ตรัง ช่วยเกษตรกรเลี้ยงกุ้งหลังราคาตกต่ำต่อเนื่อง เร่งจับตามโควตาชดเชยส่วนต่าง 300 ตัน จำกัด 2.6 ตันต่อราย
ตรัง- เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่จ.ตรัง เร่งจับกุ้งตามโควตาที่ได้รับการชดเชยส่วนต่างด้านราคา จากรัฐบาลอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือ หลังกุ้งราคาตกต่ำต่อเนื่อง ทำทุกรายขาดทุนหนัก สำหรับจังหวัดตรังเกษตรกรได้โควตา จำนวน 300 ตัน เกษตรกร 115 ราย จำกัดเพียงจำนวน 2.6 ตันต่อราย ส่วนกุ้งที่เหลือจากโครงการทุกรายก็จำเป็นต้องขายในราคาต่ำกว่าทุน ซึ่งราคากุ้งยังคงตกต่อเนื่อง ล่าสุด บางรายหันเลี้ยงกุ้งกุลาดำแทนกุ้งขาวแวนนาไม แต่ก็หวั่นราคาจะตกตาม เพราะผู้เลี้ยงนอกจากเลิกเลี้ยง ก็หันเลี้ยงกุ้งกุลาดำกันมากขึ้นอีก 3 เดือนข้างหน้า หวั่นราคาตกตามกุ้งขาวแวนนาไม วอนรัฐเร่งหามาตรการรองรับ และเร่งแก้ปัญหากุ้งทั้งระบบโดยด่วน กำกับควบคุมการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดกุ้งไทย ควบคุมต้นทุนปัจจัยการผลิต
นายสมัชชา ไซห์ฮามิส อายุ 58 ปี เกษตรกรเลี้ยงกุ้งในพื้นที่ ต.ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง กำลังให้คนงานแพรับซื้อกุ้งกำลังเร่งจับกุ้งออกจากบ่อ จำนวน 2 บ่อ หลังจากเลี้ยงมาจนได้ขนาดประมาณ 50 ตัวต่อกก.จำนวน 1 บ่อ ส่วนอีก 1 บ่อ กุ้งเริ่มประสบปัญหา ทำให้ต้องเร่งจับขาย ได้ขนาด 100 ตัวต่อกก. ทำให้ได้ปริมาณกุ้งรวมกันทั้งหมดประมาณกว่า 4 ตัน โดยส่วนหนึ่งจำนวน 2.6 ตัน จะขายเข้าโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ปี 2566 โดยภาครัฐจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างแก่เกษตรกรกก.ละ 20 บาท ตามที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ซึ่งประสบปัญหาราคากุ้งตกต่ำออกมาเรียกร้องก่อนหน้านี้ โดยมีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด จังหวัดตรัง ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดตรัง ประมงจังหวัดตรัง และตัวแทนเกษตรกร มาติดตามการรับซื้อของแพที่เข้าร่วมโครงการด้วย
โดยนายสมัชชา ไซห์ฮามิส เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง บอกว่า ในวันนี้ของตนเองจับ 2 บ่อ ได้กุ้งกว่า 4 ตัน โดยขายเข้าโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่รัฐช่วยชดเชยส่วนต่างราคากก.ละ 20 บาท จำนวน 2.6 ตัน ส่วนที่เหลือก็ต้องขายตามราคาท้องตลาดทั่วไป เช่น กุ้งขนาด 100 ตัวต่อกก.ราคาท้องตลาดเพียงกก.ละ 95 บาท ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยง 2 เดือน ต้นทุนพุ่งไปที่กก.