โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธนาคารกรุงเทพ ชวนกูรูธุรกิจติวเข้มเอสเอ็มอี ยึดแนวคิด ESG สร้างความยั่งยืน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 ธ.ค. 2567 เวลา 11.20 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2567 เวลา 04.20 น.

ธนาคารกรุงเทพ ชวนกูรูธุรกิจติวเข้มเอสเอ็มอี ยึดแนวคิด ESG สร้างความยั่งยืน แนะทยอยลงทุนปรับโมเดลธุรกิจ ก่อนเจอกติกาใหม่สังคมโลกบีบตกขบวน พร้อมเป็น ‘เพื่อนคู่คิด’ ให้ความรู้-บริการทางการเงิน หนุนลูกค้าเติบโตยั่งยืน

ธนาคารกรุงเทพ จัดสัมมนาพาผู้ประกอบการ เปลี่ยนผ่านองค์กรสู่โลกยุคใหม่ พร้อมชวนกูรูร่วมติวเข้มตีโจทย์ธุรกิจ กระตุกเอสเอ็มอีตื่นตัว ปรับทัพธุรกิจตามแนวคิด ESG มุ่งสร้างความยั่งยืน ชี้อีกไม่นานจะกลายเป็นกติกาใหม่ของสังคมโลก แนะเริ่มต้นสำรวจธุรกิจตนเองให้ชัดถูกกระทบอย่างไรบ้าง พร้อมเตรียมวางแผนเนิ่นๆ ทยอยลงทุน ใช้ประโยชน์จาก ESG ลดต้นทุนเพิ่มผลกำไรให้แก่องค์กรอย่างยั่งยืน ชี้ 6 กลุ่มธุรกิจที่ส่งออกไปอียู คิดเร็วทำไวก่อนมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนเริ่มใช้ปี 2569

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ กรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้จัดสัมมนาDigital Transformation For SME-EP4” ส่งท้ายปี ให้แก่กลุ่มเอสเอ็มอี ในหัวข้อ ‘แนวทางการรับมือเพื่อ Transform องค์กร ไปรับกติกาใหม่ด้าน ESG ของโลกและสังคม’ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการปรับตัวเข้าสู่โลกธุรกิจในยุคใหม่ได้อย่างราบรื่น ลดผลกระทบที่จะมีต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในประเด็นด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมต่อสังคมโลก และเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อนำไปสู่การสร้างความยั่งยืน (Sustainability) ให้แก่ธุรกิจในระยะยาว

ซึ่งธุรกิจสามารถนำแนวคิดด้าน ESG มาเป็นกรอบการดำเนินงานที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนใน 3 มิติ คือ สิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และ ธรรมาภิบาล (Governance)

“การปรับเปลี่ยนองค์กรไปสู่การปฏิบัติภายใต้หลักการ ESG และนำไปสู่การสร้างความยั่งยืน เป็นประเด็นที่ธนาคารให้ความสำคัญและพยายามส่งเสริมให้สังคมตระหนักรู้เรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งแก่พนักงานภายในองค์กร ไปจนถึงลูกค้าผู้ประกอบการทุกขนาด เพราะถือเป็นบริบททางธุรกิจที่กำลังจะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ หลายประเทศกำลังปรับใช้แนวคิดดังกล่าวมาสู่การปฏิบัติจริง เช่น การออกกฎหมาย หรือแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับ ESG สำหรับธุรกิจที่จะนำสินค้าเข้ามาขายภายในประเทศ เป็นต้น

แม้กระบวนการต่างๆ จะต้องใช้เวลาก่อนเริ่มบังคับใช้ แต่เชื่อว่าทุกคนก็ต้องปรับตัวหากไม่อยากตกขบวนของโลกธุรกิจในอนาคต ขณะเดียวกัน ธนาคารกรุงเทพในฐานะ ‘เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน’ จึงได้พยายามผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตระหนักถึงความสำคัญการเปลี่ยนไปเป็นองค์กรสีเขียว ด้วยการสนับสนุนทั้งวงเงินสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงและองค์ความรู้ต่างๆ อย่างรอบด้านทุกมิติ” ดร.พิเชฐกล่าว

นางสาวชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการอาวุโส บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด ในฐานะวิทยากรการสัมมนาหัวข้อ ‘แนวทางการรับมือเพื่อ Transform องค์กร ไปรับกติกาใหม่ด้าน ESG ของโลกและสังคม’ กล่าวว่า กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการต้นน้ำ กลางน้ำ และกลุ่มซัพพลายเชน จะกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับกระทบจากข้อกีดกันด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากที่สุดจากความต้องการของอุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่เจอข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้นจากประเทศผู้นำเข้าต่างๆ ซึ่งข้อกำหนดนั้นจะถูกส่งต่อมายังผู้ผลิต

สิ่งที่ผู้ประกอบการควรจะเริ่มทำเป็นอันดับแรก คือ การสำรวจธุรกิจของตัวเองก่อนว่าอยู่ในกลุ่มธุรกิจใดและเกี่ยวข้องกับใครบ้าง เพื่อหาแนวทางในการปรับเปลี่ยนธุรกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างเหมาะสม เพราะการปรับเปลี่ยนแต่ละครั้งย่อมหมายถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้น จึงต้องคำนึงถึงการลงทุนที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว แต่ไม่จำเป็นต้องรีบลงทุนปรับเปลี่ยนทั้งหมด หากยังไม่เกิดผลกระทบในระยะสั้นนี้

