โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เมื่อความถูกต้องไม่ถูกใจ เข้าข่าย "Cognitive Dissonance" ปล่อยไว้ทำร้ายตัวเอง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 26 ก.ค. 2568 เวลา 06.06 น.

สมองของมนุษย์ เป็นหนึ่งในอวัยวะที่มีความซับซ้อนมากที่สุดอย่างหนึ่ง ทำให้เกิดความหลากหลายในการแสดงออกทางความคิดและพฤติกรรมของแต่ละบุคคล แต่ถึงแม้มุมจะต่างกัน แต่ค่านิยมหรือคุณค่าบางอย่าง ที่กฎสังคมตกลงร่วมกันยังคงต้องรักษาไว้ ซึ่งเมื่อทั้ง 2 อย่างนี่มีความขัดแย้งกัน อาจทำให้เกิดความไม่สบายใจ คับข้องใจ จนนำไปสู่การเกิดภาวะทางจิตเวช ที่ชื่อว่า Cognitive Dissonanc ปล่อยไว้ นอกจากอันตรายกับสุขภาพจิตตัวเอง ยังทำร้ายคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัวด้วย

Cognitive Dissonance คืออะไร?

Cognitive Dissonance เป็นทฤษฎีทางจิตวิทยาที่คิดค้นโดย Leon Festinger อธิบายว่า ภาวะทางอารมณ์และความรู้สึก เมื่อบุคคลเผชิญกับความขัดแย้งทางความคิด กับค่านิยมบางอย่างของแนวคิดทางสังคม กฎเกณฑ์บางอย่าง หรือข้อตกลงในองค์กรหรือสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ ทำให้รู้สึกไม่สบายใจและพยายามลดความขัดแย้งนั้นๆ

การลดความขัดแย้งนี้อาจทำได้หลายวิธี เช่น การเปลี่ยนความเชื่อเดิมๆ การหาเหตุผลสนับสนุนความเชื่อเดิม การปฏิเสธข้อมูลใหม่ หรือ การลดความสำคัญของประเด็นที่ขัดแย้ง แต่กระบวนการดังกล่าว ทำให้เกิดความไม่สบายใจ อึดอัดใจอย่างรุนแรง หากไม่สามารถหาทางออก ยิ่งนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่า

ตัวอย่างง่ายๆ ของความขัดแย้ง เช่น หากคนๆ หนึ่งเชื่อว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี แต่เขากลับไม่ค่อยออกกำลังกาย เขาอาจจะรู้สึกขัดแย้งทางความคิด อาจจะหาเหตุผลมาสนับสนุนการไม่ออกกำลังกายของเขา เช่น "ฉันไม่มีเวลา" หรือ "ฉันเหนื่อย" หรืออาจจะลดความสำคัญของการออกกำลังกายลง หรืออาจจะพยายามหาข้อมูลที่สนับสนุนว่าการออกกำลังกายนั้นไม่ได้ดีต่อสุขภาพขนาดนั้นก็ได้

จะเห็นว่า Cognitive Dissonance ทำให้ความเชื่อ กับการกระทำไม่เป็นไปในทางเดียวกัน

เมื่อความถูกต้อง ไม่ตรงกับสิ่งที่ถูกใจ

สภาวะของจิตใจใต้ Cognitive Dissonance นอกจากจะส่งผลทางสุขภาพให้กับคนๆ นั้นแล้ว การไม่ลงรอยกัน ทำให้คนมีพฤติกรรม Toxic อย่างไม่รู้ตัว เพราะจิตใจต้องการหาการระบาย หรือแสดงออกบางอย่าง เพื่อจัดการกับความอึดอัดใจที่เกิดขึ้น

กล่าวโทษผู้อื่น

การเลือกกล่าวโทษคนใกล้ชิด เพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างาน ที่ทำให้เราต้องรู้สึกไม่สบายใจและท้อแท้ มากกว่าที่จะรับผิดชอบและแก้ไขอย่างเป็นเหตุเป็นผล ในสิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่ขัดกับความเชื่อของเราเอง เพื่อให้ตัวเองเกิดความสบายใจ

ซุบซิบนินทา

การซุบซิบนินทา กล่าวว่าร้าย และแพร่ข่าวลือที่เกี่ยวกับผู้อื่น อาจเป็นทางเลือกที่คนที่เผชิญกับภาวะ Cognitive Dissonance ใช้เพื่อลดความรู้สึกตึงเครียดของตนเอง

หลีกเลี่ยง

การเลือกที่จะหลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือบุคคลที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในใจ เป็นอีกทางหนึ่งที่ คนมีภาวะ Cognitive Dissonance จะเลือกใช้ แทนที่จะเผชิญหน้าและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

เกรี้ยวกราด

การสาดอารมณ์ที่เกรี้ยวกราดใส่คนรอบข้างก็อาจจะเป็นอีกวิธีที่เลือกใช้ เพื่อลดความรู้สึกอึดอัดใจที่เราต้องเจอ

หาเหตุผล หรือกลุ่มคนมาสนับสนุนความเชื่อของตัวเอง

หาเหตุผลมาสนับสนุน หรือหาพวกให้กับตัวเอง หรือการเล่นพรรค์เล่นพวก ซึ่งปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “confirmation bias” ก็คือเลือกเฉพาะเหตุผลหรือคนที่มาช่วยคอนเฟิร์มให้รู้สึกสบายใจว่าตัวเองทำถูกแล้ว

Cognitive Dissonance ทำให้เกิดภาวะ Burn Out ในที่ทำงาน

Cognitive Dissonance หากเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ย่อมส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของแต่ละฝ่าย หากไม่สามารถพูดคุยเพื่อแก้ไข อาจนำไปสู่การแตกหัก เพราะแต่ละฝ่ายก็ต้องยืนยันต่อความเชื่อของตัวเอง แต่ความ Toxic เหล่านี้ หากเกินขึ้นในองค์กร หรือสภาพแวดล้อมการทำงาน สามารถส่งผลต่อสุขภาพจิต เป็นหนึ่งในสาเหตุของภาวะหมดไฟ หรือ Burn out ได้

ป้องกันสภาพจิตใจจากผลกระทบของ Cognitive Dissonance

อย่างที่บอกว่า Cognitive Dissonance เกิดขึ้นได้ในหลากหลายสถานการณ์ มี 3 วิธี ที่เราสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อลดผลจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

  • เปลี่ยนแปลงความเชื่อ ค่านิยม พฤติกรรม ที่มีอยู่
  • เพิ่มความเชื่อ ค่านิยม พฤติกรรม ใหม่ๆ
  • ลดความสำคัญของความเชื่อ ค่านิยม พฤติกรรม ของตัวเองลง เปิดรับความแตกต่าง หลากหลายที่มาจากแนวคิดและมุมมองด้านอื่นๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...