในการพัฒนา ไม่มีการเตรียมความพร้อม จริงๆ เราจะเลือกทางไหนก็ได้ ขอให้มีสักทางหนึ่งก่อน มันก็จะทําให้ผู้สูงอายุสามารถเตรียมความพร้อมได้ แต่ตอนนี้เราไม่มี มันเลยเกิดเป็นปัญหาพัวพันในที่สุดว่า พอเราไม่ได้เตรียมความพร้อมแล้ว เราสามารถที่จะจ่ายเงินได้มากแค่ไหน” ดร.นณริฏกล่าว

เมื่อถามถึงแนวทางในการยกระดับสวัสดิการผู้สูงอายุให้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านการเงิน ดร.นณริฏตอบว่า สถานการณ์คลัง ณ ตอนนี้ที่เก็บภาษีได้แค่ 13% ของ GDP ทำให้ความเป็นไปได้ว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจะสามารถเพิ่มได้มากที่สุดอยู่ที่ 1,000-1,650 บาทแบบถ้วนหน้าเท่านั้น หากต้องการให้ถึง 3,000 บาท รัฐต้องใช้กลไกอื่นเข้าช่วยด้วย

“ผมเสนอว่าถ้าใช้กลไกอื่นเช่นกลไกตลาด ก็คือการเก็บภาษี เช่น VAT เพิ่มขึ้น เพราะตอนนี้เราเก็บ VAT ต่ำมาก แค่ 7% บางประเทศเก็บถึง 20% ดังนั้นถ้าเราเพิ่มภาษีตรงนี้ขึ้นมา มันสามารถเอามาเพิ่มเข้าไปในกองทุนเพื่อดูแลผู้สูงอายุได้เลย อันนี้ก็เป็นการช่วยด้านการเงินอีกตัวหนึ่งที่สามารถทําให้เม็ดเงินจากภาษีตรงไปสู่ผู้สูงอายุ โดยไม่ต้องเสี่ยงเรื่องของคอร์รัปชัน”

อีกข้อเสนอในการรับมือกับสังคมสูงวัยคือ การ ‘ปลดล็อกศักยภาพผู้สูงอายุ’ โดยนักวิชาการ TDRI ขยายความเพิ่มว่า สังคมไทยมักโยนความรับผิดชอบชีวิตผู้สูงอายุให้กับรัฐเพียงอย่างเดียว ทั้งที่รัฐเองก็ยังไม่มีความพร้อม ในอีกด้านหนึ่งสิ่งที่ช่วยได้คือการที่คนวัยทำงานเตรียมตัวเองก่อนจะเข้าสู่วัยเกษียณ

“อย่าไปหวังพึ่งรัฐว่าเขาจะเป็นอัศวินขี่ม้าขาว หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งที่พอเข้ามาแล้ว มันสามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ในโลกเลย”

โดยการปลดล็อกศักยภาพผู้สูงอายุ มุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายหลักคือ บุคคลอายุ 45-60 ปี ซึ่งต้องเตรียมตัวในหลายด้าน ได้แก่

1. การลดพฤติกรรมเสี่ยงเช่น การลดการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ การพนันออนไลน์ ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพและความมั่นคงทางอาชีพ

2. การออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในอนาคต

3. การวางแผนทางการเงินเพื่อสร้างรายได้และเงินออมสำหรับวัยเกษียณ โดยมีข้อเสนอให้ปฏิรูปตลาดทุน

4. การปรับปรุงที่อยู่อาศัยก่อนวัยเกษียณเพื่อป้องกันอุบัติเหตุเช่นการลื่นล้ม ซึ่งอาจทำให้ผู้สูงอายุเสียความสามารถในการใช้ชีวิตปกติ

5. การแก้ปัญหาการออกจากงานก่อนวัยเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถหารายได้และเก็บออมเพิ่มขึ้น

“ศักยภาพของภาครัฐมันไม่ได้เยอะขนาดนั้น ทรัพยากรของภาครัฐก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น เพราะฉะนั้นทางออกเดียวที่ทําได้คือ ต้องให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงปัญหาตรงนี้ ภาครัฐก็ต้องตระหนักรู้และร่วมกันหาทางออกว่า เราจะเดินกันต่อไปยังไงในสภาวะที่เราคงไม่สามารถที่จะแจกเงินอะไรได้ทั้งหมด แต่ต้องให้ทุกคนมาร่วมด้วยช่วยกัน เตรียมความพร้อมทางด้านเกษียณอายุมากขึ้น มันก็จะทําให้ประเทศเราไปต่อได้” ดร.นณริฏกล่าว

สุดท้ายแล้วคำถามว่า สวัสดิการเหล่านั้นเพียงพอและดีพอแล้วหรือยัง บางคนอาจบอกว่าขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละคน แต่จะดีกว่าไหม หากรัฐจะรับฟังความต้องการของประชาชน และออกแบบสวัสดิการที่ ‘คนส่วนใหญ่’ พึงพอใจ และคิดว่าเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่เพียงพอในการดำรงชีพเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ (เหมือนอย่างที่บอร์ดประกันสังคมเพิ่งปรับเกณฑ์คำนวณบำนาญชราภาพไป)

ในขณะที่ประชาชนในสังคมไทยก็พากัน ‘แก่ตัว’ ขึ้น ในทุกๆ วัน

ที่มา

https://saraban.ldd.go.th/archive/openAttachFileServlet

https://docs.google.com/spreadsheets/d/1-Knlcor3YyfgYSmf8iUQn44VxAgTkKGoO-1fPIikVDg/edit?gid=1969157117#gid=1969157117

https://bbstore.bb.go.th/cms/1703778524_6353.pdf

https://www.hrm.chula.ac.th/newhrm/กองทุนประกันสังคม/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...