โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ตลาดสมุนไพรไทยผงาด พุ่ง 14%! รัฐอัดฉีดปั้นแสนล้านสู่ศูนย์กลางโลก

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 04.10 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2568 เวลา 00.24 น.

ตลาดสมุนไพรไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเติบโต จากความตระหนักด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก และแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่มุ่งผลักดันอุตสาหกรรมนี้ให้ก้าวสู่ระดับสากล หลังสถานการณ์โควิด-19 ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพตนเองและพึ่งพาสิ่งที่มาจากธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งสมุนไพรไทยถือเป็นทางเลือกสำคัญในกลุ่ม “Primary Care” ที่ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ แนวโน้มนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ได้รับประโยชน์

“ดร.ภญ.มณฑกา ธีระชัยสกุล” ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจสมุนไพร กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า จากข้อมูลที่มีอยู่ตลาดสมุนไพรไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี หากย้อนไปตั้งแต่ปี 2563-2567 อัตราการเติบโตอยู่ที่ 14 % ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับ GDP โดยรวมของประเทศ ปัจจุบันมูลค่ารวมของตลาดสมุนไพรไทยในประเทศอยู่ที่ประมาณ 40,000 ถึง 50,000 ล้านบาท โดยปี 2567 อยู่ที่เกือบ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 5 ของเอเชีย รองจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดีย แต่มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าญี่ปุ่นและเกาหลี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ตรวจธาตุเจ้าเรือน 'อภัยภูเบศร' คืนสมดุลตามเจ้าเรือนรายบุคคล

สุดปัง! GPO โชว์ Plant-Based ใน WORLD EXPO ดันสมุนไพรไทยสู่เทรนด์โลก

รัฐหนุนเต็มที่ตั้งเป้าแสนล้านบาท

ทั้งนี้ ตลาดสมุนไพรของไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต รัฐบาลมีแผนที่จะเพิ่มมูลค่าตลาดนี้เป็น 100,000 ล้านบาทหรือประมาณ 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ.ภายใน 5 ปีข้างหน้าโดยมีความพยายามในการส่งเสริมสมุนไพรผ่านการร่วมมือระหว่างกระทรวงต่าง ๆ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตร และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อใช้สมุนไพรในบริการสุขภาพมากขึ้น

คณะกรรมการนโยายสมุนไพรแห่งชาติ มีเป้าหมายชัดเจนในการผลักดันสมุนไพรไทยให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ โดยเพิ่มงบประมาณสนับสนุนเฉพาะส่วนของยาสมุนไพร ในวงเงิน 1,000 ล้านบาท และปีหน้าจะเพิ่มงบประมาณให้เป็น 2,000 ล้านบาทให้เกิดการพัฒนาทั้ง กลางน้ำ และต้นน้ำ ตามมา โดยมีแผนการขับเคลื่อนสมุนไพร Herb of the year ปี 2568 – 2570 จำนวน 3 รายการ ได้แก่ ไพล กระชายดำ และกระท่อม นำสมุนไพรสู่การสร้างเศรษฐกิจ

"ไพล-กระชายดำ- กระท่อม" เพิ่มมูลค่า สู่ตลาดโลก

สำหรับแผนการขับเคลื่อนสมุนไพร “ไพล” ระยะ 1 ปี เพิ่มการใช้ไพล เป็น 1,543 ล้านบาทต่อปี สร้างการยอมรับและความเชื่อมั่นไพลในระบบบริการสุขภาพ คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าการใช้ไพลเพิ่มขึ้น 343 ล้านบาทต่อปี มีโอกาสทางการตลาด 3,433 ล้านบาทต่อปี 2. การส่งเสริมการใช้ไพลควบคูกับการขับเคลื่อนสปา wellness และกีฬา คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่า การใช้ไพลเพิ่มขึ้น 1,200 ล้านบาทต่อปี มีโอกาสทางการตลาด 24,000 ล้านบาทต่อปี

