โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘หุ้นไทย’ เดือน ก.ค. ติดอันดับพุ่งแรงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ถึงเวลาลงทุนแล้วหรือยัง

TODAY Bizview

อัพเดต 24 ก.ค. 2568 เวลา 17.28 น. • เผยแพร่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 10.28 น. • workpointTODAY

เดือน ก.ค. 2568 กลายเป็นเดือนทองของตลาดหุ้นไทย เมื่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET (SET Index) ดีดกลับแรงถึง 9.96% ทำสถิติสูงสุดในโลกเป็นอันดับที่ 2 (ข้อมูลระหว่าง 1-17 ก.ค. 2568) เป็นรองเพียงตลาดหุ้นปากีสถาน (KSE-100 Index) ที่ให้ผลตอบแทน 10.45%

ท่ามกลางภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่ยังคลุมเครือ ด้วยนโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา ความผันผวนในยุโรป และดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับสูงหลายประเทศ

คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า… ‘นี่คือจุดเปลี่ยน หรือแค่รีบาวด์?’ นักลงทุนควรเข้า หรือรอ?

[ คลื่นใหญ่จากอเมริกาสะเทือนโลก ]

นักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) ระบุว่า ตลาดการเงินโลกในไตรมาส 3 ยังคงขับเคลื่อนด้วยสองแรงหลักคือ ‘นโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff)’ ของสหรัฐฯ และ ‘ทิศทางดอกเบี้ย’ ที่ยังค้างอยู่ในโหมดไม่แน่นอน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสหรัฐฯ เตรียมประกาศสรุปภาษีจีนในวันที่ 1 และ 12 ส.ค. ซึ่งอาจนำไปสู่ความวุ่นวายในการตรวจสอบต้นทางสินค้า ชะลอซัพพลายเชน และผลักดันสินค้าเกินความจำเป็นเข้าตลาดเกิดใหม่อย่างไทย

ถึงกระนั้น เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังอยู่ในโหมด ‘Soft Landing’ หรือชะลอตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่อเนื่อง อัตราการว่างงานต่ำ และภาคบริโภค-บริการยังแข็งแรง

โดยสำนักข่าวต่างประเทศ ‘บลูมเบิร์ก’ (Bloomberg) ปรับลดโอกาสเกิดเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ของสหรัฐฯ จาก 45% เหลือ 35% ในเดือน ก.ค. ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนีหุ้น S&P 500 ยังเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ (New High)

ขณะที่ตลาดจีน แม้ผ่านช่วงขัดแย้งหนักกับสหรัฐฯ แต่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว ทั้งในเชิงเศรษฐกิจจริงและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ โดยบริษัทหลายแห่งกลับมาให้ทิศทาง (Guidance) อีกครั้ง สะท้อนความชัดเจนที่เริ่มก่อตัว

[ SET กลับมายืนได้ในเดือน ก.ค. ]

ก่อนหน้าจะพุ่ง 9.96% ตลาดหุ้นไทยเผชิญกับการปรับฐานต่อเนื่องถึง -23% จากต้นปี สาเหตุหลักมาจาก:

• สงครามตะวันออกกลาง ที่แม้จะสงบชั่วคราวแต่ยังไม่มีจุดจบ

• ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กระทบภาคการค้าอัญมณีและทองคำ

• ความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่ทำให้ พ.ร.บ.งบประมาณล่าช้า

• ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ต่อไทย (36%) ที่เป็นความเสี่ยงต่อเม็ดเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการเติบโตเศรษฐกิจ

ถึงกระนั้น ตลาดกลับพบแรงซื้อในเดือน ก.ค. จากหลายแรงบวก ได้แก่ ความชัดเจนของผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ดีเกินคาด หลายกลุ่มประกาศซื้อหุ้นคืน (Buyback) การลดลงของบัญชีมาร์จิ้น และค่าเงินบาทที่มีเสถียรภาพดึงดูดเงินทุนกลับเข้ามา

[ หุ้นไทยถึงจุดต่ำสุดแล้วจริงหรือ ]

กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยในครึ่งปีแรกยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มการเงิน ขนส่ง โรงพยาบาล และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการกลับมาของหุ้นการบินไทย (THAI) และการขายเงินลงทุนของหุ้นปูนใหญ่ (SCC) ที่อาจหนุน EPS ของตลาดให้ทะลุ 90 บาทต่อหุ้นในครึ่งปีหลัง

แม้จะมีความกังวลเรื่องภาษีของทรัมป์ แต่ผลกระทบต่อกำไรภาพรวมประเมินว่าอยู่เพียง ~1% เท่านั้น ขณะที่ราคาหุ้นได้ซึมซับข่าวลบไปมากแล้ว ตลาดจึงน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วที่ระดับ 1,100 จุดในเดือน มิ.ย.

[ 6 หุ้นเด่นประจำไตรมาส 3 ]

หุ้นเด่นประจำไตรมาส 3 ปี 2568

• PLANB ราคาเหมาะสม 10.60 บาทต่อหุ้น

• CPALL ราคาเหมาะสม 66.50 บาทต่อหุ้น

• BDMS ราคาเหมาะสม 30.00 บาทต่อหุ้น

• TRUE ราคาเหมาะสม 15.20 บาทต่อหุ้น

SCC ราคาเหมาะสม 210.00 บาทต่อหุ้น

• PTT ราคาเหมาะสม 35.00 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ หุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นอันดับต้นๆ ของแต่ละอุตสาหกรรม มีโอกาสได้เม็ดเงินจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) พร้อมกับมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นตัวอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

[ นักลงทุนต่างชาติกำลังจะกลับมา ]

การขายของต่างชาติในช่วงครึ่งปีแรกดูเหมือนจะจบลงแล้ว เมื่อไม่มีแรงขายใหม่เข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ และหลายบริษัทเริ่มประกาศซื้อหุ้นคืน ยิ่งไปกว่านั้น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ใกล้ครบกำหนดไถ่ถอนก็มีแนวโน้มทยอยหมด ส่งผลให้แรงขายภายในประเทศน่าจะลดลง

นอกจากนี้ การรีบาวด์แรงของ SET ทำให้มีลุ้นโอกาสที่ดัชนีหุ้นโลก ไม่ว่าจะเป็น MSCI และ FTSE อาจพิจารณาปรับน้ำหนักหุ้นไทย ซึ่งเป็นบวกต่อกระแสเงินต่างชาติ

[ สรุป: ถึงเวลาลงทุนแล้วหรือยัง? ]

หากดูจากปัจจัยทั้งหมด จะเห็นว่าตลาดไทยกำลัง ‘ฟื้นตัวจากฐานต่ำ’ ราคาหุ้นหลายตัวสะท้อนข่าวร้ายไปมากแล้ว ขณะที่กำไรครึ่งปีหลังยังเติบโตได้ และมีโอกาสที่แรงขายจะลดลงจาก LTF และนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามา

เป้าหมาย SET Index จาก ASPS คือ 1,376 จุด ภายใต้สมมติฐาน EPS ปี 2568 ที่ 86 บาท หากข่าวภาษีของทรัมป์ไม่แย่เกินคาด ตลาดไทยอาจมีโอกาสขาขึ้น (Upside) อีกมากกว่า 15-20% จากจุดต่ำสุด…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...