ขณะเดียวกัน หากธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบก่อน เช่น มีความเกี่ยวข้องกับ 6 กลุ่มธุรกิจได้แก่ ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และไฮโดรเจน ที่ขายสินค้าไปยังสหภาพยุโรป จะต้องเตรียมรับมือกับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่จะเริ่มต้นในปี 2569 การเร่งปรับตัวในเวลานี้ก็เป็นสิ่งจำเป็น

“ในภาคยานยนต์เองจากการสำรวจพบว่า 73% ของบริษัทในอุตสาหกรรมนี้พร้อมที่จะปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว แต่มีเพียง 41% ที่ได้เริ่มนำหลักปฏิบัติ ESG มาปรับใช้จริงแล้ว ดังนั้นต้องสำรวจตัวเองก่อนว่ามีความพร้อมแค่ไหนที่จะปรับตัวจริง เพราะหลัก ESG ตอนนี้ยังเป็นเรื่องที่ ‘ควรทำ’ แต่ในระยะยาวจะกลายเป็นเรื่องที่ ‘ต้องทำ’**

ดังนั้น ยังมีเวลาที่ผู้ประกอบการจะได้ศึกษาและทำความเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องมองเพียงการเปลี่ยนในเรื่องๆ ใหญ่ อาจจะเริ่มจากการทำในเรื่องเล็กๆ ที่ไม่ต้องลงทุน หรือลงทุนต่ำก่อน แต่สิ่งสำคัญคือ ทำแล้วต้องได้อะไรกลับมา ไม่ช่วยเพิ่มยอดขาย ก็ต้องช่วยลดต้นทุน ทางใดทางหนึ่ง โดยในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ที่การเพิ่มยอดขายเพื่อทำกำไรอาจจะเป็นเรื่องยาก ดังนั้นการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มผลกำไรด้วยการทำ ESG จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและได้ประโยชน์ที่ยั่งยืน”

นางสาวชนาพรรณ ได้กล่าวทิ้งท้ายถึง 3 เรื่องท้าทายของการปรับเปลี่ยนธุรกิจตามหลัก ESG ที่จะต้องคำนึงถึง เรื่องแรก คือ การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างความยั่งยืนและกิจกรรมประจำวัน ซึ่งเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการนำไปสู่ปฏิบัติจริง เพราะความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน เช่นเรื่องง่ายๆ อย่างการลดการใช้พลาสติก เรื่องขยะ ที่จะต้องตระหนักรู้ร่วมกันทั้งองค์กรจึงจะประสบผลสำเร็จ

และเมื่อทำเรื่องนี้ได้แล้วจึงนำไปสู่ เรื่องที่ 2 การบูรณาการแนวคิดและการปฏิบัติแบบขอความร่วมมือเพื่อกำหนด KPI ด้านความยั่งยืนเพื่อวัดประสิทธิภาพ และเรื่องสุดท้ายคือการเก็บรวบรวม จัดการข้อมูลและวิเคราะห์ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นเครื่องการันตีให้แก่องค์กรว่าสามารถเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ยุคแห่งการเติบโตอย่างยั่งยืนได้สำเร็จ

นอกจากข้อมูลความรู้ต่างๆ จากการสัมมนาแล้ว ลูกค้าธนาคารกรุงเทพ ที่มีความสนใจบริการทางการเงินเพื่อเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่โมเดลใหม่ๆ เพื่อความยั่งยืน รวมถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ธนาคารกรุงเทพพร้อมสนับสนุนด้านเงินทุนผ่านบริการสินเชื่อหลากหลายรูปแบบพร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ได้แก่

  • สินเชื่อบัวหลวงกรีนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Bualuang Green Financing for Transition to Environmental Sustainability) วงเงิน 10,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 8 ปี เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่ต้องการเงินทุนสำหรับการปรับตัวเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมใน 3 ด้าน คือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดการสร้างมลพิษ
  • สินเชื่อบัวหลวงเพื่อการปรับตัวธุรกิจ (Bualuang Transformation Loan) วงเงิน 20,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 5 ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 5 ปี สำหรับลูกค้าเอสเอ็มอี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ประสบปัญหาต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และต้องการการดูแลช่วยเหลือให้ฟื้นตัวและประกอบกิจการต่อไปได้ และกลุ่มที่ต้องการเงินทุนเพื่อลงทุนปรับกิจการให้ทันโลกในยุคดิจิทัลและภาวะปกติใหม่ (Next Normal) ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ (Disruption) จากปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวให้กับธุรกิจ
  • สินเชื่อ “Bualuang Green” วงเงินกู้สูงสุด 50 ล้านบาท ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 8 ปี สำหรับเอสเอ็มอีที่ต้องการลงทุนปรับปรุงธุรกิจและกระบวนการต่างที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่างๆ รวมถึงนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สินเชื่อ “Bualuang Green Solar Energy” ให้วงเงินกู้สูงสุด 100 % ของเงินลงทุน พร้อมเงื่อนไขพิเศษ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ต่ำลง ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...