โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ตรัง ช่วยเกษตรกรเลี้ยงกุ้งหลังราคาตกต่ำต่อเนื่อง เร่งจับตามโควตาชดเชยส่วนต่าง 300 ตัน จำกัด 2.6 ตันต่อราย

77kaoded

เผยแพร่ 10 ส.ค. 2566 เวลา 03.03 น. • 77 ข่าวเด็ด

ตรัง- เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่จ.ตรัง เร่งจับกุ้งตามโควตาที่ได้รับการชดเชยส่วนต่างด้านราคา จากรัฐบาลอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือ หลังกุ้งราคาตกต่ำต่อเนื่อง ทำทุกรายขาดทุนหนัก สำหรับจังหวัดตรังเกษตรกรได้โควตา จำนวน 300 ตัน เกษตรกร 115 ราย จำกัดเพียงจำนวน 2.6 ตันต่อราย ส่วนกุ้งที่เหลือจากโครงการทุกรายก็จำเป็นต้องขายในราคาต่ำกว่าทุน ซึ่งราคากุ้งยังคงตกต่อเนื่อง ล่าสุด บางรายหันเลี้ยงกุ้งกุลาดำแทนกุ้งขาวแวนนาไม แต่ก็หวั่นราคาจะตกตาม เพราะผู้เลี้ยงนอกจากเลิกเลี้ยง ก็หันเลี้ยงกุ้งกุลาดำกันมากขึ้นอีก 3 เดือนข้างหน้า หวั่นราคาตกตามกุ้งขาวแวนนาไม วอนรัฐเร่งหามาตรการรองรับ และเร่งแก้ปัญหากุ้งทั้งระบบโดยด่วน กำกับควบคุมการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดกุ้งไทย ควบคุมต้นทุนปัจจัยการผลิต

นายสมัชชา ไซห์ฮามิส อายุ 58 ปี เกษตรกรเลี้ยงกุ้งในพื้นที่ ต.ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง กำลังให้คนงานแพรับซื้อกุ้งกำลังเร่งจับกุ้งออกจากบ่อ จำนวน 2 บ่อ หลังจากเลี้ยงมาจนได้ขนาดประมาณ 50 ตัวต่อกก.จำนวน 1 บ่อ ส่วนอีก 1 บ่อ กุ้งเริ่มประสบปัญหา ทำให้ต้องเร่งจับขาย ได้ขนาด 100 ตัวต่อกก. ทำให้ได้ปริมาณกุ้งรวมกันทั้งหมดประมาณกว่า 4 ตัน โดยส่วนหนึ่งจำนวน 2.6 ตัน จะขายเข้าโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ปี 2566 โดยภาครัฐจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างแก่เกษตรกรกก.ละ 20 บาท ตามที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ซึ่งประสบปัญหาราคากุ้งตกต่ำออกมาเรียกร้องก่อนหน้านี้ โดยมีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด จังหวัดตรัง ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดตรัง ประมงจังหวัดตรัง และตัวแทนเกษตรกร มาติดตามการรับซื้อของแพที่เข้าร่วมโครงการด้วย

โดยนายสมัชชา ไซห์ฮามิส เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง บอกว่า ในวันนี้ของตนเองจับ 2 บ่อ ได้กุ้งกว่า 4 ตัน โดยขายเข้าโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่รัฐช่วยชดเชยส่วนต่างราคากก.ละ 20 บาท จำนวน 2.6 ตัน ส่วนที่เหลือก็ต้องขายตามราคาท้องตลาดทั่วไป เช่น กุ้งขนาด 100 ตัวต่อกก.ราคาท้องตลาดเพียงกก.ละ 95 บาท ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยง 2 เดือน ต้นทุนพุ่งไปที่กก.ละกว่า 110 บาท ทั้งนี้ ราคาขายในช่วงปกติกุ้งขนาด 100 ตัว/กก.ตกราคากก.ละ 120 -130 บาท แต่ขณะนี้เหลือกก.ละ 95 บาทเท่านั้น ส่วนกุ้งขนาด 50 ตัว/กก.ราคาท้องตลาดนี้ กก.ละ 130 บาทเท่านั้น ซึ่งราคาต่ำมาก ราคาที่อยู่ได้จะต้องไม่ต่ำกว่ากก.ละ 180 บาท ส่วนกุ้งขนาด 40 ตัวต่อกก.ราคาต้องไม่ต่ำกว่า กก.ละ 200 บาท แต่ขณะนี้ได้ราคากก.ละ 145 บาทเท่านั้น ซึ่งมาตรการชดเชยส่วนต่างราคากุ้งของรัฐที่ออกมาช่วยเหลือเกษตรกรในราคากก.ละ 20 บาท นั้น แม้จะไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเกษตรกรได้มากนัก แต่ดีกว่ารัฐไม่ได้ช่วยอะไรเลย เนื่องจากปัญหาราคากุ้งยังคงตกต่ำต่อเนื่อง อย่างน้อยได้ต้นทุนคืนมาบ้างก็ยังดี เพราะต้นทุนปัจจัยการเลี้ยงมีการปรับราคาขึ้นทั้งหมด ทั้งค่าอาหาร เหล็ก ค่าเคมีภัณฑ์ ปูนขาว วัสดุอุปกรณ์ในการเลี้ยง รวมทั้งค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้มมีการปรับราคาขึ้นทั้งหมด แต่ขณะที่ราคากุ้งที่เกษตรกรขายได้ ณ ปัจจุบันนี้ ราคากลับต่ำกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วมาก แต่เมื่อรัฐเข้ามาชดเชยบ้างก็สามารถเอาต้นทุนคืนมาได้อย่างน้อยก็ประมาณ 2.6 ตัน ตามโควต้าที่ได้รับแต่ละราย ส่วนตัวมีทั้งหมด 7 บ่อ ก็พยายามสลับเลี้ยงไม่เลี้ยงพร้อมกัน ขณะเดียวกัน ก็ต้องตรวจเช็คคุณภาพลูกกุ้งเข้มมากขึ้นจะต้องปลอดเชื้อ 100 % เพราะหากติดเชื้อมาจะยิ่งเพิ่มต้นทุน เพราะต้องดูแลรักษาแก้ปัญหากุ้งติดเชื้อ ส่งผลกุ้งโตช้าหรือว่ากุ้งไม่ได้คุณภาพ ค่าอาหารก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ต้นทุนก็จะยิ่งสูงขึ้น ทั้งนี้ นอกจากปัญหาราคากุ้งตกต่ำ ที่เกษตรกรต้องประสบแล้ว ยังต้องประสบกับปัญหาโรคในกุ้ง เช่น โรคขี้ขาว ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วกุ้งก็จะชะลอการกินอาหาร ชะลอการเติบโต กุ้งไม่ได้น้ำหนัก ทำให้ต้นทุนผู้เลี้ยงเพิ่มขึ้น ตอนนี้เกษตรกรจำนวนมากสู้ราคาต้นทุนไม่ไหว แค่เลี้ยงไปประมาณ 2 เดือนต้นทุนการเลี้ยงก็สูงขึ้นประมาณ 100 กว่าบาทต่อกก.แล้ว ขณะที่ราคากุ้งตกต่ำต่อเนื่อง เลิกเลี้ยงไปเลยจำนวนมาก บางส่วนลดปริมาณการเลี้ยงเหลือเพียง 50%ของจำนวนบ่อเคยเลี้ยงเต็มกำลัง ส่วนตัวตอนนี้เมื่อจับกุ้งขาวขายแล้ว ก็หันมาเลี้ยงกุ้งกุลาดำแทน เนื่องจากขณะนี้ราคากุ้งกุลาดำดีกว่าราคากุ้งขาวแวนนาไม แต่ระยะเวลาการเลี้ยงจะนานขึ้นตั้งแต่ 4-7 เดือน ตามขนาดของกุ้งที่ต้องการ และกุ้งกุลาดำจะทนโรคมากกว่ากุ้งขาว ทั้งนี้ ราคากุ้งกุลาดำ ถ้าขนาด 30 ตัวต่อกก.ราคาไม่ต่ำกว่า 250 บาท ,ขนาด 40 ตัวต่อกก.ราคา 200 กว่าบาท ทั้งหมดเป็นวิธีการปรับตัวเพื่อลดต้นทุน และปรับตัวหนีราคาตกต่ำ แต่เหตุที่เกษตรกรไม่นิยมเลี้ยงกุ้งกุลาดำตั้งแต่ตอนต้น เนื่องจากกุ้งขาวใช้เวลาเลี้ยงน้อยกว่า ทำรอบได้เร็วขึ้น เช่น เลี้ยงประมาณ 2 เดือน ถ้าราคาดีเป็นปกติเกษตรกรก็ได้กำไรแล้ว ก็สามารปล่อยลูกกุ้งชุดใหม่ลงเลี้ยงต่อได้เลย แต่หากเป็นกุ้งกุลาดำเลี้ยงกุ้งขาว 2 รอบ เลี้ยงกุ้งกุลาดำได้รอบเดียว เพราะเลี้ยงระยะยาวกว่า

