โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ไทยเทหมดหน้าตักลดภาษี 0% หลายพันรายการให้สหรัฐเอาใจทรัมป์

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 19.40 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 02.34 น.

ก่อนเส้นตาย 1 สิงหาคม 2568 ไทยได้ส่งข้อเสนอแบบ “เทหมดหน้าตัก” ลดภาษีนำเข้าให้สหรัฐฯ 0% หลายพันรายการให้สหรัฐพิจารณา หวังให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดอัตราภาษีตอบโต้จาก 36% ที่ขู่จะเรียกเก็บ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองภาพไม่สดใส เตือนไทยต้องแข่งขันกับอีกเกือบ 100 ประเทศ ที่ต่างก็ยื่นข้อเสนอแบบ “ชุดใหญ่ไฟกระพริบ” เพื่อหาดีลที่ดีที่สุดกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้ส่งข้อเสนอใหม่ให้กับสหรัฐแล้ว โดยลดภาษีนำเข้า 0% หลายพันรายการ ให้กับสหรัฐ ซึ่งเป็นภาษีนำเข้า 0% รายการเดียวกับหลายประเทศที่เป็นคู่ค้ากับประเทศไทยด้วย

“เราได้มอบหมายให้ทุกกลุ่มกระทรวงที่เกี่ยวข้องรับไปดูรายการสินค้าต่างๆ ที่อ่อนไหวว่ามีส่วนใดติดขัดหรือไม่ โดยสหรัฐก็ขอดูข้อมูลจากเราอย่างละเอียด ให้เราส่งเป็นไฟล์รายการสินค้าไป ซึ่งข้อเสนอครั้งที่ 2 ที่เราส่งไปยังไม่ได้ตอบกลับมา แต่เชื่อว่าผลจะเป็นไปในทิศทางบวก” นายลวรณ กล่าว

นายลวรณ มั่นใจว่าไทยจะไม่โดนเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ 36% แน่นอน โดยจะใช้ระยะเวลาช่วงที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุด “การเจรจาไม่จำเป็นต้องจบเร็ว ถ้าเราเร่งรัดอาจจะได้ดีลที่ไม่ดี อย่างกรณีเวียดนามที่ยกเว้นภาษีนำเข้าให้สหรัฐทุกรายการ แต่ยังโดนภาษี 20% คิดว่าประเทศไทยจะไม่แย่กว่าเวียดนาม ซึ่งระหว่างนี้ยังเจรจากันได้ ต้องรอดูฟีดแบคจากสหรัฐ” นายลวรณ กล่าวทิ้งท้าย

รัฐบาลเตรียมงบ 5 หมื่นล้านรองรับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลได้กันวงเงินไว้สำหรับดูแลผู้ประกอบการส่วนแรกคืองบกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรก 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงสร้างภาษีใหม่ อีกส่วนยังมีเงินจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหลืออีก 4 หมื่นล้านบาท ไว้รองรับในกรณีที่หากเกิดปัญหาให้ตรงจุด ทั้งภาคเอกชนและประชาชน ส่วนการจะใช้หรือไม่ใช้อย่างไร ก็ต้องรอดูผลของการพิจารณาภาษีเสร็จสิ้นก่อนว่าสุดท้ายแล้วไทยจะถูกเก็บภาษีเท่าใด

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจาของไทย ได้ชี้แจงต่อครม.ถึงกลไกต่างๆ ที่ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ พร้อมทั้งผลการเดินทางไปหารือกับทางสหรัฐฯ ซึ่งเห็นว่า สหรัฐฯ ตอบรับกับข้อเสนอที่ไทยได้เสนอไป แต่การเจรจาลักษณะนี้ไม่ได้จบเพียงครั้งเดียว

ภาษี 36%ทุบส่งออกไทย9แสนล้าน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในเบื้องต้น อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทยโดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าหลัก เช่น อาหารแปรรูป สินค้าเกษตร ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ อัญมณี เหล็กและอะลูมิเนียม ซึ่งคาดว่ามูลค่าความเสียหายต่อการส่งออกไทยอาจอยู่ที่ประมาณ 8-9 แสนล้านบาท

“แม้ว่าข้อเสนอแรกของไทยจะถูกส่งไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมและมีการลงนามในเช้าวันที่ 7 กรกฎาคม ซึ่งอาจสวนทางกับประกาศของสหรัฐฯ ที่แจ้งมา ขณะนี้ ไทยได้ส่งข้อเสนอที่ 2 ไปแล้ว ซึ่งมีความแตกต่างจากข้อเสนอแรก โดยเฉพาะในเรื่องจำนวนรายการสินค้าที่จะลดภาษีให้เป็น 0% ซึ่งมีจำนวนหลายพันรายการ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เราส่งข้อเสนอเพิ่มเติมไปนั้น ยังไม่มีการตอบกลับมา แต่เชื่อว่า หากสหรัฐฯ ได้พิจารณาอีกครั้งในข้อเสนอเพิ่มเติมใหม่นี้ น่าจะมีผลไปในทิศทางบวก” นายเกรียงไกร กล่าวเสริม

สถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ส.อ.ท. จึงจะมีการประชุมเร่งด่วนภายในร่วมกับ 47 กลุ่มอุตสาหกรรม 11 คลัสเตอร์ก่อน เพื่อประเมินผลกระทบเป็นรายกลุ่ม และจัดทำมาตรการรองรับที่เหมาะสม หลังจากนั้น ในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะรีบเร่งประชุมร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการตั้งรับต่อไป

การแข่งขัน “เทหมดหน้าตัก” กับ 100 ประเทศ

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน มองว่า โอกาสที่สหรัฐจะลดภาษีให้ไทยลงตํ่ากว่า 36% ณ เวลานี้มีโอกาสเป็นไปได้น้อย เนื่องจากขณะนี้ข้อเสนอและการเจรจาของไทยยังต้องไปแข่งขันกับประเทศคู่ค้าของสหรัฐอีกนับ 100 ประเทศ ที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน

“ขณะนี้แต่ละประเทศต้องทำงานแข่งกับเวลา เปรียบเสมือนการวิ่ง 100 เมตร และแต่ละประเทศต่างก็ยื่นข้อเสนอให้กับสหรัฐแบบ ‘เทหมดหน้าตัก’ หรือแบบจัด ‘ชุดใหญ่ไฟกระพริบ’ เพื่อให้ได้ข้อตกลงหรือดีลการค้าที่ดีที่สุด ทำให้สหรัฐอาจไม่สนใจไทยหากข้อเสนอไม่จูงใจพอ และในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้จริง” ดร.อัทธ์ วิเคราะห์

การเจรจาในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของภาษีเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการเจรจาไทย-สหรัฐไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ก่อนเส้นตาย ได้แก่

1. การเข้าร่วม BRICs การที่ประเทศไทยได้เข้าไปเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับกลุ่ม BRICs ซึ่งแม้ไทยจะยังไม่ได้เข้าไปเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการก็ตาม โดยล่าสุดสหรัฐประกาศจะเก็บภาษีกับกลุ่ม BRICs เพิ่มอีก 10% จากอัตราภาษีตอบโต้ที่สหรัฐเรียกเก็บ

2. สงครามชิปปัญญาประดิษฐ์ ไทยเข้าไปอยู่ในสงครามชิป AI ของสหรัฐ-จีน โดยมีบริษัทไทยและมาเลเซีย นำเข้าชิปรุ่นที่ดีที่สุดของสหรัฐ (ของ Nvidia) ส่งผ่านไปให้กับจีน (ตามรายงานของสหรัฐ) ทำให้สหรัฐเพ่งเล็งและอาจใช้มาตรการด้านภาษีหรือมาตรการด้านอื่นเพิ่มเติมกับไทย

3. มาตรการกีดกันการค้า (NTBs) สหรัฐระบุว่า ไทยมีการกีดกันสินค้าเกษตรจากสหรัฐโดยใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ปลอม โดยระบุสินค้าจากสหรัฐมีสารที่เป็นอันตราย บริโภคไม่ปลอดภัย

เสียเปรียบเวียดนามกระทบ FDI

สำหรับอัตราภาษีที่ไทยได้รับ 36% ในครั้งนี้ ส่งผลให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันกับสินค้าจากเวียดนามที่ได้รับอัตราภาษีจากสหรัฐเพียง 20% ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ก็ได้รับอัตราภาษีที่ตํ่ากว่าไทย ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซียได้รับอัตราภาษี 25% อินโดนีเซีย 32%

ดร.อัทธ์ ชี้ว่า จากอัตราภาษีนำเข้าที่ไทยเจอ 36% ขณะที่เวียดนามได้ภาษีเพียง 20% หากไทยไม่สามารถเจรจาลดภาษีลงจาก 36% ได้ ยังจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติ (FDI) รวมถึงการลงทุนของนักลงทุนไทยในประเทศไทยในช่วงนับจากนี้จะปรับตัวลดลง เพราะอัตราภาษีที่ไทยได้รับจะทำให้การลงทุนเพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกสหรัฐเสียเปรียบในการแข่งขันด้านภาษี

ข้อมูลสินค้าไทยส่งออกไปสหรัฐ ในปี 2567 ล่าสุด มีมูลค่ากว่า 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมสัดส่วนประมาณ 80% โดยสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญที่ไทยส่งออกไปสหรัฐ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆ และสัดส่วนอีก 20% เป็นสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป

ภาคเอกชนปรับกลยุทธ์รับมือ

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เผยว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 สถานการณ์การส่งออกสินค้าต่างๆ ของไทยค่อนข้างดี ผู้ซื้อจากฝั่งสหรัฐที่เป็นตลาดใหญ่เร่งนำเข้าและสต็อกสินค้าเป็นจำนวนมากเพราะเห็นความไม่แน่นอนเกี่ยวกับภาษีนำเข้า อัตราการเติบโตด้านการส่งออกของไทยจึงสูงถึง 27%

อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ยอดส่งออกในครึ่งปีหลังว่าจะลดลงอย่างแน่นอน โดยผู้ประกอบการไทยกำลังพยายามหาตลาดใหม่อยู่ ทั้งร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ที่เริ่มให้ความช่วยเหลือในการจับคู่ทางธุรกิจมากขึ้น เพื่อเริ่มหาวิธีจับคู่ค้าใหม่กับประเทศใหม่ๆ ให้มากขึ้น

“ตอนนี้ผู้ประกอบการไทยก็กำลังพยายามหาตลาดใหม่อยู่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็มีความระมัดระวังสูงสุดในการขาย โดยเฉพาะลูกค้าใหม่ การขายจะเป็นในรูปแบบระยะสั้นเพื่อลดความเสี่ยง โดยต้องเปิด LC (Letter of Credit) หรือจ่ายมัดจำก่อนและชำระส่วนที่เหลือเมื่อสินค้าลงเรือพร้อมมีเอกสารยืนยัน” นายวิศิษฐ์ กล่าว

ผลกระทบภาษีสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญคาดส่งออกติดลบ 10%

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า การจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐต่อไทยในอัตรา 36% เป็นความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นมาค่อนข้างเร็ว เพราะอัตราภาษีนำเข้าที่ 36% แตกต่างกับหลายประเทศ

“คิดว่าในระยะสั้นการสั่งซื้อสินค้าในช่วงครึ่งปีหลัง สินค้าที่ทดแทนกันได้ ก็คงจะมีการกลับไปสั่งซื้อกับประเทศที่มีอัตราภาษีตํ่ากว่าไทยที่สามารถทดแทนกันได้ ดังนั้น การส่งออกเดิมคาดว่าจะหดตัวในช่วงที่เหลือของปี แต่เมื่อไทยโดนภาษีนำเข้าทรัมป์ในอัตรา 36% จึงซํ้าเติมภาคส่งออกไทยในครึ่งปีหลังอาจจะติดลบประมาณ 10%” ดร.พชรพจน์ คาดการณ์

สำหรับครึ่งแรกการส่งออกมีการเร่งตัวไปแล้ว ครึ่งปีหลังที่ประเมินว่าจะหดตัว แต่ถูกซํ้าเติมจากอัตราภาษีนำเข้าทรัมป์ โดยไตรมาส 3 ฝุ่นตลบ ประมาณไตรมาส 4 หรือปลายปี อาจจะเห็นผู้สั่งซื้อไปเลือกซื้อสินค้าที่สามารถทดแทนกันได้กับประเทศที่มีอัตราภาษีตํ่ากว่าไทย ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม หรือประเทศที่อยู่ใกล้สหรัฐอย่างเม็กซิโก แคนาดา

กนอ.เตือนกระทบการลงทุน

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่า ผลกระทบต่อไทยจะพบว่าภาพรวมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการค้าและการลงทุน เป็นภาคเศรษฐกิจที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด

“สหรัฐอเมริกายืนยันเก็บภาษีนำเข้าประเทศไทย 36% เท่ากับรอบแรก เป็นคำเตือนว่าที่เสนอมา ยังไม่พอ ไม่โดนใจ ยังไม่ใช่ Good Deal ต้องทำการบ้านเพิ่ม แล้วกลับมาต่อรองอีกรอบ สำหรับไทย ถ้าเวียดนาม 20% มาเลเซีย 25% เราจะอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ 10-16% จะมีนัยยะอย่างยิ่งกับผู้ส่งออก ทำไมจะซื้อจากไทย ถ้าซื้อจากคู่แข่งถูกกว่า ยิ่งไปกว่านั้น มีนัยยะกับคนที่คิดจะมาลงทุน จะมาสร้างโรงงานทำไม เพราะถ้าสร้างเสร็จแล้ว ต้นทุนภาษีแพงกว่าคู่แข่ง ส่งไปก็สู้ไม่ได้ ไปสร้างที่เวียดนามเลยดีกว่าไหม” นายยุทธศักดิ์ วิเคราะห์

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า กรณีดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องทำงานร่วมกัน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อหาทางออกโดยเร็ว เพื่อจะได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเจรจาค้าขายไทยกับสหรัฐ หรือกับประเทศอื่นๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...