56 หุ้น ถูกโบรกฯปรับเป้ากำไร – ราคาเป้าหมาย หลังงบฯ Q1/67
บจ.ฟันกำไร Q1/67 รวม 2.75 แสนล้านบาท ดีกว่าคาด 5% ส่องบทวิเคราะห์หลังงบฯออก พบ 56 บริษัท จาก 18 กลุ่มอุตสาหกรรมถูกปรับเป้ากำไร - ราคาเป้าหมาย หุ้นขนส่งฯนำโดย "AAV" โดนหั่นเป้ากำไรมากสุด 59.25% ส่วน "CPF" ถูกอัปเป้ากำไรสูงสุดถึง 380% ฟาก "BBIK" โดนหั่นราคาเป้าหมายลงมากสุดถึง 79.20 บาท/หุ้น สวนทาง "KBANK" - "CPALL" ที่ถูกอัปราคามากสุด 15 บาท/หุ้น
*** บจ.ฟันกำไร Q1/67 รวม 2.75 แสนลบ. ดีกว่าคาด 5%
บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) รายงานกำไรสุทธิรวมกันอยู่ที่ 2.75 แสนล้านบาท เติบโตขึ้น 3.9% จากปีก่อน และเติบโตขึ้น 62.9% จากไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ออกมาดีกว่าตลาดคาดการณ์ 2.8%
โดยกำไรสุทธิระดับดังกล่าว ถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าตลาดคาดการณ์ราว 5.3% เหตุผลหลัก คือ ความสามารถในการทำกำไรของตลาด (net profit margin) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 6% เทียบกับไตรมาสก่อนอยู่ที่ระดับ 4% โดยมีผลกระทบจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนราว 1 หมื่นบาท และมีกำไรจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 11 ดอลลาร์/บาร์เรล
*** พบ 56 หุ้น ถูกปรับเป้ากำไร - ราคาเป้าหมาย หลังงบฯ Q1/67
ขณะที่ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หลังผ่านช่วงการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/67 ของบริษัทจดทะเบียน พบว่า มี 56 บริษัท จาก 18 กลุ่มอุตสาหกรรมถูกนักวิเคราะห์มากกว่า 2 แห่ง ปรับคาดการณ์กำไรสุทธิปี 67 และราคาเป้าหมายใหม่ ประกอบด้วย
หมายเหตุ : เฉพาะหุ้นที่มีบทวิเคราะห์ปรับเป้าหมายตั้งแต่ 2 โบรกเกอร์ขึ้นไป และเป็นบทวิเคราะห์ที่อัพเดทหลังงบฯ Q1/67
*** ส่วนใหญ่ถูกหั่นเป้ากำไร - ราคาเป้าหมาย
หุ้นทั้ง 18 กลุ่มดังกล่าวที่ถูกนักวิเคราะห์ปรับคาดการณ์ใหม่ ส่วนใหญ่ 11 กลุ่มอุตสาหกรรมถูกปรับมุมมองเชิง"ลบ" มีเพียง 7 อุตสาหกรรมเท่านั้น ที่ถูกโบรกเกอร์ปรับมุมมองในเชิง"บวก"มากขึ้น
*** หุ้น"ขนส่งฯ"ถูกหั่นเป้ากำไรมากสุด 59%
โดยหุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ นำโดยบมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ถูกนักวิเคราะห์ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 67 ลงจากเดิมมากที่สุดถึง 59.25% เหลือ 748 ล้านบาท แต่ยังเติบโตขึ้น 61.07% จากปีก่อน ขณะที่ราคาเหมาะสมใหม่อยู่ที่ 3.1 - 4.2 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นจากเดิม 0.2 - 1.5 บาท/หุ้น
ส่วนอีก 1 บริษัทในกลุ่มขนส่งฯ ที่ถูกปรับประมาณการลง คือ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ที่ถูกปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 67 ลงจากเดิม 0.05% เหลือ 3,892 - 3,949 ล้านบาท เติบโตขึ้น 11.90 - 13.54% จากปีก่อน ขณะที่ราคาเหมาะสมใหม่อยู่ที่ 9 - 11 บาท/หุ้น ลดลงจากเดิม 0.3 บาท/หุ้น
*** มีอีก 3 บริษัท ถูกหั่นเป้ากำไรลงมากกว่า 40%
ขณะเดียวกัน ยังมีอีก 3 บริษัท ที่ถูกนักวิเคราะห์ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 67 ลงจากเดิมมากกว่า 40% ประกอบด้วย บมจ.ชโย กรุ๊ป (CHAYO) ถูกปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 67 ลงจากเดิม 27.07 - 58.42% เหลือ 168 - 291 ล้านบาท หดตัว 25.57 - 57.03% จากปีก่อน ขณะที่ราคาเหมาะสมใหม่อยู่ที่ 3.3 - 4.2 บาท/หุ้น ลดลงจากเดิม 1.8 - 3.1 บาท/หุ้น
