“ญี่ปุ่น” เตรียมรับมือศึกค่าเงินเยน หวั่นเจรจาสหรัฐสัปดาห์นี้กดดันหนัก
"ญี่ปุ่น" เตรียมรับมือแรงกดดันจากสหรัฐที่อาจเรียกร้องให้หนุนค่าเงินเยน ยันยังไม่เห็นความเหมาะสมแทรกแซงค่าเงินหรือขึ้นดอกเบี้ยในทันที
วันที่ 22 เมษายน 2568 เวลา 13.34 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า Katsunobu Kato รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น เตรียมพบปะหารือกับ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่กรุงวอชิงตันในสัปดาห์นี้ ประเด็นค่าเงินเยนถูกมองว่าจะกลายเป็นหัวข้อหลักในการเจรจา แม้ว่าบรรดาแหล่งข่าวระบุว่าญี่ปุ่นจะตอบโต้หากถูกเรียกร้องให้ช่วยหนุนค่าเงินเยน
แม้ว่านักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ว่าสหรัฐจะกดดันญี่ปุ่นให้ดำเนินมาตรการหนุนค่าเงินเยน แต่แหล่งข่าว 3 รายที่มีความรู้เกี่ยวกับการเจรจาระบุว่า ญี่ปุ่นเห็นว่ามีขอบเขตจำกัดสำหรับการดำเนินการโดยตรง เช่น การแทรกแซงค่าเงินหรือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยทันทีของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในทางกลับกันเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นหวังที่จะทำความเข้าใจให้ชัดเจนขึ้นว่าฝ่ายสหรัฐมีท่าทีอย่างไรเกี่ยวกับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน และเรื่องนี้จะมีบทบาทอย่างไรในกรอบการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างสองประเทศ
นั่นหมายความว่าการประชุมระหว่างคาโต้กับเบสเซนต์ ซึ่งจะเป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรก มีแนวโน้มว่าจะไม่เป็นไปตามความคาดหวังของผู้เล่นตลาดบางกลุ่มที่หวังว่าจะเห็นข้อตกลงร่วมกันครั้งใหญ่ในการหนุนค่าเงินเยน
แหล่งข่าวอีกรายกล่าวกล่าวถึงกลยุทธ์ของญี่ปุ่นในระหว่างการประชุม ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นนอกวาระหลักของการประชุมฤดูใบไม้ผลิของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่กรุงวอชิงตัน ว่า "การประชุมจะเน้นไปที่การหยั่งเชิงความตั้งใจของสหรัฐ"
คาโต้กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคารว่า ญี่ปุ่นและสหรัฐกำลังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อนัดหมายวันที่แน่นอนสำหรับการประชุม เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นยังระบุด้วยว่ายังไม่ได้รับข้อเรียกร้องเฉพาะใด ๆ จากสหรัฐเกี่ยวกับนโยบายค่าเงิน
ครั้งล่าสุดที่สหรัฐกดดันญี่ปุ่นอย่างจริงจังให้ปรับแข็งค่าเงินเยน คือ ในปี 1985 เมื่อสหรัฐเป็นผู้นำประเทศ G7 ในการดำเนินนโยบายลดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐผ่านข้อตกลง Plaza Accord ขาดเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ (LACKING FEASIBLE TOOLS)
การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ให้ความสำคัญกับการลดขาดดุลการค้า และการแสดงความคิดเห็นในอดีตที่วิจารณ์ญี่ปุ่นว่าจงใจทำให้เงินเยนอ่อนค่า ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าญี่ปุ่นจะถูกกดดันให้ทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับผู้ผลิตสหรัฐ ซึ่งความคาดหวังดังกล่าวได้หนุนให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
เบสเซนต์ยังกล่าวด้วยว่า เขาตั้งตารอการหารือกับญี่ปุ่นเกี่ยวกับภาษีศุลกากร มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) และอัตราแลกเปลี่ยน
ก่อนหน้านี้แหล่งข่าวเคยบอกกับรอยเตอร์ว่า ความล่าช้าในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจถูกหยิบยกเป็นประเด็นในเวทีเจรจาการค้าทวิภาคีเช่นกัน อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นมีทางเลือกไม่มากในการดำเนินนโยบายที่สามารถส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศได้
ความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของญี่ปุ่นในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนคือในปี 2567 ซึ่งรัฐบาลได้เข้าแทรกแซงตลาดด้วยการซื้อเงินเยนเพื่อพยุงค่าเงิน หลังจากที่เงินเยนร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 30 ปี ที่ 161.99 เยนต่อดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม
ในขณะที่ค่าเงินเยนได้แข็งค่าขึ้นสู่ระดับประมาณ 140 เยนต่อดอลลาร์แล้ว เนื่องจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ในวงกว้าง เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจึงระมัดระวังที่จะดำเนินการใด ๆ ที่อาจทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอีก เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่ออัตรากำไรของผู้ส่งออกในช่วงที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภาษีศุลกากร
หากญี่ปุ่นต้องเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อซื้อเงินเยน ก็จำเป็นต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งอาจไม่เป็นที่พึงปรารถนาของวอชิงตัน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐ กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
อ้างอิง : reuters.com