โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตา “หุ้นยางไทย” หลังมาเลย์ขึ้นภาษี SST 5% ทำต้นทุน Top Glove พุ่ง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 07.38 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 07.37 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ Apex Securities เปิดเผยว่า การบังคับใช้ภาษีการขายและบริการ (SST) อัตรา 5% สำหรับน้ำยางธรรมชาติ (NR) และน้ำยางไนไตรล์บิวทาไดอีน (NBR) ที่จะมีผลในวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ตามคำสั่ง PU(A) 170/2025 มีแนวโน้มส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการของผู้ผลิตถุงมือยางในประเทศมาเลเซีย และลดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และความต้องการจากตลาดที่ชะลอตัว

โดยการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนรวมของบริษัท Hartalega Holdings Bhd เพิ่มขึ้นถึง 15% ส่งผลให้ต้องปรับลดประมาณการกำไรลง 1.5% สำหรับปีงบการเงิน 2569 (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569), ลดลง 4% ในปีงบ 2567 และอีก 3.7% ในปีงบ 2568 พร้อมกับปรับลดราคาเป้าหมายเหลือ 1.76 ริงกิตต่อหุ้น

สำหรับ Top Glove Corporation Bhd ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่อีกแห่ง Apex ประเมินว่าจะขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงานหลักราว 6.1 ล้านริงกิตในปีงบ 2568, ขาดทุน 52.1 ล้านริงกิตในปี 2569 และอีก 51.9 ล้านริงกิตในปี 2570 โดยมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นราว 2% จึงได้ปรับลดราคาเป้าหมายเหลือ 0.78 ริงกิต

นอกจากผลกระทบจาก SST แล้ว Apex ยังชี้ถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ลดลงจากตลาดสหรัฐอเมริกา และภาวะวัตถุดิบล้นตลาดในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับแรงกดดันจากผู้ผลิตในประเทศจีนที่ขยายกำลังการผลิตเข้าสู่ภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม กรมศุลกากรมาเลเซียได้ประกาศให้สิทธิผ่อนผัน (grace period) สำหรับการจัดเก็บ SST 5% เฉพาะในกรณีของน้ำยางดิบ ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ขณะที่ผู้ผลิตถุงมือยางยังอยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลเพื่อหาทางผ่อนคลายผลกระทบ

ขณะเดียวกัน สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางมาเลเซีย (MARGMA) ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาเลื่อนหรือทบทวนการจัดเก็บภาษี SST ดังกล่าว โดยชี้ว่าวัตถุดิบอย่าง NR และ NBR เป็นส่วนสำคัญในการผลิตถุงมือยาง และการเก็บภาษีนี้จะบั่นทอนศักยภาพการส่งออกของอุตสาหกรรมที่เคยเป็นผู้นำตลาดโลกในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ตาม จากกรณีดังกล่าวมีโอกาสที่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำยางของไทยจะได้รับประโยชน์ ในฐานะประเทศคู่แข่งโดยตรงของมาเลเซีย โดยบริษัทไทยสามารถใช้ความได้เปรียบด้านต้นทุนและซัพพลายที่มีความเสถียร เพื่อขยายตลาดส่งออกหรือทดแทนการจัดหาวัตถุดิบของลูกค้าทั่วโลกที่เคยพึ่งพามาเลเซีย

โดยบริษัทที่มีศักยภาพสูงในอุตสาหกรรมนี้ ได้แก่ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำยางและถุงมือยางครบวงจรรายใหญ่ของไทย, บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER, บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือTEGH, บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT และบริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TRUBB ซึ่งมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากคำสั่งซื้อใหม่จากต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดเอเชีย เช่น จีน, เวียดนาม, อินโดนีเซีย รวมถึงสหรัฐอเมริกา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...