ฟาก บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) ที่ถูกปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 67 ลงจากเดิม 9.18 - 50.87% เหลือ 1,944 - 2,505 ล้านบาท หดตัว 7.83 - 28.47% จากปีก่อน ขณะที่ราคาเหมาะสมใหม่อยู่ที่ 5.2 - 7.3 บาท/หุ้น ลดลงจากเดิม 0.55 - 3.75 บาท/หุ้น
ด้าน บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) ถูกปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 67 ลงจากเดิม 26.95 - 46.34% เหลือ 374 - 450 ล้านบาท หดตัว 14.61 - 29.03% จากปีก่อน ขณะที่ราคาเหมาะสมใหม่อยู่ที่ 7 - 10.3 บาท/หุ้น ลดลงจากเดิม 0.2 - 2.5 บาท/หุ้น
*** หุ้น"อาหาร"ถูกอัปเป้ากำไรสูงถึง 380%
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลของกลุ่มหุ้นที่ถูกปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 67 ขึ้น พบว่า กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มถูกปรับขึ้นมากที่สุด นำโดย บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ที่ถูกปรับขึ้นจากเดิมอีก 25.71 - 380% เป็น 5,686 - 13,442 ล้านบาท เทียบปีก่อนขาดทุนสุทธิ 5,207 ล้านบาท ส่วนราคาเหมาะสมใหม่อยู่ที่ 23 - 26.75 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นจากเดิม 0.9 - 5.25 บาท/หุ้น
ส่วนอีก 1 บริษัทในกลุ่มอาหารฯ อย่าง บมจ.เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (AAI) ก็ถูกปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 67 ขึ้นจากเดิมมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 24.32 - 55.01% ส่งผลให้กำไรสุทธิขยับขึ้นเป็น 726 - 851 ล้านบาท เติบโตขึ้น 90.05 - 122.77% จากปีก่อน ขณะที่ราคาเหมาะสมใหม่อยู่ที่ 7 - 8 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นจากเดิม 1.4 - 2.8 บาท/หุ้น
*** มีอีก 3 บริษัท ถูกอัปเป้ากำไรมากกว่า 40%
นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 บริษัท ที่ถูกนักวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 67 ขึ้นจากเดิมมากกว่า 40% ประกอบด้วย บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) ถูกปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 67 ขึ้นจากเดิมอีก 6.14 - 63.13% เป็น 4,277 - 6,637 ล้านบาท เทียบปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 1,229 ล้านบาท ขณะที่ราคาเหมาะสมใหม่อยู่ที่ 10.9 - 11.8 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นจากเดิม 0.5 - 3.4 บาท/หุ้น
ด้าน บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ถูกปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 67 ขึ้นจากเดิมอีก 10.77 - 48.41% เป็น 12,597 - 18,355 ล้านบาท แต่ยังชะลอตัวลง 5.59 - 35.21% จากปีก่อน ส่วนราคาเหมาะสมใหม่อยู่ที่ 66 - 78 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นจากเดิม 1 - 2 บาท/หุ้น
ฟาก บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ถูกปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 67 ขึ้นจากเดิมอีก 6.24 - 43.02% เป็น 4,747 - 5,991 ล้านบาท เติบโตขึ้น 7.27 - 35.38% จากปีก่อน ส่วนราคาเหมาะสมใหม่อยู่ที่ 5.3 - 6.3 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นจากเดิม 0.35 - 1.3 บาท/หุ้น
*** พบ "KBANK" ถูกอัปเป้าราคามากสุด 15 บาท
ขณะเดียวกัน ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ถูกนักวิเคราะห์ปรับราคาเป้าหมายขึ้นจากเดิมมากที่สุด 5 - 15 บาท/หุ้น ได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 142 - 154 บาท/หุ้น ขณะที่กำไรสุทธิใหม่อยู่ที่ 43,919 - 47,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิม 1.54 - 9.3%
รองลงมา คือ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ที่ถูกนักวิเคราะห์ปรับราคาเป้าหมายขึ้นจากเดิม 1 - 15 บาท/หุ้น ได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 67 - 88 บาท/หุ้น ขณะที่กำไรสุทธิใหม่อยู่ที่ 22,679 - 25,352 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิม 2.32 - 19.10%
ขณะที่ บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ถูกนักวิเคราะห์ปรับราคาเป้าหมายขึ้นจากเดิม 5 - 13 บาท/หุ้น ได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 270 - 310 บาท/หุ้น ขณะที่กำไรสุทธิใหม่อยู่ที่ 7,622 - 7,802 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิม 3 - 6.09%
ฟาก ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ถูกนักวิเคราะห์ปรับราคาเป้าหมายขึ้นจากเดิม 4 - 11 บาท/หุ้น ได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 45 - 58 บาท/หุ้น ขณะที่กำไรสุทธิใหม่อยู่ที่ 4,782 - 6,461 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิม 0.31 - 8.97%
ด้าน บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ถูกนักวิเคราะห์ปรับราคาเป้าหมายขึ้นจากเดิม 4 - 10 บาท/หุ้น ได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 174 - 204 บาท/หุ้น ขณะที่กำไรสุทธิใหม่อยู่ที่ 70,597 - 77,503 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิม 4.85 - 13.96%
*** ตะลึง "BBIK" โดนหั่นเป้าราคามากสุดถึง 79 บาท
ส่วนบมจ.บลูบิค กรุ๊ป (BBIK) ถูกนักวิเคราะห์ปรับลดราคาเป้าหมายลงจากเดิมมากที่สุดถึง 14 - 79.25 บาท/หุ้น ได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 43.75 - 59 บาท/หุ้น ขณะที่กำไรสุทธิใหม่อยู่ที่ 328 - 421 ล้านบาท ลดลงจากคาดการณ์เดิม 5.75 - 16.33%
นอกจากนี้ ยังมีอีก 4 บริษัท ที่ถูกนักวิเคราะห์ปรับลดราคาเหมาะสมลงจากเดิมมากกว่า 10 บาท/หุ้น ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ถูกนักวิเคราะห์ปรับลดราคาเป้าหมายลงจากเดิม 21 - 30 บาท/หุ้น ได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 155 - 180 บาท/หุ้น ขณะที่กำไรสุทธิใหม่อยู่ที่ 41,977 - 44,805 ล้านบาท ลดลงจากคาดการณ์เดิม 3.2 - 17.52%
ด้าน บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ถูกนักวิเคราะห์ปรับลดราคาเป้าหมายลงจากเดิม 2 - 25 บาท/หุ้น ได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 80 - 110 บาท/หุ้น ขณะที่กำไรสุทธิใหม่อยู่ที่ 6,794 - 7,273 ล้านบาท ลดลงจากคาดการณ์เดิม 2.45 - 7.36%
ฟากบมจ.ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) ถูกนักวิเคราะห์ปรับลดราคาเป้าหมายลงจากเดิม 0.4 - 20 บาท/หุ้น ได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 44 - 51.6 บาท/หุ้น ขณะที่กำไรสุทธิใหม่อยู่ที่ 2,157 - 2,186 ล้านบาท ลดลงจากคาดการณ์เดิม 0.78 - 16.07%
ปิดท้ายด้วย บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ถูกนักวิเคราะห์ปรับลดราคาเป้าหมายลงจากเดิม 4 - 18 บาท/หุ้น ได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 38 - 55 บาท/หุ้น ขณะที่กำไรสุทธิใหม่อยู่ที่ 4,836 - 6,902 ล้านบาท ลดลงจากคาดการณ์เดิม 10 - 21.20%