โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เดิมพันครั้งใหม่ "TESLA"หลังยอดขายดิ่ง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 28 ก.ค. 2568 เวลา 10.02 น.
TESLA มีเดิมพันครั้งใหม่ในตลาดรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก คือ อินเดีย เป็นตลาดที่มีศักยภาพ จากกลุ่มคนชนชั้นกลางกำลังเติบโตขึ้น

เทสลา เปิดตัวอย่างเป็นทางการในอินเดีย เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยเปิดโชว์รูมแห่งแรก ที่เรียกว่า Tesla Experience Center อยู่ภายในศูนย์การค้าที่ทันสมัยแห่งหนึ่งในนครมุมไม เมืองขนาดใหญ่ที่ประชากรในเขตเมืองมีอยู่ประมาณ 13 ล้านคน และเมื่อรวมกับประชากรในเมืองใกล้เคียง รวมเป็นจำนวนกว่า 23 ล้านคน ทั้งยังเตรียมจะเปิดตัวโชว์รูมแห่งที่สอง ในนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดียในเร็ว ๆ นี้ รวมถึง เปิดให้จองซื้อรถยนต์ โดยรถรุ่นที่เทสลา นำเสนอในตลาดนี้ คือ โมเดล วาย รุ่นปรับโฉมใหม่ ซึ่งเป็นการนำเข้าจากจีน

ซึ่งตามเว็บไซต์ของ เทสลา อินเดีย ระบุว่า รถรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง จะมีราคาเริ่มต้น อยู่ที่ 6 ล้าน 1 แสน รูปี หรือเกือบ ๆ 70,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และ จะเริ่มส่งมอบได้ตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 ปีนี้ เป็นต้นไป ราคาดังกล่าว สูงกว่าตลาดหลักอื่น ๆ ที่จำหน่ายในรุ่นเดียวกัน เช่น ที่สหรัฐอเมริกา ราคาขายเริ่มต้นอยู่ที่ 44,900 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นราคาก่อนหักภาษีและค่าธรรมเนียม

ส่วนในจีน จำหน่ายอยู่ที่ราคา 263,500 หยวน หรือประมาณ 36,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ และที่เยอรมนี จำหน่ายในราคา 45,970 ยูโร หรือประมาณ 53,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคาจำหน่ายที่อินเดีย หากคิดเป็นเงินบาท จะมากกว่า 2 ล้าน 2 แสนบาท ซึ่งสูงกว่าเมื่อเทียบกับ โมเดล วาย รุ่นที่มีวางจำหน่ายในไทย ซึ่งในไทย ราคาเริ่มต้นอยู่ที่กว่า 1 ล้าน 6 แสนบาท ซึ่งเป็นผลมาจากกำแพงภาษีที่ รัฐบาลอินเดีย กำหนดภาษีนำเข้าในอัตราสูงสำหรับรถยนต์นำเข้า และสินค้าฟุ่มเฟือยอื่น ๆ

แต่นั่นก็ทำให้ เทสลา อินเดีย แทนที่จะแข่งขันโดยตรงกับบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่าง Tata Motors และ Mahindra กลายเป็นว่า ต้องแข่งขันกับกลุ่มรถยนต์พรีเมียม ทั้ง BMW Mercedes-Benz และ Kia จาก เกาหลีใต้ แทน

ด้าน ยาฮู ไฟแนนซ์ รายงานว่า เทสลากำลังเดิมพันกับตลาดรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก (ในแง่ของยอดขาย) แต่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศนี้ ยังมีสัดส่วนไม่มากนัก เพียงร้อยละ 4 เท่านั้น ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด

ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อปีของประชากรอยู่ที่ประมาณ 4,000 ดอลลาร์ แต่เทสลา มีความคาดหวังในการลดภาษีในอนาคต และการเติบโตของชนชั้นกลาง ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการขยายตลาดนี้

โดยการเติบโตในอินเดียเป็นไปอย่างก้าวกระโดด ซึ่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD คาดการณ์ว่า ประชากรของอินเดียจะเพิ่มขึ้นเกือบ 1,700 ล้านคนภายในปี 2050 สวนทางกับจีน ที่คาดว่าจะมีประชากรลดลง

แต่ประชากรส่วนใหญ่ของอินเดียยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท และอัตราการมีส่วนร่วมในแรงงานต่ำ แต่โครงสร้างกำลังมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไป โดยชนชั้นกลางที่กำลังเติบโต จะเข้ามาแทนที่ จะทำให้การมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานจะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของชนชั้นกลาง

ด้านองค์กรวิจัยเชิงประชากรเกี่ยวกับเศรษฐกิจการบริโภคของอินเดีย คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 อินเดียจะมีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นประมาณ 75 ล้านครัวเรือน และครัวเรือนที่มีฐานะร่ำรวย จะเพิ่มขึ้น 25 ล้านครัวเรือน ซึ่งรวมกัน จะคิดเป็นร้อยละ 56 ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมดของประเทศ

จากข้อมูลดังกล่าว กำลังชี้ให้เห็นถึงตลาดที่กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับเทสลา เพราะอินเดีย ให้ความสำคัญกับภาษีนำเข้า เพื่อกระตุ้นภาคการผลิตและการลงทุนในประเทศเป็นหลัก

เกี่ยวกับการบุกตลาดอินเดียของ เทสลา ยังมีมุมมองอื่น ๆ อีก เช่น วิเวก ไวทยา หัวหน้าฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ด้านรถยนต์ระดับโลก จากบริษัทวิจัย ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิวัน กล่าวกับ ซีเอ็นบีซี บอกว่า แม้ราคารถเทสลา อาจจะดูแพงสำหรับหลายคน แต่ในอินเดียยังมีกลุ่มลูกค้าที่พร้อมจะซื้ออยู่ดี แต่เชื่อว่า เทสลา จะไม่สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มรถยนต์ระดับแมสได้ เพราะรถที่ขายดีที่สุดในตลาดส่วนใหญ่มักมีราคาต่ำกว่า โมเดล วาย ที่จำหน่ายในอินเดียเป็น 10 เท่า

ส่วน ปูนีต กุปตา (Puneet Gupta) ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดยานยนต์อินเดีย จาก S&P Global Mobility เชื่อว่า ขณะนี้ เทสลา กำลังมุ่งเน้นไปที่การทดลองตลาด มากกว่าการสร้างยอดขาย

โดยอินเดีย ประกาศนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าฉบับใหม่เมื่อปีที่แล้ว และเน้นส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ เพื่อแลกกับการลดภาษีนำเข้า ซึ่งนโยบายดังกล่าวนี้ อาจช่วยให้ เทสลา จำหน่ายในราคาถูกลงได้ แต่จนถึงปัจจุบัน เทสลา ยังไม่แสดงท่าที หรือการให้คำมั่นว่าจะสร้างโรงงานผลิตในอินเดีย

ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวถึงแผนการลงทุนในอินเดีย แต่เทสลา ได้มีการยุติแผนดังกล่าวไปแล้ว

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์จาก เอสแอนด์พี ระบุอีกว่า ภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าของอินเดียอาจเปลี่ยนแปลงในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะเป็นผลมาจากการเจรจาการค้า ทวิภาคี ระหว่าง สหรัฐฯ และอินเดีย

ด้านรอยเตอร์ส รายงานว่า เทสลากำลังเผชิญกับกำลังการผลิตส่วนเกินในโรงงานทั่วโลก และยอดขายที่ลดลง จึงได้ใช้กลยุทธ์การขายรถยนต์นำเข้า ในตลาดอินเดีย แม้จะมีภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ อยู่ในระดับสูงก็ตาม

ซึ่งที่ผ่านมาผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติอเมริกันรายนี้ ได้ล็อบบี้อินเดียมาเป็นเวลานานเพื่อให้ลดภาษีนำเข้ารถยนต์

และปัจจุบัน ตัวแทนของของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย ยังคงเจรจากับรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อลดภาษีภายใต้ข้อตกลงการค้าทวิภาคี (ที่เวลานี้ ยังไม่มีข้อสรุป)

ล่าสุด เทสลา รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี ของปีนี้ ออกมา ซึ่งรายได้จากยานยนต์โดยรวมอยู่ที่กว่า 16,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มียอดขาย 19,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และยังเป็นรายได้ที่ลดลงเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน และก่อนหน้านี้ เทสลา รายงานยอดขายรถยนต์ทั่วโลกอยู่ที่ 384,000 คัน คิดเป็นลดลงร้อยละ 14 เมื่อเทียบเป็นรายปี

ซึ่งภาวะตกต่ำของเทสลาในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากกระแสต่อต้านบริษัทฯ ในสหรัฐอเมริกา และยุโรป หลังจากที่ อีลอน มัสก์ ซีอีโอ ได้ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อช่วย ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งครั้งที่ 2 รวมไปถึงการสนับสนุนพรรค AfD ที่่ต่อต้านผู้อพยพอย่างรุนแรงในเยอรมนี และยังเผชิญกับกระแสต่อต้าน จากการเป็นผู้นำในหน่วยงานประสิทธิภาพ หรือ DOGE ของรัฐบาลทรัมป์ ที่มีการปลดเจ้าหน้าที่รัฐเป็นจำนวนมาก

นั่นทำให้ ราคาหุ้นของ เทสลา ลดลงไปประมาณร้อยละ 18 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และยังถือว่าเป็นเป็นผลประกอบการที่ย่ำแย่ที่สุดในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ในขณะที่ดัชนี Nasdaq ปรับเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 9 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...