กระชายดำในระยะ 1 ปี เพิ่มการใช้กระชายดำ เป็น 629 ล้านบาทต่อปี ดังนี้ 1. การเคลมสรรพคุณกระชายดำ เรื่องลดไขมันในช่องท้อง (ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ประเภท ค.) คาดการณ์ว่าจะมี มูลค่าการใช้กระชายดำเพิ่มขึ้น 305 ล้านบาทต่อปี มีโอกาสทางการตลาด 6,104 ล้านบาทต่อปี 2. การเคลมสรรพคุณหรือส่งเสริมภาพลักษณ์กระชายดำในด้านของ sport nutrition คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่า การใช้กระชายดำเพิ่มขึ้น 250 ล้านบาทต่อปี มีโอกาสทางการตลาด 25,154 ล้านบาทต่อปี 3.การเคลมสรรพคุณกระชายดำหรือส่งเสริมภาพลักษณ์ในด้านความงาม คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าการใช้ กระชายดำเพิ่มขึ้น 74 ล้านบาทต่อปี มีโอกาสทางการตลาด 745 ล้านบาทต่อปี

ขณะที่ การขับเคลื่อน “กระท่อม”ดังนี้ 1.ส่งออกไปต่างประเทศ มูลค่าส่งออกคาดการณ์ปีที่ 1 วงเงิน 1,191 ล้านบาท คาดการณ์ปีที่ 2 วงเงิน 1,400 ล้านบาท 2.ใช้กระท่อมทางการแพทย์ คาดการณ์ 900 ล้านบาท โดยพบว่าปี 2566 มูลค่ายาแก้ปวดในประเทศไทย 17,911.73 ล้านบาท

เทรนด์สมุนไพรโตตามเวลเนส

เทรนด์สมุนไพรยังเติบโตไปกระแสการดูแลสุขภาพของโลกที่เน้นเวลเนส เน้นการมีสุขภาพดีและป้องกันก่อนรักษา สมุนไพรไทยได้รับความนิยมอย่างสูงในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในญี่ปุ่นและตะวันออกกลาง ยกตัวอย่างเช่น ในงานเอ็กซ์โปที่ญี่ปุ่น พาวิลเลียนไทยมีผู้สนใจเข้ามาทดลองผลิตภัณฑ์และต้องการซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก แม้กระทั่งผลิตภัณฑ์นวดไทยก็ได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่นเช่นกัน

“ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเข้าใจความต้องการของตลาดเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง เช่น ตลาดญี่ปุ่นชอบกลิ่นที่ละมุนและเป็นธรรมชาติ ไม่ผสมผสาน ในขณะที่ตลาดตะวันออกกลางอาจต้องการกลิ่นหอมของไม้กฤษณา การผลิตสมุนไพรไทยให้ขายได้ในตลาดจึงต้องเน้นที่ตลาดของผู้บริโภคเป็นหลัก”

ทั้งนี้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 22 หรือ Thailand Herbal Expo 2025 ระหว่างวันที่ 2 -6 ก.ค. 2568 ณ ฮอลล์ 11 - 12 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ภายใต้รูปแบบ “ภูมิปัญญาไทย Soft Power ไทย สร้างเศรษฐกิจไทย” นำเสนอผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่เกิดจากภูมิปัญญาไทย และกระตุ้นการส่งเสริมวัตถุดิบทางการแพทย์จากสมุนไพรท้องถิ่น จะมีการจัดกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้ผลิตสมุนไพรได้พบกับผู้ซื้อซึ่งส่งเสริมการเชื่อมโยงและการสร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมนี้ ทำให้เกิดโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ

"การจัดงานนี้จึงมีความสำคัญต่อการบูรณาการองค์ความรู้และส่งเสริมธุรกิจสมุนไพรไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับโลก สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสนับสนุนการจับคู่ทางธุรกิจ ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย (matching)โดยกลุ่มผู้ซื้อเป้าหมายในการจับคู่ทางธุรกิจ ได้แก่ โมเดิร์นเทรด ปั๊มน้ำมัน และบริษัทผู้ผลิตที่ต้องการวัตถุดิบคุณภาพ คาดว่าจะมีผู้ซื้่อและผู้ขายให้ความสนใจประมาณ 100,000 คน"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...