หอการค้าศรีสะเกษเผยดุลการค้าช่องสะงำพุ่ง 1.9 พันล้านชี้หากปิดด่าน'ชาวกัมพูชา'เจ็บหนักสุด
ประธานหอการค้าศรีสะเกษ เผยดุลการค้าชายแดนช่องสะงำ พุ่งกว่า 1.9 พันล้านบาท เชื่อปิดด่านเจ็บทั้งคู่ แต่เจ็บมากกว่าคือประชาชนชาวกัมพูชา
วันที่ 6 มิ.ย.68 นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยถึงสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และกระแสข่าวการเตรียมปิดจุดผ่านแดน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่ชาวไทยและกัมพูชาใช้สัญจรไปมา
นายรัฐวิทย์ยอมรับว่า สถานการณ์ทางการค้าและการส่งออกบริเวณช่องสะงำขณะนี้ค่อนข้าง เงียบเหงา ทั้งชาวไทยและกัมพูชาต่างมีความกังวลในการเดินทางข้ามแดน โดยเฉพาะกลุ่มชาวกัมพูชาที่จำเป็นต้องเดินทางมารักษาพยาบาลในประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง เนื่องจากความกังวลว่าปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของพวกเขา
"ปกติแล้ว มูลค่าการค้าชายแดนบริเวณช่องสะงำจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ไปจนถึง 1,900 ล้านบาทต่อปี โดยประเทศไทยได้ดุลการค้ามาโดยตลอด นั่นคือไทยส่งออกสินค้าไปกัมพูชามากกว่านำเข้าถึงประมาณ 30% หรือราว 300-400 ล้านบาทต่อปี หากมูลค่าการค้าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,500 ล้านบาทต่อปี สินค้าหลักที่กัมพูชานิยมซื้อจากไทยคือ สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น น้ำผลไม้ นม เครื่องจักรทางการเกษตร และเครื่องใช้ต่างๆ ขณะที่ไทยจะนำเข้าสินค้าเกษตรจากกัมพูชา เช่น มันสำปะหลังสด และของป่า" นายรัฐวิทย์ กล่าว
นายรัฐวิทย์ประเมินว่า หากมีการปิดด่านชายแดนจริงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างแน่นอน แต่ทั้งภาคเอกชนและประชาชนต่างไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น หากเป็นเรื่องของความมั่นคง ภาคเอกชนก็พร้อมที่จะสนับสนุนและเป็นไปในทิศทางเดียวกับฝ่ายความมั่นคง โดยหวังว่าจะมีการเจรจาที่นำไปสู่ผลลัพธ์แบบวิน-วินทั้งสองประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องปิดด่าน นายรัฐวิทย์เชื่อว่า ทั้งสองฝ่ายจะได้รับผลกระทบ แต่ฝ่ายที่เจ็บหนักกว่าคือประชาชนฝั่งกัมพูชา เนื่องจากชาวกัมพูชานิยมและซื้อสินค้าจากไทยเป็นจำนวนมาก การปิดด่านจะทำให้พวกเขาขาดโอกาสในการเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภค นอกจากนี้ การเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพในประเทศไทยก็จะเป็นเรื่องยากสำหรับชาวกัมพูชาที่เคยเดินทางมารับการรักษาพยาบาลในไทย
นายรัฐวิทย์เน้นย้ำว่า ภาคเอกชนขอเป็นกำลังใจให้กับทั้งรัฐบาลและทหาร โดยหวังว่าเหตุการณ์จะจบลงอย่างสันติ ไม่มีสงคราม หากสถานการณ์บานปลาย พลเรือนก็พร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงอย่างเต็มที่ในฐานะคนไทยร่วมกัน เพราะไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความเป็นคนไทยที่เราต้องช่วยกันและยอมเสียสละ แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทุกคนต่างหวังว่าปัญหาจะคลี่คลายลงได้โดยเร็วที่สุด