โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เครื่องสำอาง-อาหารเสริม ดารา ปังจริงหรือแค่หลอกขายแฟนคลับ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 08 มิ.ย. 2567 เวลา 12.46 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2567 เวลา 05.39 น.

“ดารา” ผันตัวปั้นแบรนด์ “เครื่องสำอางค์ - อาหารเสริม” ใช้ความดังเป็นแต้มต่อได้คุ้มเสีย? “วุ้นเส้น วิริฒิพา” เปิดใจแบรนด์ดาราไม่ง่ายต้องแบกชื่อเสียง ทำดีรอดตัว สินค้าแย่โดนดราม่าหลายเท่า “ปนันชิตา” มองพรีเซ็นเตอร์ดารายังขายได้ “อั้ม พัชราภา-เอ ศุภชัย” ปลุกยอดขายสุดปัง

อาชีพ “ดารานักแสดง” แม้จะทำรายได้มากแต่ก็ผันแปรตาม “ชื่อเสียง” ทำให้รายได้ไม่แน่นอน หนึ่งช่องทางที่สร้างรายได้ให้ดาราเป็นกอบเป็นกำ คือ“พรีเซ็นเตอร์” โดยเฉพาะเครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นัยหนึ่งคือการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้น่าเชื่อถือ และขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มแฟนคลับของดาราคนนั้น ยิ่งดาราเบอร์ใหญ่ ยิ่งมีโอกาสทำยอดขายได้มาก

บางแบรนด์อัพเกรดจากใช้พรีเซ็นเตอร์ดาราเป็นการทำแบรนด์หรือพัฒนาโพรดักซ์ร่วมกับดาราและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ นอกจากค่าตัวพรีเซ็นเตอร์แล้วอาจได้ส่วนแบ่งจากยอดขายอีกทางหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลยุทธ์ใช้ดาราเป็นพรีเซ็นเตอร์ อาจไม่ได้ปังมากเหมือนในอดีต เพราะผู้บริโภค“มองออก” ว่าอันไหนคอนเทนต์ อันไหนโฆษณา เพราะบางครั้งดาราเองไม่ได้ใช้สินค้าตัวนั้น ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง ขณะเดียวกันหากแบรนด์มีดราม่าย่อมส่งผลกระทบต่อพรีเซ็นเตอร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่น่าสนใจ คือ ในระยะหลังดาราเริ่มผันตัวจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์ มาทำแบรนด์ของตัวเองโดยใช้ชื่อเสียงและความดังเป็นแต้มต่อ พร้อมกับฐานแฟนคลับเป็นฐานลูกค้ากลุ่มแรก แต่อย่างไรก็ตาม การปั้นแบรนด์ของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะมายด์เซ็ทของผู้บริโภคที่ยังยึดติดว่า แบรนด์ดาราเป็นแบรนด์ฉาบฉวย ไม่ยั่งยืน สินค้าไม่มีคุณภาพ ขายความดังของเจ้าของแบรนด์??

วุ้นเส้น - วิริฒิพา ภักดีประสงค์ นักแสดงชั้นแนวหน้าของไทยที่ผันตัวเองมาทำธุรกิจสกินแคร์แบรนด์“เซวา” เมื่อ 8 ปีที่แล้วเปิดเผยว่าเดิมอยู่ในวงการบันเทิงมานานมีโอกาสได้จับงาน “พรีเซ็นเตอร์” บ้างแต่ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน เมื่อหันมาจับธุรกิจจริงจัง “ไม่ง่าย” เพราะมีขั้นตอนเยอะมากกว่าจะออกมาเป็นสินค้าหนึ่งตัว สินค้าตัวแรกคือ “น้ำตบโสม”ภายใต้แบรนด์ “เซวา”

*สิ่งที่เราเน้นย้ำเป็นพิเศษ คือ “สินค้า” คือสิ่งที่เชิดหน้าชูตาของแบรนด์ เพราะฉะนั้นของจะต้องดีจริงๆ เพราะคนคาดหวังอยู่แล้วว่าการที่ดารามาทำสินค้า สินค้าจะดีจริงไหม? จะเป็นแค่สินค้ากระแสหรือเปล่า หน้าที่ของเราคือทำให้ผู้บริโภคเชื่อให้ได้ว่าดาราเองก็ตั้งใจทำสินค้าที่มีคุณภาพจริงและอยู่ได้ยาวนาน ไม่ใช่แค่สร้างแบรนด์ออกมา 6 เดือนหรือ 1 ปีโกยเงินแล้วก็ไป แต่เราอยู่มาเกือบ 10 ปีซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเราจริงจัง พอเราอยู่มาถึงจุดนี้ตอนนี้มายด์เซตของผู้บริโภคก็ดีขึ้น คนก็เชื่อว่าเซวาไม่ใช่แบรนด์ดาราที่มา ๆ ไป ๆ เราจริงจังและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง*

วุ้นเส้นกล่าวต่อไปว่า ในช่วงที่ตกลงใจทำแบรนด์“เซวา” ตนไม่รับงานพรีเซ็นเตอร์ที่เกี่ยวกับสินค้าความงาม ยอมที่จะไม่มีรายได้ทางนั้นแต่ทุ่มเทให้กับแบรนด์เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว ความได้เปรียบของตนคือประสบการณ์จากการทำงานในวงการบันเทิงกว่า 21 ปี ทำให้รู้มากกว่าคนอื่นในบางเรื่องและนำมาปรับใช้

“การสร้างแบรนด์ขึ้นมาไม่ใช่แค่ความรู้ในหนังสืออย่างเดียว จะต้องใช้ประสบการณ์มาเสริมด้วย ที่สำคัญคือการทำสินค้าให้มีคุณภาพถ้ามี feedback ใช้แล้วไม่ดีหรือมีปัญหาก็เป็นผลลบกับแบรนด์ แต่เรายังไม่เคยไปถึงจุดนั้น ไม่เคยมีใครมาเรียกร้องว่าใช้แล้วไม่โอเคหรือเกิดปัญหา ขณะเดียวกันเราต้องทำ Marketing ไม่ให้ขาด ถ้า 2 ตัวนี้ไปด้วยกันได้ 100% แบรนด์จะไม่หายไปจากตลาดแน่นอน”

และแม้จะเป็นแบรนด์ที่มีดาราเป็นเจ้าของ แต่ “เซวา” ก็ยังคงใช้ “ดารา” เป็นพรีเซ็นเตอร์เช่นเดียวกับแบรนด์อื่นๆ รวมไปถึงอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งผู้บริหารกล่าวว่า

นอกจากเราจะใช้สินค้าด้วยตัวเอง แล้วเรายังให้พรีเซ็นเตอร์ทดลองใช้สินค้าด้วย ถ้าใช้แล้วได้ผล ใช้แล้วชอบค่อยเป็นพรีเซ็นเตอร์ แต่ถ้าใช้แล้วไม่ชอบก็ไม่ต้องเซ็นสัญญาพรีเซ็นเตอร์ก็ได้ แต่ถ้าใช้แล้วชอบก็อยู่ด้วยกันยาว ๆ อย่าง คุณมดดำ ก็อยู่กับเรามาตั้งแต่เริ่มธุรกิจแรก ๆ เราอยากได้ Real user จริง ๆ มาช่วยในการสื่อสารเพราะประชาชนรู้อยู่แล้วว่าคอนเทนต์ที่ออกไปเป็นโฆษณาหรือรีวิวจริง เราอยากสร้างภาพลักษณ์ใหม่ว่าสินค้าของเราดาราใช้จริงไม่ใช่แค่ขายอย่างเดียว ถ้าลูกค้าใช้แล้วก็จะสวยเหมือนพรีเซ็นเตอร์มันเป็นเรื่องของ emotional

ด้าน นางสาวเบญจกิติ เมฆแสน ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ เซวา ไทยแลนด์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การที่มีดาราเป็นเจ้าของแบรนด์มีความเสี่ยงอย่างมาก หากทำสินค้าออกมาไม่ดีจะเกิดความเสียหายมากเกินกว่าที่จะรับผิดชอบได้

“ตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจทำแบรนด์เราคุยกันเลยว่าคุณภาพจะต้องมาก่อน เพราะเราจะทำให้ชื่อเสียงของ “วุ้นเส้น” เสียหายไม่ได้ ซึ่งการที่เราทำแบรนด์ร่วมกันกับวุ้นเส้นมีทั้งกระแสบวกและลบเยอะมาก บางคนมองว่า แบรนด์ดาราต้องได้เปรียบกว่าคนอื่นไม่จำเป็นต้องทำการตลาดก็ได้แค่เอาดารามาถ่ายรูปลงก็ได้แล้ว แต่ในความเป็นจริงไม่ได้ง่าย การเป็นแบรนด์ดาราเราจะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าสินค้าของเราไม่ใช่สินค้ากระแส ไม่ใช่สินค้าฉาบฉวย เราจะต้องทำแบรนด์ของเราให้ดีและมั่นคง

เพราะต้องยอมรับว่า“วุ้นเส้น” อยู่ในที่สว่างเมื่อเกิดฟีดแบ็กทางลบก็จะโดนมากกว่าแบรนด์ปกติ ดังนั้นเราก็จะต้องทำให้ดีไปเรื่อย ๆ ไปให้สุดไม่ให้คนมาว่าเราได้ ซึ่งจริง ๆ เราโดนมองมาตลอดว่าของไม่ดีแน่ ๆ ดารามาโกงเงินแล้วก็ไปแน่ๆ”

ขณะที่ ปนันท์ชิตา อัครทรัพย์ธาดา นักธุรกิจเจ้าของแบรนด์ PANANCHITA ซึ่งมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นโพรดักซ์เรือธง และใช้กลยุทธิ์ เซเบริตี้ เป็นพรีเซ็นเตอร์ในหลายผลิตภัณฑ์ โดยล่าสุด ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกับ 2 พรีเซนเตอร์คนดังเบอร์ใหญ่อย่าง ‘อั้ม-พัชราภา’ และ ‘เอ-ศุภชัย’ เปิดเผยว่า การมี ‘อั้ม-พัชราภา’ และ ‘เอ-ศุภชัย’ เข้ามาร่วมโปรเจ๊กต์ได้รับผลตอบรับที่ดีทุกโปรเจ๊กต์ โดยเริ่มจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์ Per Peach Fiber ตามมาด้วยPerleen โปรตีน และล่าสุดยกระดับการทำงานร่วมกันเป็นการร่วมพัฒนาสูตร เพอร์ เบอร์รี่ พลัส ไฟเบอร์ ร่วมทั้งทดสอบทั้งรสชาติและคุณภาพสินค้าด้วยตัวเองอีกด้วย

“การที่มีคุณอั้มกับคุณเอมาทำงานร่วมกัน จะทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่าทานแล้วปลอดภัยและด้วยพรีเซ็นเตอร์เบอร์ใหญ่ก็ทำให้ Mass ขึ้นและขายดีกว่าเดิม นอกจากนี้เรายังมี กาแฟปนันชิตาหรือกาแฟเป้ย ที่มี เป้ยปานวาดเป็นพรีเซ็นเตอร์รวมทั้งสินค้าอื่นๆที่มีคุณธัญญ่า คุณเอกกี้เป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วย”

📌 อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...