โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“กองหุ้นจีน” ลุย “ฮั่งเส็ง” ตลาดฮ่องกง…‘เจ็บน้อยสุด’ ไตรมาสแรกปี22 !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 23 ก.ย 2566 เวลา 18.45 น. • เผยแพร่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 14.25 น. • สรวิศ อิ่มบำรุง

สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาดูผลงานของกลุ่ม “กองหุ้นจีน” หนึ่งในตลาดที่นักลงทุนไทยไปลงทุนมากสุดตลาดหนึ่ง อาจเพราะความคุ้นเคยคนไทย-คนจีน
ในปีที่ผ่านมาแม้ “ตลาดหุ้นจีน” จะแย่อย่างที่ทราบ แต่ก็มีเม็ดเงินเข้าไปลงทุนใน “กองหุ้นจีน” มากเป็นอันดับ2 กว่า 8.39 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่น่าแปลก…ถ้าพื้นฐานไม่เปลี่ยน ราคาที่ร่วงลงมาในอีกมุมหนึ่งก็เป็นจังหวะในการลงทุนเช่นเดียวกัน
ในไตรมาสที่1/22 สถานการณ์ในภาพรวมยังคงดูไม่ดีขึ้น “กองหุ้นจีน” ทั้ง 93 กอง ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -15.91% ท่ามกลางมรสุมข่าวร้ายที่ยังถาโถมเข้ามาต่อเนื่อง
วันนี้ จะพาไปดูผลงานของ “5 กองหุ้นจีน” ที่มีผลงานดีสุดในไตรมาสแรกมาอัพเดทกัน ตามทีมงาน ‘Wealthythai’ ไปดูพร้อมๆ กันได้เลย

ASP-HIS” แชมป์กลุ่ม “กองหุ้นจีน” ไตรมาสที่1/22…ผลตอบแทนติดลบน้อยสุด -5.44%

แม้ไตรมาสแรกของปี2022 อาจจะดูไม่สดใสเท่าไรนักสำหรับ “ตลาดหุ้นจีน” แต่รัฐบาลจีนก็ออกมาประกาศความพร้อมใช้นโยบายการเงินและการคลังสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตให้ได้ 5.5% เรียกขวัญกำลังใจนักลงทุนกลับมาได้พอสมควร
“ในท่ามกลางปัจจัยลบที่รุมเร้าทั้งการ Lockdown เสินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ เพื่อสกัด COVID-19 และอาจเป็นเป้าหมายการคว่ำบาตรถัดไปจากสหรัฐและพันธมิตรหากให้ความช่วยเหลือรัสเซีย ตลอดจนการที่บริษัทจีนในสหรัฐอาจถูกถอดออกจากตลาดหุ้นสหรัฐ ถือเป็น 3 ปัจจัยลบหลักๆ ที่กระหน่ำเข้ามาในช่วงไตรมาสที่1/22 นี้ จนกดให้ตลาดหุ้นจีนดำดิ่งและทำให้ ‘กองหุ้นจีน’แดงเดือดทั้งกระดาน ทำผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วงไตรมาสแรกติดลบ -15.91% (เข้าตำรา…ถูกแล้วยังมีถูกอีก)”
โดยกองทุนที่มีผลงานดีสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
อันดับ1 “กองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอชเอสไอ (ASP-HIS)” ของ ‘บลจ.แอสเซท พลัส’ ที่เน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของ Hang Seng Index ผ่านกองทุนหลัก ‘Hang Seng Index ETF’ ทำผลตอบแทนได้-5.44%

อันดับ2 “กองทุนเปิดกรุงศรีไชน่าอิควิตี้(KF-CHINA)” ของ ‘บลจ.กรุงศรี’ ที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทจีนซึ่งจดทะเบียนในฮ่องกงผ่านกองทุนหลัก ‘Hang Seng China Enterprises Index ETF’ ด้วยผลตอบแทน-6.62%
อันดับ3 “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นจีนTHB เฮ็ดจ์” ของ ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ ที่เน้นลงทุนในหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนกองทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนให้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนในดัชนี Hang Seng China Enterprises Index (H-Share Index) ให้มากที่สุด ผ่านกองทุนหลัก HANG SENG CHINA ENTERPRISES INDEX ETF ด้วยผลตอบแทน-6.65%
อันดับ4 “กองทุนเปิดวรรณ ไชน่า ออโต้ รีเด็มชั่น ฟันด์(ONE-CHINA)” ของ ‘บลจ.วรรณ’ ที่เน้นลงทุนในหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนกองทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนให้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนในดัชนี Hang Seng China Enterprises Index (H-Share Index) ให้มากที่สุด ผ่านกองทุนหลัก HANG SENG CHINA ENTERPRISES INDEX ETF ด้วยผลตอบแทน-6.73%
อันดับ5 “กองทุนเปิดทิสโก้ ไชน่า H-SHARES อิควิตี้ เพื่อการเลี้ยงชีพ (TCHRMF)” ของ ‘บลจ.ทิสโก้’ ที่เน้นลงทุนในกองทุนหลัก ‘Hang Seng China Enterprises Index ETF’ ด้วยผลตอบแทน-7.41%

เชื่อ “หุ้นจีน” ถูกออกจาก ‘ตลาดหุ้นสหรัฐ’…กระทบน้อย-เหตุมีที่ไปและพื้นฐานไม่เปลี่ยน

สำหรับ “หุ้นจีน” และ ETFs” ในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างผันผวนอย่างมาก เหตุผลหลักมาจากการ lockdowns ประเทศของจีน รวมถึงกรณีอาจจะมีการถอด 5 หุ้นจีนจากตลาดหุ้นสหรัฐทั้ง NYSE และ NASDAQ
ข้อมูลจาก Morningstar Direct” พบว่า ETF-หุ้นจีน”ที่อยู่ในตลาดสหรัฐนั้นมีมูลค่ารวมกันประมาณ 37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย 16% ของสินทรัพย์เป็น ADRs และ 5% ของสินทรัพย์เหล่านั้นเป็นบริษัทจีนที่จดทะเบียนในสหรัฐเท่านั้น
หากบริษัทเหล่านั้น “ถูกถอด” ออกจากการจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐจริงๆ จะกระทบต่อETFs ที่มีการลงทุนอย่างไรบ้าง?

เกี่ยวกับเรื่องนี้ Lorraine Tan” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยตราสารทุนประจำภูมิภาคเอเชียของ Morningstar ให้ความเห็นว่า จะไม่มีผลใดๆ มากนักต่อผู้ถือหน่วย ETFs นอกจากความผันผวนของราคาที่เกิดขึ้น เนื่องจากกองทุนสามารถที่จะแปลงสถานะ ADR ในสหรัฐที่ถืออยู่เป็นหุ้นของบริษัทเหล่านั้นที่จดทะเบียนในฮ่องกงแทน และการถอนหุ้นออกจากตลาดสหรัฐก็ไม่ได้มีผลกระทบปัจจัยพื้นฐานของบริษัท “มูลค่าพื้นฐานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง” อย่างไรก็ดีอาจมีค่าใช้จ่ายในการแปลงหุ้นเล็กน้อย
ตัวอย่าง CNOOC หรือ the China National Offshore Oil Corporation ที่เคยถูกถอดออกจากตลาดในปี 2001 นั้น การแปลงหุ้นมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 5 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 100 ADRs
“ทั้งนี้ บางกองทุนได้เตรียมพร้อมรับกรณีที่หุ้นของบริษัทเหล่านั้นจะถูกถอดออกจากตลาดสหรัฐบ้างแล้ว อย่างเช่น KWEB KraneShares ที่มีสินทรัพย์บริหารจัดการอยู่ 6.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้เริ่มแปลงสภาพ ADR ของบริษัทเหล่านั้นจากที่จดทะเบียนใน ‘สหรัฐ’ ไปเป็นหุ้นที่จดทะเบียนใน ‘ฮ่องกง’ แทน แม้ว่าผู้จัดการกองทุนจะเชื่อมั่นว่าปัญหาการถอดหุ้นออกจากตลาดสหรัฐนั้นจะไม่เกิดขึ้น แต่การเตรียมพร้อมไว้ก่อนก็เพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ถือหน่วยนั่นเอง”
ใครที่เป็น “แฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นจีน” ก็คงต้องอดทนกันต่อไป สู่เป้าหมายในระยะยาวเป็นสำคัญ เพราะในระยะสั้นปัจจัยลบที่กดดันยังคงมีถาโถมเข้ามาเป็นระยะๆ แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณในเชิงบวกเมื่อตลาดเริ่มยืนได้และเข้าสู่ระยะสะสมพลังเพื่อขยับสู่การก้าวเดินในทิศทางที่ดีขึ้นต่อไปนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...