ร้อง ”กกต.“ ปม ”พีระพันธุ์“ เข้าข่ายขัดรธน.และพรป.เลือกตั้ง ปมชซื้อวัวแจกเลือกตั้งซ่อมเมืองคอน
"สนธิญา" ร้อง ”กกต.“ ปม ”พีระพันธุ์“ ปมเข้าข่ายขัดรธน.และพรป.เลือกตั้ง และกรณีพรรคการเมืองซื้อวัวแจกเข้าข่ายซื้อเสียง เลือกตั้งซ่อมเมืองคอน
เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 68 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินทางมายื่นหลักฐานเอกสาร หลังจากที่เคยยื่นให้มีการตรวจสอบนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กรณีเป็นกรรมการบริษัทและถือหุ้น บจ.รพีโสภาค และถือหุ้นในบริษัทอื่นรวม 4 บริษัท ที่ป.ป.ช. และกกต.ไปแล้วนั้น วันนี้เดินทางมาเพื่อยื่นขอให้กกต. ตรวจสอบการเลือกตั้งเขต8 จ. นครศรีธรรมราช กรณีที่มีพรรคการเมืองซื้อวัว 60 ตัวแจกชาวบ้านเข้าข่ายซื้อเสียง โดยวันนี้เป็นการมายื่นเอาผิดกรรมการบริหารพรรคดังกล่าว เนื่องจากตนมีหลักฐาน คลิปเสียงและภาพ ในการจัดประชุม เอาผิดพรรคการเมืองที่ซื้อเสียงเลือกตั้งกว่า 70 ล้านบาท ซึ่งวันนี้จะเป็นการยื่นร้องจริยธรรมร้ายแรงทั้งพรรคการเมืองดังกล่าว ต่อป.ป.ช.และกกต. วันนี้
โดยยังมีอีกเรื่องสำคัญที่วันนี้มายื่นต่อกกต.คือมาเรียกร้องกกต.ให้ มีการตรวจสอบนาย พีระพันธุ์ ที่อาจจะเข้าข่าย การกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และ พรป. เลือกตั้ง จากกรณีที่ นายพีระพันธุ์ ลงสมัคร สส.ในระบบบัญชีรายชื่อพรรคร่วมไทยสร้างชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2566 การเลือกตั้งใหญ่ โดยได้เป็นสส. บัญชีรายชื่ออันดับ1ของพรรค ร่วมไทยสร้างชาติ หลังจากนั้นไม่นานก็ทำการลาออกจากการเป็นสส.บัญชีรายชื่อ แล้วมีผลย้อนหลังไป 47 วัน แต่ประเด็นคือกฎหมายรัฐธรรมนูญ บอกว่า ข้าราชการ-เจ้าหน้าที่ การเมืองสามารถสมัครได้ แต่ บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติ ของผู้ที่จะสมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ มาตรา 98 ( 15)และพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองบัญญัติไว้ว่า ตำแหน่งเกี่ยวกับข้าราชการอื่นๆนั้น ที่มีผลให้ไม่มีสิทธิ์ในการลงสมัคร รับเลือกตั้งสส.นั้น ก็บัญญัติไว้อย่างชัดเจน และตนก็อิงตามกฏหมายของรัฐธรรมนูญ ในปีพ.ศ. 2543 ที่วินิจฉัยไว้เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นๆ วันนี้ตนจึงมายื่นต่อกกต. เพื่อให้มีการโปรดวินิจฉัยว่าการ ลงสมัครเลือกตั้งครั้งนั้นที่นายพีระพันธุ์อ้างว่าถูกต้องตามระเบียบ ตนได้อ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.2543 ให้กกต. วินิจฉัย หากไม่ขัดจริยธรรมนายพีระพันธุ์ก็สามารถทำงานได้ตามปกติ แต่หากขัดก็สมัครสส.ในครั้งนั้นก็ถือว่าผิดไปแล้ว
โดยตนยืนยันว่าตนไม่ได้รับงานมาจากใคร และมีคนกล่าวหาว่าตนรับงานใครมาร้องสอบนายพีระพันธุ์ รวมถึงมีคนเชื่อมโยงไปว่าตนรับงานมาจาก นาย เสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน ตนจึงขอยืนยันว่าทุกวันนี้ก็ยังมีการติดต่อกับนายเสกสกลอยู่จริงและมีความสัมพันธ์อันดีร่วมกัน ใกล้ชิดกัน แต่ยืนยันว่า ตนไม่รับเอกสารใดๆจากนายเสกสกล แต่อย่างใด โดยทั้ง2เรื่องที่ตนรับดูอยู่นั้นตอนนี้ ก็เพื่อการเมืองที่ถูกต้องและเป็นไปตามกฏหมาย และให้เกิดความยุติธรรมเท่ากันกับทุกฝ่าย
และยืนยันว่าตนไม่มีเหตุบาดหมางกับนายพีระพันธ์ุแต่อย่างใด พร้อมย้ำว่าที่ตนมาร้องนายพีระพันธ์ุนั้น เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ สามารถตรวจสอบได้ เช่นเรื่องการถือหุ้นหรือเป็นกรรมการบริษัทเอกชน รวมถึงเรื่องที่ตนมายื่นร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงวันนี้ด้วย ว่ากรณีที่เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและไปลงสมัครสส. ก็เพื่อให้ความจริงทุกอย่างนั้นกระจ่างชัด ยืนยันไม่ได้มี ความโกรธเคืองกับเจ้าตัวแต่อย่างใด ตนยื่นร้องทุกพรรค ขณะนี้ก็กว่า 20 เรื่องแล้ว ย้ำว่าตนทำด้วยความสุจริตใจ ต้องการทำให้การเมืองของเรานั้นเป็นการเมืองที่สร้างสรรค์ และทำให้ประเทศของเราดำเนินไปโดยมีประสิทธิภาพ นักการเมืองมีคุณภาพและไม่มีการซื้อเสียง
ส่วนทำไมถึงมายื่นเรื่องของนายพีระพันธุ์ อย่างต่อเนื่องในช่วงนี้เพราะเรื่องที่มายื่นร้องวันนี้เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วหลังการเลือกตั้ง 2566 โดยนายสนธิญา เผยว่าตนได้เอกสารมาหลายชุดและบางชุดก็ไม่มีมูลตรวจสอบ ตนก็ไม่ดำเนินการ ถ้าหากนายพีระพันธุ์ออกมาแถลง เกี่ยวกับการถือหุ้นหรือการเป็นกรรมการบริหารตั้งแต่วันแรกนั้น ก็จะจบตนไม่ดำเนินการอะไรต่อ แต่เมื่อออกมาบอกว่าสุจริตหรือมีคนรอบข้างออกมาบอกว่าสุจริต นั้นก็ต้องพิสูจน์กันต่อไป ซึ่งหากตนยุติการตรวจสอบจะทำให้ประชาชนมองว่าตนได้รับใบสั่งมา และตนขอยืนยันว่าที่ตนทำนั้นเพื่อตรวจหาข้อเท็จจริง โดยหลังจากนี้จะมีมายื่นเพิ่มอีก2 เรื่องแต่ยังไม่ขอเปิดเผยข้อมูลเพื่อขอเวลาตรวจสอบเอกสาร
นายสนธิญายังกล่าทิ้งท้ายว่า “ตนไม่มีอะไรกับนายพีระพันธุ์ แต่เมื่อก่อนตนเป็นคนของพรรครวมไทยสร้างชาติ ถ้าจะเจ็บก็เจ็บที่ตนที่เคยเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติ ”