โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

กลุ่มแบงก์ ‘หนี้เสีย‘ น่าห่วง 5 ปี ’เอ็นพีแอล’ พุ่งแซงโควิด

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 23 ก.ค. 2568 เวลา 11.14 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น.

หลังประกาศผลการดำเนินงานครึ่งปีของกลุ่ม “ธนาคารพาณิชย์”ไปไม่กี่วันที่ผ่านมา แม้ผลประกาศการโดยรวม ด้านกำไรสุทธิ จะลดลงเพียงเล็กน้อยเฉียด 3% มาอยู่ที่ 65,354 ล้านบาท สำหรับกลุ่มธนาคาร หากเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568

แต่หากเทียบกับครึ่งปี 2567 ผลการดำเนินงานกลุ่มแบงก์ยังเติบโตโดดเด่น โดยกำไรสุทธิรวมยังอยู่ที่ 132,199 ล้านบาท เติบโตข้น 27.44% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

แต่ภายใต้ผลประกาศการโดยรวมหลักแสนล้านบาท ยังมีสิ่งที่ “น่าห่วง” ทั้งภาพรวมสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ และ “หนี้เสีย”หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)

ที่หลายแบงก์ยังปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งหากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สิ้นปี 2567 หรือหากย้อนหลังไปนับตั้งแต่โควิด-19 เมื่อปี 2563 ที่หนี้เสียหลายแบงก์ยังปรับตัวเพิ่มขึ้น สวนทางกับหลายธนาคาร ที่สินเชื่อลดลง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากการฐานสินเชื่อที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นส่งผลให้สัดส่วนเพิ่มขึ้นตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายแบงก์สินเชื่อไม่ได้เติบโต แต่หนี้เสียกลับขยายตัวเพิ่มขึ้นสูง เหล่านี้ถือว่าเป็นภาวะที่น่าห่วงอย่างยิ่ง

หากดูหนี้เสียของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 2 ปี 2568 ที่ผ่านมา โดยรวมอยู่ที่ 547,976 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.97% หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 4.22% หากเทียบกับสิ้นปี 2567 ที่ผ่านมา

โดยธนาคารที่หนี้เสียปรับตัวเพิ่มขึ้นสูง ในไตรมาส 2 บาทอันดับแรกคือ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ที่หนี้เสียปรับตัวเพิ่มขึ้นสูง โดยหนี้เสียโดยรวมอยู่ที่ 105,521 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.90% หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 22.94% หากเทียบกับสิ้นปี 2567

ส่งผลให้สัดส่วนหนี้เสียของ BBL เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.20% หากเทียบกับ 3.0% และ 2.70% จากไตรมาสก่อนหน้าและ สิ้นปี 2567 ในขณะที่สินเชื่อของธนาคารปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 2.71 ล้านล้านบาท ลดลง 0.33% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังเพิ่มขึ้น 0.73% หากเทียบกับสิ้นปี 2567

ถัดมา แลนด์แอนด์เฮ้าส์(LHFG) ที่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมาหนี้เสียโดยรวมอยู่ที่ 7,771 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.10% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 14.89 %จากสิ้นปีก่อน

ส่งผลให้สัดส่วนหนี้เสียโดรมมาอยู่ที่ 2.59% จาก 2.51% และ 2.34% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า และสิ้นปีก่อน แต่หากดูด้านสินเชื่อรวมถือว่ายังมีการเติบโต โดยรวมอยู่ที่ 2.99 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.74% และ 3.53% จากไตรมาสก่อนหน้าและสิ้นปีก่อน

อันดับ 3 ที่หนี้เสียปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในบรรดา 11 แบงก์คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ที่หนี้เสียโดยรวมอยู่ที่ 75,617 ล้านบาท หนี้เสียเพิ่มขึ้น 2.39% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 2.65% จากสิ้นปีก่อน

ส่งผลให้สัดส่วนหนี้เสียเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.39% และ 3.05% จากไตรมาสก่อนหน้า และสิ้นปี 2567 โดยสวนทางกับการปล่อยสินเชื่อที่ไตรมาสนี้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1.86 ล้านล้านบาท ลดลง 1.60% และ 1.57% หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเทียบสิ้นปีก่อน

ส่วนอันดับ 4 ที่หนี้เสียปรับขึ้นคือ กลุ่มการเงินทิสโก้(TISCO) ที่หนี้เสียเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5,668 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.38% และ 3.75% หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและเทียบกับสิ้นปี 2567

ส่งผลให้สัดส่วนหนี้เสียมาอยู่ที่ 2.41% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 2.42% แต่เพิ่มขึ้นหากเทียบกับสิ้นปีที่หนี้เสียอยู่ที่ 2.35%

  • หนี้เสีย5 ปีย้อนหลังพุ่งต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม หากย้อนสถิติ “หนี้เสีย”ไปในช่วง 5 ปี นับตั้งแต่ โควิด-19 (ครึ่งปีแรก2567-2563) พบว่า หลายธนาคารหนี้เสียกลับมาเติบโตขึ้น

โดยหนี้เสียโดยรวมในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 547,976 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.22% หากเทียบกับสิ้นปี 2567 และเพิ่มขึ้น 5.90% เทียบกับจากปี2566 และเพิ่มขึ้น 6.10% จากปี 2565 และเพิ่มขึ้น 1.84% จากปี 2564 และ 3.68% หากเทียบกับปี 2563 ในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

โดยธนาคารที่หนี้เสียปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง นับตั้งแต่โควิด อาทิ ธนาคารกรุงเทพ ที่หนี้เสียเพิ่มขึ้น 22.94% จากสิ้นปี 2567 และเพิ่มขึ้น 22.76% เทียบกับสิ้นปี 2566 และเพิ่มขึ้น 8.57% จากปี 2565 เพิ่มขึ้น 4.37% เทียบปี2564 และเพิ่มขึ้น 1.07% เทียบกับปี 2563

ถัดมากรุงศรี นี้เสียโดยรวมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยหนี้เสียเพิ่มขึ้น 2.65% จากปี 2567 เพิ่มขึ้น 22.99%จากปี 2566 เพิ่มขึ้น 40.36% ,59.37%,65.57% หากเทียบกับปี 2565-2563

เช่นเดียวกับ “ทิสโก้” ที่หนี้เสียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 5 ปี นับโควิด โดยหนี้เสียเพิ่มขึ้น 3.75% ในครึ่งปีแรก หากเทียบกับสิ้นปี 2567 และเพิ่มขึ้น 8.54%,23.86%,14.34,0.89% หากเทียบกับปี2566-2563

ส่วนหนี้เสียของ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร แม้หนี้เสียในครึ่งปีแรก 2568และเทียบกับสิ้นปี 2567 ลดลง ที่ 2.38% 0.14% แต่หากเทียบย้อนหลัง 5 ปี หนี้เสียของธนารคารปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยครึ่งปี 2568 หนี้เสียเพิ่มขึ้น 22.57% หากเทียบกับปี 2566 และหนี้เสียเพิ่มขึ้น 25.23%,62.99%,99.73% นับตั้งแต่ปี 2565-2563

  • หนี้เสียพุ่งจากผลกระทบเศรษฐกิจโตช้า-หนี้ครัวเรือนสูง

ด้านธนาคารทิสโก้ ระบุว่า ด้านสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (NPLs) อยู่ที่ 5,668 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4 % จากไตรมาสก่อนหน้า และคิดเป็นอัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ที่ 2.41% ของสินเชื่อรวม

โดยคุณภาพสินเชื่อยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้าและปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงดำเนิน
นโยบายการขยายสินเชื่ออย่างระมัดระวังและรอบคอบ รวมถึงการช่วยเหลือลูกหนี้ตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (NPLs) ยังคงอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ไว้

นอกจากนี้ บริษัทยังคงดำเนินนโยบายการบริหารความเสี่ยงและการตั้งสำรองที่รัดกุม โดย ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2568 บริษัทมีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นรวมจำนวน 8,773 ล้านบาท และมีระดับค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

ด้านธนาคากรุงเทพ ระบุว่า สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 3.2 % ซึ่งอยู่
ในระดับที่บริหารจัดการได้โดยมีอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับ แข็งแกร่งที่ร้อยละ 283.6 เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลักการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังอย่างรอบคอบต่อเนื่อง

  • กรุงศรีฯรับหนี้เสียขยับจากเอสเอ็มอี

สำหรับธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 สินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่จํานวน 75,617 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจํานวน 1,766 ล้านบาทหรือร้อยละ 2.4 จากสิ้นเดือนมีนาคม 2568 และจํานวน 1,951 หรือร้อยละ 2.7 จากสิ้นเดือนธันวาคม 2567

โดยการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อด้อยคุณภาพส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ขณะที่คุณภาพสินเชื่อของธุรกิจในอาเซียนปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...