โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เอกชน ชี้ “รัฐ” ใช้งบฯ 1.57 แสนล้าน ไม่พอปั๊มเศรษฐกิจฟื้น

อีจัน

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 12.43 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 05.43 น. • อีจัน

วันนี้ (18 มิ.ย.68) ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยว่า ภาพรวมคงต้องพูดถึงนโยบายที่จะมารองรับความเสี่ยงทั้งหมดนี้ มองว่านโยบายการคลังจากทิศทางที่รัฐบาลปรับการใช้งบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท จากดิจิตอลวอลเล็ต มาเป็นโครงการที่รองรับผลกระทบจากสงครามการค้าแทน

“การปรับมาใช้นโยบายนี้จะช่วยทำให้เม็ดเงินสามารถตอบโจทย์ความท้าทายที่มีความหลากหลาย เพราะโครงการที่ภาครัฐ ใช้จ่ายในโครงการน้ำ การท่องเที่ยว รวมถึงการสร้างทุนต่างๆ มองว่าเป็นประโยชน์กว่าการแจกเงินผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี”ดร.ยรรยงกล่าว

อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินที่จะเข้าไปในระบบอาจต้องใช้เวลา และต้องติดตามประสิทธิภาพของโครงการ รวมถึงแผนการดำเนินการ

ดร.ยรรยงกล่าวว่า ประเด็นของนโยบายการคลังโดยเฉพาะงบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท คงยังไม่เพียงพอที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้ดีขึ้น เพราะคงไม่อยากเห็นเศรษฐกิจไทยโตอยู่ที่ 1% ต่อเนื่องหลายปี เพราะว่ามีประสบการณ์จากช่วงโควิด เมื่อปล่อยให้เศรษฐกิจตกลงไปเยอะ มันมีแผลเป็นเยอะ เมื่อจะทำให้ฟื้นขึ้นถึงจึงมีความยากลำบาก

ดังนั้น ความท้าทายก็คือเชื่อว่าภาครัฐบาลทราบว่าเม็ดเงินอาจจะต้องมีมากกว่านี้ แต่งบประมาณปี 2569 ถ้าหักจ่ายหนี้และเงินที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย เม็ดเงินลดลง 2.2% จากงบฯ ที่จะใช้จ่ายได้จริง แล้วถ้ารัฐบาลต้องการเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้น จะมีปัญหาเรื่องเพดานหนี้ เพราะหนี้สาธารณะของประเทศจะแตะ 70% ในอีก 1-2 ปี จะเร็วกว่าที่ภาครัฐบาลได้ประมาณการไว้

“ตรงนี้ก็เป็นความท้าทายว่าความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แต่มีข้อจำกัดในเรื่องหนี้สาธารณะ เชื่อว่ายังทำได้ เพียงแต่ว่าถ้าจะกู้เพิ่มคงต้องมาพร้อมกับแผนการสื่อสารกับตลาดที่จะเพิ่มประสิทธิภาพระยะปานกลางอย่างไร เช่น การเก็บภาษี การใช้จ่าย เพื่อทำให้ตลาดมีความมั่นใจเมื่อมีการกู้เพิ่มแล้วหนี้สาธารณะยังอยู่บนความยังยืน“ดร.ยรรยงกล่าว

ส่วนนโยบายการเงิน ประเมินว่าจะต้องมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในภาวะที่การขยายตัวต่ำลง เงินเฟ้อติดลบ และคุณภาพสินเชื่อยังมีปัญหาต่อเนื่อง มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ มาอยู่ที่ 1.25% และอีก 1 ครั้งในปี 2569 จะเห็นดอกเบี้ยอยู่ที่ 1% และมองว่ายังมีช่องว่างให้ลดดอกเบี้ยได้อีก

ทั้งนี้ นโยบายการเงินโดยปกติจะเห็นผลได้เร็วกว่าแต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะกิจคงต้องใช้เวลา 5-8 ไตรมาส ส่วนนโยบายการคลัง แม้รัฐบาลจะเร่งใช้งบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท แต่กว่าเม็ดเงินจะออกออกตัวระบบอาจจะให้เห็นในไตรมาส 4/2568 และรวมไปถึงไตรมาส 1-2/2569 เมื่อเป็นเงินออกไปแล้วจะถึงเศรษฐกิจโดยตรง

“ตอนนี้คงยังไม่ใช่เรื่องของมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่เป็นในภาพรวมที่ต้องทำร่วมกัน อีกทั้งปัญหาทางการเมืองไม่ว่าเป็นการปรับ ครม.หรืออื่นๆ เป็นผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ทำให้นักลงทุน นักธุรกิจ ภาคครัวเรือน จะทำให้การใช้จ่าย การลงทุนจะชะลอตัวนาน”ดร.ยรรยงกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...