โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ร้อนจนตาย! คลื่นความร้อนยุโรปรุนแรง คร่าชีวิต 2,300 คนใน 10 วัน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 02.00 น.
“คลื่นความร้อน” ในยุโรปคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 2,300 คนใน 10 วัน งานวิจัยชี้ 2 ใน 3 เสียชีวิตเพราะโลกร้อนโดยตรง โดยอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นถึง 4°C เพราะการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้คลื่นร้อนรุนแรงกว่าปกติ

ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมยุโรปตะวันตกช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา งานวิจัยล่าสุดพบว่า มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,300 คนภายในเวลาเพียง 10 วัน โดยมากถึง 1,500 ราย เสียชีวิตจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง

ทีมวิจัยจาก 5 สถาบันในอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก และสวิตเซอร์แลนด์ ได้ศึกษาผลกระทบของคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มิ.ย.-2 ก.ค. ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว หลายเมืองในยุโรป รวมถึงบาร์เซโลนา มาดริด ลอนดอน และมิลาน เผชิญกับอุณหภูมิที่พุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียส ขณะที่บางพื้นที่ในฝรั่งเศสต้องรับมือกับไฟป่ารุนแรง ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากฝีมือมนุษย์ ส่งผลให้อุณหภูมิในช่วงคลื่นความร้อนเพิ่มขึ้นจากเดิมสูงสุดถึง 4 องศาเซลเซียส และความร้อนที่เพิ่มขึ้นนี้ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตจำนวนมาก

เบน คลาร์ก นักวิจัยจาก Imperial College London กล่าวว่า “โลกร้อนทำให้อากาศร้อนจัดเกินกว่าที่เคยเป็น และความร้อนที่เพิ่มขึ้นนี้ก็ยิ่งทำให้สภาพอากาศเป็นอันตรายมากขึ้นไปอีก”

ทีมวิจัยได้ใช้แบบจำลองทางระบาดวิทยาร่วมกับข้อมูลสถิติการเสียชีวิตย้อนหลัง เพื่อประเมินจำนวนผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความร้อน รวมถึงผู้ที่โรคประจำตัวกำเริบจากอุณหภูมิสูงผิดปกตินอกจากนี้ ยังได้มีการเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในโลกที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อชี้ให้เห็นว่าคลื่นความร้อนในครั้งนี้รุนแรงขึ้นเพียงใดจากภาวะโลกร้อน

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า “คลื่นความร้อน” เป็นหนึ่งในภัยเงียบที่อันตรายที่สุด เพราะไม่ได้มาแบบฉับพลันเหมือนพายุหรือแผ่นดินไหว แต่ค่อย ๆ คุกคามสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง ที่ไม่สามารถรับมือกับอุณหภูมิสูงได้ดี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...