ดังนั้น เกษตรกรที่ต้นทุนน้อย ไม่สามารถลากยาวได้ จึงไม่นิยมเลี้ยงกุ้งกุลาดำ แต่มาถึงเวลานี้ ก็เริ่มห่วงเรื่องราคากุ้งกุลาดำเช่นกัน ไม่แน่ใจว่าในอีกประมาณ 3 เดือนข้างหน้า ราคากุ้งกุลาดำจะยังคงราคานี้อีกหรือไม่ เพราะคนหันมาเลี้ยงกันมากขึ้น หวั่นจะฉุดราคาให้ต่ำลงมาอีก จึงอยากให้รัฐเร่งหามาตรการรองรับ โดยเฉพาะคอยกำกับอย่าให้ห้องเย็นฉวยโอกาสกดราคาเอาเปรียบเกษตรกร ดังเช่นขณะนี้เกษตรกรเสียเปรียบห้องเย็น ซึ่งปัญหาที่ราคากุ้งตกต่ำขณะนี้สาเหตุมาจากต่างประเทศสั่งซื้อกุ้งไทยน้อยลงโดยเฉพาะจีน ห้องเย็นมีการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก หรือมีกุ้งจากประเทศอื่น เช่น จากเวียดนาม เข้ามาตีตลาดกุ้งไทย เพราะราคาถูกว่า จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาล และรัฐบาลใหม่เร่งเข้ามากำกับดูแล และช่วยเหลือเกษตรกรอย่าให้พ่อค้าคนกลางเอาเปรียบเกษตรกร โดยที่ไม่นำเข้ากุ้งจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาด เกษตรกรไม่ได้ต้องการให้รัฐช่วยแค่การชดเชยราคา

ด้านนายสายชล หลีแคล้ว เกษตรกร อ.ปะเหลียน บอกว่า ของตนเองมี 11 บ่อ ก็ประสบปัญหาเดียวกัน ตอนนี้เลี้ยงอยู่จำนวน 6 บ่อ จะสามารถจับได้ในเดือนสิงหาคมนี้ก็ได้โควตาชดเชยราคาจากรัฐด้วยจำนวน 2.6 ตัน แต่ผลผลิตที่เหลือก็ต้องขายราคาท้องตลาดทั่วไป เป็นห่วงว่าจะขาดทุนอีกแน่นอน อยากให้รัฐมีมาตรการประกันราคา ให้เกษตรกรได้ราคาที่สมดุลกับต้นทุน

นางทิพยรัตน์ สมทอง ผู้อำนวยการกลุ่มกำกับและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรัง บอกว่า จังหวัดตรังได้รับการจัดสรรงบประมาณมากว่า 9 ล้านบาท ปริมาณความช่วยเหลือทั้งหมด 300 ตัน เกษตรกรผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการรวม 115 ราย เฉลี่ยได้รับการชดเชยส่วนต่างด้านราคารายละ 2,608 กก. ( 2.6 ตัน) โดยเงินการช่วยเหลือเกษตรกรแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ชดเชยราคาส่วนต่างให้เกษตรกรไม่เกินกก.ละ 20 บาท และช่วยค่าบริหารด้านการตลาดทั้งการจับ การคัดแยกและการกระจายกุ้งไปสู่ตลาดภายในประเทศกก.ละ 10 บาท รวมรายละกว่า 70,000 บาท จ.ตรัง ซึ่งก็สามารถช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...