ละกว่า 110 บาท ทั้งนี้ ราคาขายในช่วงปกติกุ้งขนาด 100 ตัว/กก.ตกราคากก.ละ 120 -130 บาท แต่ขณะนี้เหลือกก.ละ 95 บาทเท่านั้น ส่วนกุ้งขนาด 50 ตัว/กก.ราคาท้องตลาดนี้ กก.ละ 130 บาทเท่านั้น ซึ่งราคาต่ำมาก ราคาที่อยู่ได้จะต้องไม่ต่ำกว่ากก.ละ 180 บาท ส่วนกุ้งขนาด 40 ตัวต่อกก.ราคาต้องไม่ต่ำกว่า กก.ละ 200 บาท แต่ขณะนี้ได้ราคากก.ละ 145 บาทเท่านั้น ซึ่งมาตรการชดเชยส่วนต่างราคากุ้งของรัฐที่ออกมาช่วยเหลือเกษตรกรในราคากก.ละ 20 บาท นั้น แม้จะไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเกษตรกรได้มากนัก แต่ดีกว่ารัฐไม่ได้ช่วยอะไรเลย เนื่องจากปัญหาราคากุ้งยังคงตกต่ำต่อเนื่อง อย่างน้อยได้ต้นทุนคืนมาบ้างก็ยังดี เพราะต้นทุนปัจจัยการเลี้ยงมีการปรับราคาขึ้นทั้งหมด ทั้งค่าอาหาร เหล็ก ค่าเคมีภัณฑ์ ปูนขาว วัสดุอุปกรณ์ในการเลี้ยง รวมทั้งค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้มมีการปรับราคาขึ้นทั้งหมด แต่ขณะที่ราคากุ้งที่เกษตรกรขายได้ ณ ปัจจุบันนี้ ราคากลับต่ำกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วมาก แต่เมื่อรัฐเข้ามาชดเชยบ้างก็สามารถเอาต้นทุนคืนมาได้อย่างน้อยก็ประมาณ 2.6 ตัน ตามโควต้าที่ได้รับแต่ละราย ส่วนตัวมีทั้งหมด 7 บ่อ ก็พยายามสลับเลี้ยงไม่เลี้ยงพร้อมกัน ขณะเดียวกัน ก็ต้องตรวจเช็คคุณภาพลูกกุ้งเข้มมากขึ้นจะต้องปลอดเชื้อ 100 % เพราะหากติดเชื้อมาจะยิ่งเพิ่มต้นทุน เพราะต้องดูแลรักษาแก้ปัญหากุ้งติดเชื้อ ส่งผลกุ้งโตช้าหรือว่ากุ้งไม่ได้คุณภาพ ค่าอาหารก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ต้นทุนก็จะยิ่งสูงขึ้น ทั้งนี้ นอกจากปัญหาราคากุ้งตกต่ำ ที่เกษตรกรต้องประสบแล้ว ยังต้องประสบกับปัญหาโรคในกุ้ง เช่น โรคขี้ขาว ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วกุ้งก็จะชะลอการกินอาหาร ชะลอการเติบโต กุ้งไม่ได้น้ำหนัก ทำให้ต้นทุนผู้เลี้ยงเพิ่มขึ้น ตอนนี้เกษตรกรจำนวนมากสู้ราคาต้นทุนไม่ไหว แค่เลี้ยงไปประมาณ 2 เดือนต้นทุนการเลี้ยงก็สูงขึ้นประมาณ 100 กว่าบาทต่อกก.แล้ว ขณะที่ราคากุ้งตกต่ำต่อเนื่อง เลิกเลี้ยงไปเลยจำนวนมาก บางส่วนลดปริมาณการเลี้ยงเหลือเพียง 50%ของจำนวนบ่อเคยเลี้ยงเต็มกำลัง ส่วนตัวตอนนี้เมื่อจับกุ้งขาวขายแล้ว ก็หันมาเลี้ยงกุ้งกุลาดำแทน เนื่องจากขณะนี้ราคากุ้งกุลาดำดีกว่าราคากุ้งขาวแวนนาไม แต่ระยะเวลาการเลี้ยงจะนานขึ้นตั้งแต่ 4-7 เดือน ตามขนาดของกุ้งที่ต้องการ และกุ้งกุลาดำจะทนโรคมากกว่ากุ้งขาว ทั้งนี้ ราคากุ้งกุลาดำ ถ้าขนาด 30 ตัวต่อกก.ราคาไม่ต่ำกว่า 250 บาท ,ขนาด 40 ตัวต่อกก.ราคา 200 กว่าบาท ทั้งหมดเป็นวิธีการปรับตัวเพื่อลดต้นทุน และปรับตัวหนีราคาตกต่ำ แต่เหตุที่เกษตรกรไม่นิยมเลี้ยงกุ้งกุลาดำตั้งแต่ตอนต้น เนื่องจากกุ้งขาวใช้เวลาเลี้ยงน้อยกว่า ทำรอบได้เร็วขึ้น เช่น เลี้ยงประมาณ 2 เดือน ถ้าราคาดีเป็นปกติเกษตรกรก็ได้กำไรแล้ว ก็สามารปล่อยลูกกุ้งชุดใหม่ลงเลี้ยงต่อได้เลย แต่หากเป็นกุ้งกุลาดำเลี้ยงกุ้งขาว 2 รอบ เลี้ยงกุ้งกุลาดำได้รอบเดียว เพราะเลี้ยงระยะยาวกว่า
