โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หอการค้าศรีสะเกษเผยดุลการค้าช่องสะงำพุ่ง 1.9 พันล้านชี้หากปิดด่าน'ชาวกัมพูชา'เจ็บหนักสุด

แนวหน้า

เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 17.00 น.

ประธานหอการค้าศรีสะเกษ เผยดุลการค้าชายแดนช่องสะงำ พุ่งกว่า 1.9 พันล้านบาท เชื่อปิดด่านเจ็บทั้งคู่ แต่เจ็บมากกว่าคือประชาชนชาวกัมพูชา

วันที่ 6 มิ.ย.68 นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยถึงสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และกระแสข่าวการเตรียมปิดจุดผ่านแดน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่ชาวไทยและกัมพูชาใช้สัญจรไปมา

นายรัฐวิทย์ยอมรับว่า สถานการณ์ทางการค้าและการส่งออกบริเวณช่องสะงำขณะนี้ค่อนข้าง เงียบเหงา ทั้งชาวไทยและกัมพูชาต่างมีความกังวลในการเดินทางข้ามแดน โดยเฉพาะกลุ่มชาวกัมพูชาที่จำเป็นต้องเดินทางมารักษาพยาบาลในประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง เนื่องจากความกังวลว่าปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของพวกเขา

"ปกติแล้ว มูลค่าการค้าชายแดนบริเวณช่องสะงำจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ไปจนถึง 1,900 ล้านบาทต่อปี โดยประเทศไทยได้ดุลการค้ามาโดยตลอด นั่นคือไทยส่งออกสินค้าไปกัมพูชามากกว่านำเข้าถึงประมาณ 30% หรือราว 300-400 ล้านบาทต่อปี หากมูลค่าการค้าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,500 ล้านบาทต่อปี สินค้าหลักที่กัมพูชานิยมซื้อจากไทยคือ สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น น้ำผลไม้ นม เครื่องจักรทางการเกษตร และเครื่องใช้ต่างๆ ขณะที่ไทยจะนำเข้าสินค้าเกษตรจากกัมพูชา เช่น มันสำปะหลังสด และของป่า" นายรัฐวิทย์ กล่าว

นายรัฐวิทย์ประเมินว่า หากมีการปิดด่านชายแดนจริงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างแน่นอน แต่ทั้งภาคเอกชนและประชาชนต่างไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น หากเป็นเรื่องของความมั่นคง ภาคเอกชนก็พร้อมที่จะสนับสนุนและเป็นไปในทิศทางเดียวกับฝ่ายความมั่นคง โดยหวังว่าจะมีการเจรจาที่นำไปสู่ผลลัพธ์แบบวิน-วินทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องปิดด่าน นายรัฐวิทย์เชื่อว่า ทั้งสองฝ่ายจะได้รับผลกระทบ แต่ฝ่ายที่เจ็บหนักกว่าคือประชาชนฝั่งกัมพูชา เนื่องจากชาวกัมพูชานิยมและซื้อสินค้าจากไทยเป็นจำนวนมาก การปิดด่านจะทำให้พวกเขาขาดโอกาสในการเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภค นอกจากนี้ การเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพในประเทศไทยก็จะเป็นเรื่องยากสำหรับชาวกัมพูชาที่เคยเดินทางมารับการรักษาพยาบาลในไทย

นายรัฐวิทย์เน้นย้ำว่า ภาคเอกชนขอเป็นกำลังใจให้กับทั้งรัฐบาลและทหาร โดยหวังว่าเหตุการณ์จะจบลงอย่างสันติ ไม่มีสงคราม หากสถานการณ์บานปลาย พลเรือนก็พร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงอย่างเต็มที่ในฐานะคนไทยร่วมกัน เพราะไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความเป็นคนไทยที่เราต้องช่วยกันและยอมเสียสละ แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทุกคนต่างหวังว่าปัญหาจะคลี่คลายลงได้โดยเร็วที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...