ดังนั้น เกษตรกรที่ต้นทุนน้อย ไม่สามารถลากยาวได้ จึงไม่นิยมเลี้ยงกุ้งกุลาดำ แต่มาถึงเวลานี้ ก็เริ่มห่วงเรื่องราคากุ้งกุลาดำเช่นกัน ไม่แน่ใจว่าในอีกประมาณ 3 เดือนข้างหน้า ราคากุ้งกุลาดำจะยังคงราคานี้อีกหรือไม่ เพราะคนหันมาเลี้ยงกันมากขึ้น หวั่นจะฉุดราคาให้ต่ำลงมาอีก จึงอยากให้รัฐเร่งหามาตรการรองรับ โดยเฉพาะคอยกำกับอย่าให้ห้องเย็นฉวยโอกาสกดราคาเอาเปรียบเกษตรกร ดังเช่นขณะนี้เกษตรกรเสียเปรียบห้องเย็น ซึ่งปัญหาที่ราคากุ้งตกต่ำขณะนี้สาเหตุมาจากต่างประเทศสั่งซื้อกุ้งไทยน้อยลงโดยเฉพาะจีน ห้องเย็นมีการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก หรือมีกุ้งจากประเทศอื่น เช่น จากเวียดนาม เข้ามาตีตลาดกุ้งไทย เพราะราคาถูกว่า จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาล และรัฐบาลใหม่เร่งเข้ามากำกับดูแล และช่วยเหลือเกษตรกรอย่าให้พ่อค้าคนกลางเอาเปรียบเกษตรกร โดยที่ไม่นำเข้ากุ้งจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาด เกษตรกรไม่ได้ต้องการให้รัฐช่วยแค่การชดเชยราคา
ด้านนายสายชล หลีแคล้ว เกษตรกร อ.ปะเหลียน บอกว่า ของตนเองมี 11 บ่อ ก็ประสบปัญหาเดียวกัน ตอนนี้เลี้ยงอยู่จำนวน 6 บ่อ จะสามารถจับได้ในเดือนสิงหาคมนี้ก็ได้โควตาชดเชยราคาจากรัฐด้วยจำนวน 2.6 ตัน แต่ผลผลิตที่เหลือก็ต้องขายราคาท้องตลาดทั่วไป เป็นห่วงว่าจะขาดทุนอีกแน่นอน อยากให้รัฐมีมาตรการประกันราคา ให้เกษตรกรได้ราคาที่สมดุลกับต้นทุน
นางทิพยรัตน์ สมทอง ผู้อำนวยการกลุ่มกำกับและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรัง บอกว่า จังหวัดตรังได้รับการจัดสรรงบประมาณมากว่า 9 ล้านบาท ปริมาณความช่วยเหลือทั้งหมด 300 ตัน เกษตรกรผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการรวม 115 ราย เฉลี่ยได้รับการชดเชยส่วนต่างด้านราคารายละ 2,608 กก. ( 2.6 ตัน) โดยเงินการช่วยเหลือเกษตรกรแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ชดเชยราคาส่วนต่างให้เกษตรกรไม่เกินกก.ละ 20 บาท และช่วยค่าบริหารด้านการตลาดทั้งการจับ การคัดแยกและการกระจายกุ้งไปสู่ตลาดภายในประเทศกก.ละ 10 บาท รวมรายละกว่า 70,000 บาท จ.ตรัง ซึ่งก็สามารถช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง