โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“แก่ ดี มีสุข Ready Set Old” เซ็ตโกลเชียงใหม่สู่จุดหมาย “บลูโซนแห่งที่เจ็ดของโลก”

นิตยสารคิด

อัพเดต 13 ธ.ค. 2567 เวลา 20.46 น. • เผยแพร่ 13 ธ.ค. 2567 เวลา 20.46 น.
cmdw-2024-ready-set-old-cover

ในโลกที่ใคร ๆ ก็กลัวความแก่ จะมีสักกี่คนที่หันมาทบทวนว่า ‘ความแก่’ คืออะไร เริ่มต้นจากจุดไหน ต้องมีอายุเท่าไรถึงจะเรียกว่าแก่? แม้จะเป็นคำคำเดียวแต่กลับมีนิยามที่หลากหลาย เปลี่ยนไปตามประสบการณ์ของแต่ละคน “คิด” จึงอยากชวนคุณมาร่วมทบทวนนิยามของความแก่ไปกับนิทรรศการที่จะทำให้เราได้หันมามองความร่วงโรยที่ไม่ว่าใครก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะทำอย่างไรจึงจะแก่ไปอย่างสุขภาพดีทั้งกายและใจ กับ “แก่ ดี มีสุข Ready Set Old” นิทรรศการนี้มีคำตอบ

วันนี้ “คิด” ได้มีโอกาสนั่งพูดคุยกับผู้จัดนิทรรศการ “แก่ ดี มีสุข Ready Set Old” ที่เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2567 หรือ Chiangmai Design Week 2024 ประกอบไปด้วย คุณเดย์ – เดชา อรรจนานันท์ จาก THINKK Studio ผู้ดูแลการผลิตและการออกแบบนิทรรศการ ดูแลเรื่องโครงสร้างนิทรรศการ คุณพัด – พัชร ลัดดาพันธ์ จาก STUDIO 150 ผู้ดูแลเรื่องกราฟิกของนิทรรศการ คุณก้าน - กมลกานต์ โกศลกาญจน์ และ คุณเลิฟ - กริยา บิลยะลา ที่ดูแลเรื่องเนื้อหาของนิทรรศการ ซึ่งจะมาเผยมุมมองใหม่ ๆ แรงบันดาลใจในการทำนิทรรศการเกี่ยวกับการร่วงโรยของวัยอย่างมีคุณภาพ กับความคาดหวังให้เมืองเชียงใหม่กลายเป็นเมืองบลูโซนแห่งที่เจ็ดของโลก

(จากซ้ายไปขวา) คุณเลิฟ - กริยา บิลยะลา, คุณเดย์ – เดชา อรรจนานันท์ และคุณก้าน - กมลกานต์ โกศลกาญจน์

แรงบันดาลใจของ “แก่ ดี มีสุข”
คุณก้าน ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ไว้ว่า “เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ในปีนี้ ถือว่าครบรอบ 10 ปีพอดี ทางผู้จัดนิทรรศการจึงได้รับโจทย์ในการนำเสนอเรื่องราวของประเด็นทางสังคมในบริบทของพื้นที่เมืองเชียงใหม่ ในตอนแรกสุด เราได้รับโจทย์เรื่อง Well being หรือการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ในตอนที่กำลังพัฒนาเนื้อหา เราก็ไปเจอข้อมูลเบื้องลึกบางอย่างเกี่ยวกับผู้สูงอายุในเชียงใหม่ เราจึงขยายประเด็นของผู้สูงอายุในเชียงใหม่ และศึกษาเพิ่มเติมว่าการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในเชียงใหม่นั้นมีเคล็ดลับ มีข้อมูลเบื้องลึก และโอกาสทางธุรกิจอย่างไรบ้าง”

“พอพัฒนาจากโจทย์เรื่องสังคมผู้สูงอายุในเชียงใหม่ เราจึงตั้งคำถามกับคำนิยามของคำว่า ‘ความแก่’ กันก่อน โดยเราไม่อยากให้คิดว่าความแก่คืออายุเกษียณที่ 60 หรือแก่ที่อายุ 75 เราจึงคิดว่าจะทำยังไงถ้าเราทุกคนแก่กันตั้งแต่ตอนนี้ หมายถึงว่าจริง ๆ เราแก่กันตั้งแต่ 30 แล้ว พอคิดแบบนี้ ถึงได้เปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่องไปทั้งหมด พอเราแก่ที่อายุ 30 สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดชีวิตที่เหลือของเราก็จะเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่งเลย คำถามต่อมาที่เราอยากจะหาคำตอบก็คือ ‘จะเป็นไปได้ไหม หากเราจะแก่ไปจนถึงหนึ่งร้อยปี และเราต้องใช้ชีวิตอย่างไร’ นี่จึงเป็นแรงบันดาลใจและสมมติฐานตั้งต้นว่านิยามของความแก่ที่เปลี่ยนไป จะทำให้เราใช้ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงกันได้บ้าง นิทรรศการนี้จึงชื่อ ‘แก่ ดี มีสุข’ คือการแก่ไปอย่างสุขภาพดีทั้งกายและใจ เราจึงไปหาข้อมูลเพิ่มเติมและค้นพบเบื้องหลังของเมืองเชียงใหม่ว่าประกอบไปด้วยองค์ประกอบอะไรบ้าง”

การจัดนิทรรศการในครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายในการพยายามทำให้เชียงใหม่กลายเป็นหนึ่งใน “บลูโซน” โดยคุณก้านได้ให้คำอธิบายคำคำนี้ไว้ว่า “บลูโซนคือรูปแบบไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของประเทศที่มีผู้สูงอายุ อายุ 100 ปีขึ้นไปค่อนข้างเยอะ ซึ่งมันก็จะประกอบไปด้วยสี่องค์ประกอบใหญ่ ๆ ก็คือ อาหารการกิน การออกกำลังกาย ความสัมพันธ์กับครอบครัว คนในชุมชน หรือความเชื่อต่าง ๆ และข้อสุดท้ายคือเป้าหมายในชีวิต ซึ่งไลฟ์สไตล์แบบบลูโซนนี้ สามารถนำมาปรับใช้กับบริบทสังคมเมืองเชียงใหม่ได้ด้วย นิทรรศการนี้จึงเป็นการคลี่คลายว่า สี่องค์ประกอบนี้ เมื่อมองจากมุมของเชียงใหม่แล้ว เราเห็นอะไรบ้าง เพราะคนที่เข้าไปดูก็คงมีหลากหลายวัย ตั้งแต่เด็กไม่กี่ขวบไปจนถึงคนที่เป็นผู้สูงวัยจริง ๆ เราก็เลยอยากตั้งคำถามให้เห็นว่า ‘ความแก่’ ของแต่ละคนมันก็ไม่เท่ากัน

อย่างเราที่นั่งทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน เป็นออฟฟิศซินโดรม มันก็ทำให้เราแก่ลง ชอบกินบุฟเฟต์อาทิตย์ละครั้ง แต่รู้หรือไม่ว่าสนุกปาก ลำบากกาย หรือคนที่ไม่ออมเงิน จะแก่ไปแบบไหน ฯลฯ มันเป็นเหมือนการโยนประเด็นให้เขาได้ย้อนมองตัวเอง เราจะพาไปดูว่าประเทศอื่น ๆ ที่มีสวัสดิการผู้สูงอายุที่ดีเป็นอย่างไร แล้วก็พามาดูที่สังคมไทย ซึ่งมีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดในภาคเกษตรกรรมและมีรายได้น้อยที่สุด หรือค่าเฉลี่ยเงินเกษียณหารออกมาแล้วมีเงินใช้วันละ 242 บาท คำถามคือผู้สูงอายุเหล่านี้อยู่ได้ยังไง? เขาไม่ใช่คนไกลตัวเราเลยค่ะ เขาคือตัวเราในอนาคต หรือเราก็สามารถมองไปได้ถึงพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายายของเรา ที่เราจะต้องดูแลเขาในวัยนั้น และสุดท้ายก็จะเจาะมาถึงว่า เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีคนอายุเกิน 100 ปีมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ เราจึงอยากรู้ว่าอะไรกันนะที่ทำให้เชียงใหม่มีเคล็ดลับที่ว่านี้

โดยเราไปคุยกับคนสองกลุ่ม กลุ่มแรกเราเรียกว่า Insider หมายถึงคนที่เขาเกิดและแก่อยู่ที่นี่ ก็จะเป็นพ่ออุ๊ย แม่อุ๊ย ก็ไปคุยเพื่อหาว่าเคล็ดลับเบื้องหลังความอายุยืนของเขาคืออะไร บางคนก็จะให้คำตอบว่า ‘ความสุข’ เป็นสิ่งที่ทำให้เขาอยากตื่นมาทุกเช้า เพราะว่าอยากมีความสุขและช่วยแบ่งปันออกไป มีคุณป้าคนหนึ่งตอบว่า รั้วบ้านป้าไม่เคยปิดเลย เพราะว่ามีพืชผักสวนครัวริมรั้วให้คนมาเด็ด ไปทำกับข้าว มาแบ่งปันกันได้ หรือว่ามีคุณปู่คุณย่าที่อยากจะสื่อสารทักษะการทำตุงให้คนรุ่นหลาน ฯลฯ แต่ละคนก็จะมีเป้าหมายในการมีชีวิตอยู่ที่แตกต่างกันไป

อีกกลุ่มหนึ่งเราเรียกว่า Outsider คือคนที่เลือกย้ายมาอยู่เชียงใหม่ และเลือกที่จะเกษียณตัวเองที่นี่ เราก็ไปคุยกับเขาว่าทำไมเขาถึงเลือกเชียงใหม่ คำตอบก็มีหลากหลาย เช่น ขนาดของเมืองเชียงใหม่พอเหมาะกับการใช้ชีวิตของเขา เขาสามารถขับรถไปถึงน้ำตกได้ใน 20 นาที สามารถมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกของเขาได้ ฯลฯ แต่ละคนก็มีแง่มุมที่น่าสนใจแตกต่างกัน ในการที่จะย้ายมาแก่และเกษียณตัวเองที่เชียงใหม่ ส่วนโซนที่สาม เราก็จะพาไปเฉลยแล้วว่าเชียงใหม่จะกลายเป็นบลูโซนได้อย่างไรบ้าง”

‘เชียงใหม่’ สู่ ‘บลูโซน’
คุณเลิฟได้เล่าถึงที่มาของคำว่าบลูโซนว่า “บลูโซน เป็นคำนิยามที่ถูกคิดโดย Dan Buettner จริง ๆ แล้วเขาเป็นทั้งนักคิด นักเขียน นักวิจัย และนักข่าวจาก National Geographic ที่ได้ทำการค้นหาพื้นที่ต่าง ๆ บนโลกที่มีองค์ประกอบร่วม จากการสำรวจมา 20 ปี เขาได้ค้นพบว่ามีพื้นที่อยู่ประมาณ 6 ที่ในโลก คือ โอกินาวา ญี่ปุ่น, ซาร์ดิเนีย อิตาลี, นิโคยา คอสตาริกา, อิคาเรีย กรีซ, โลมา ลินดา รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ที่ผู้คนมีอายุยืนและสุขภาพดีกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป คือมีอายุประมาณ 90-100 ปี ซึ่งมีปริมาณค่อนข้างเยอะมาก ๆ

เขาค้นพบว่า พื้นที่เหล่านี้มีภูมิปัญญาในการใช้ชีวิตของผู้คนรองรับอยู่ โดยภูมิปัญญาเหล่านั้นมันวิ่งอยู่ในกลไก 4 เรื่องด้วยกัน ก็คือ การกิน การเคลื่อนไหวร่างกาย ความสัมพันธ์กับครอบครัว และการสร้างเป้าหมายในชีวิต โดยในแต่ละประเทศมีองค์ประกอบปลีกย่อยแตกต่างกัน เราจึงอยากทำให้เห็นว่า การใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมนั้นสามารถช่วยออกแบบพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการใช้ชีวิตในอนาคตให้แก่อย่างมีคุณภาพชีวิตได้ สี่องค์ประกอบนี้จึงเป็นพิมพ์เขียวที่นำมาปรับใช้ในประเทศต่าง ๆ ได้ ซึ่งได้มีการนำมาปรับใช้ในสหรัฐอเมริกา แล้วพบว่าสามารถเพิ่มอายุเฉลี่ยของผู้คนได้จริง

ในบริบทของเชียงใหม่ เริ่มจากเรื่องการกิน เรามีองค์ประกอบสามด้าน หนึ่งก็คือเรื่องของพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านที่หาได้ตามริมรั้วทั่วไปแต่มีสรรพคุณทางยาอยู่ หรือในเชิงของการประกอบอาหารต่าง ๆ เช่น ข้าว ถั่วเน่า เมี่ยงชาหมัก ก็มีสรรพคุณทางยาบางอย่างที่ซ่อนอยู่ ไปจนถึงนวัตกรรมทางอาหาร ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็ได้มีการพัฒนานวัตกรรมการประกอบอาหารเพื่อผู้สูงอายุ เราจึงค้นพบว่า ทั้งในระยะของปัจจุบันและระยะของอนาคต เชียงใหม่มีความพร้อมในเรื่องเหล่านี้อยู่ และยังเปิดทางในการสร้างธุรกิจด้านการกินอีกมากมาย

ต่อมาในส่วนที่สอง ในเรื่องของการเคลื่อนไหวร่างกาย มันไม่ใช่แค่การเข้าฟิตเนสอย่างเดียวที่เป็นการออกกำลังกาย แต่เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายที่อยู่ในกิจวัตรประจำวัน เช่น การทำสวน เป็นการสร้างความหมายบางอย่างและมีมุมมองร่วมว่า ไม่ใช่แค่การทำให้ต้นไม้โต แต่คนปลูกก็เติบโตไปพร้อมกับพืชผักของตนเองเช่นเดียวกัน การลุกนั่งบ่อย ๆ ของสล่า หรือเหล่าช่างฝีมือในเชียงใหม่ และการเคลื่อนไหวในเชิงคอมมูนิตี้ต่าง ๆ เช่น สวิงแดนซ์ ชมรมลีลาศ ก็มีอยู่

ส่วนที่สาม ในเชิงของครอบครัว ในมุมมองของปรัชญาล้านนา เรามองผู้สูงอายุเป็นขวัญของบ้าน เป็นจุดรวมใจของทุกคน และเป็นผู้สร้างปฏิสัมพันธ์ของคนหลากรุ่นให้มารวมตัวกัน สองจุดสำคัญคือในเชิงของครอบครัว แต่เราเล่าผ่านพื้นที่ที่เป็นบ้าน หรือการออกแบบบ้าน ที่เป็นตัวแทนสื่อกลางที่ทำให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน อีกส่วนหนึ่งเราเล่าผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรุ่น หรือระหว่าง Gen โดยเล่าผ่านเคสของบริการต่าง ๆ ที่เข้ามาอำนวยความสะดวก ตั้งแต่การเดินทาง การพาไปหาหมอ หรือการเป็นเพื่อนช่วยรับฟังความเห็นต่าง ๆ เราเห็นศักยภาพเหล่านี้ในมิติที่กว้างมากขึ้น ทำให้มันมีโอกาสที่จะทำให้ผู้สูงอายุแก่ไปอย่างมีสุขภาพที่ดี อีกส่วนหนึ่งก็คือคนทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องนั้น สามารถที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงอายุได้

และส่วนสุดท้ายก็คือเป้าหมายชีวิต คือการตื่นมาในแต่ละวัน มันมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งไม่ใช่การส่งต่อแค่ตัวผู้สูงอายุอย่างเดียว แต่เป็นการส่งต่อให้กับคนรุ่นหลังด้วย เช่น คุณลุงคุณป้าที่อยากจะสานต่อในเรื่องของการทำตุงที่เป็นวัฒนธรรมพื้นถิ่น

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราทำการบ้านค้นคว้ามา ทำให้เห็นว่าจริง ๆ แล้วพื้นที่เชียงใหม่มีศักยภาพในระยะเวลาตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต รองรับที่จะเป็นบลูโซนในลำดับที่เจ็ดของโลกได้ ซึ่งเป็นการตั้งสมมติฐานจากข้อมูลที่เรามี”

ด้านคุณก้าน เสริมว่า “เราอยากพูดถึงคนทุกกลุ่มที่กำลังแก่ เพราะเราทุกคนแก่ลงทุก ๆ วัน สิ่งที่เราให้ความสำคัญก็คือโอกาสทางธุรกิจ เพราะเราอยากจะสื่อสารกับคนที่เป็น ‘อนาคต’ ในการที่จะรับมือกับความแก่ หรือให้ความช่วยเหลือดูแลคนที่แก่ขึ้นไป ไม่อยากให้รู้สึกว่าความแก่เป็นเรื่องน่าเบื่อหรือน่ากลัว สำหรับในนิทรรศการนี้ ความแก่คือโอกาสทั้งนั้นเลย”

กว่าจะมาเป็น ‘แก่ ดี มีสุข’
คุณเดย์ ได้แบ่งปันเรื่องราวอุปสรรคในการจัดนิทรรศการในด้านเวลาที่มีจำกัด ทำให้การเลือกวัสดุต้องมีความพิถีพิถัน รวมทั้งต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว “สำหรับพี่น่าจะเป็นเรื่องเวลาในการลิสต์โปรดักชันที่มีไม่มากเท่าไร ก็เลยค่อนข้างต้องรีบตัดสินใจ ทั้งในเรื่องวัสดุหรือวิธีการในการทำงาน แต่ว่าก็พยายามยึดโยงกับคอนเซ็ปต์เรื่องบลูโซน ที่ถอดมาเป็นเรื่องสีที่ใช้ ก็จะไม่มีสีอื่นเลยนอกจากสีฟ้า สีน้ำเงิน และวิธีการเลือกวัสดุ ก็จะเลือกใช้อะไรที่ไม่ต้องมาเติมแต่งเยอะ ใช้กระดาษที่มาจากการรีไซเคิลอยู่แล้ว ทำให้เอาไปทำต่อได้ง่าย”

ส่วนคุณพัด เสริมในส่วนของการดีไซน์โซนต่าง ๆ ของนิทรรศการว่า “ความท้าทายของนิทรรศการนี้น่าจะเป็นเรื่องของการจัดห้อง เพราะมีประเด็นที่เราอยากเล่าเยอะเหมือนกันในพื้นที่ที่ค่อนข้างจำกัด ดังนั้นหน้าที่ของเรา นอกจากจะจัดการในเชิง Visual แล้ว ต้องหาวิธีการแสดงข้อมูลให้อยู่ในระดับที่คนเข้าใจได้ง่ายและมีข้อมูลครบถ้วน”

“เนื่องจากข้อมูลในนิทรรศการนี้มันเยอะมาก และเป็นข้อมูลที่ยังไม่เคยถูกเลือกมาศึกษาและถูกขมวดเล่ามาก่อน เมื่อไม่เคยถูกสรุปโดยง่ายมาก่อน เราจึงจำเป็นต้องพึ่งพาบริบทในการเล่าค่อนข้างเยอะเพื่อให้คนเข้าใจ บางคนไม่เคยได้ยินคำว่า ‘บลูโซน’ มาก่อนเลยในชีวิต เราต้องคิดว่าจะทำยังไงให้เขาเข้ามาในนิทรรศการแล้วเข้าใจคำนี้ได้อย่างเรียบง่ายที่สุด ส่วนของคลิปและกราฟิกเองก็มีส่วนช่วยในการนำเสนอเนื้อหา ให้ข้อมูลถูกย่อยให้เข้าใจง่ายมากขึ้น บางส่วนอาจใช้กราฟิก บางส่วนใช้กิจกรรมให้คนเข้าใจได้ บางส่วนใช้สิ่งของในการนำเสนอ บางส่วนมีการใช้การปฏิสัมพันธ์กับผู้เข้าชมให้ได้ตอบคำถาม หรือแชร์มุมมองของตัวเอง เป็นการแก้ปัญหาเพื่อสร้างประสบการณ์ให้ผู้ชมนิทรรศการได้อย่างราบรื่นและเข้าใจง่ายที่สุด” คุณก้านและคุณเลิฟปิดท้าย

“เราหวังอย่างเรียบง่ายว่า หลังจากที่ผู้ชมออกไปจากนิทรรศการนี้ จะได้ครุ่นคิดสักนิดว่าเราพร้อมที่จะแก่กันหรือยัง อาจจะไม่ต้องเปลี่ยนให้ครบทั้งสี่ด้านก็ได้ อาจจะแค่ลองกินอะไรที่ดีขึ้น หรือเขย่าเป้าหมายในชีวิตของตัวเองที่ดีขึ้น มีแรงในการตื่นไปใช้ชีวิต โดยที่ไม่ต้องเป็นคนอายุ 60 ก็ได้ อยากให้นิทรรศการนี้เป็นพื้นที่แห่งการทบทวนคำจำกัดความของคำว่า ‘ความแก่’ ด้วยมุมมองใหม่” คุณก้านได้ทิ้งท้ายในสิ่งที่เธอคาดหวังว่าผู้ชมจะได้รับจากนิทรรศการในครั้งนี้

นิทรรศการ แก่ ดี มีสุข (Ready Set Old) เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใต้งานเทศกาลออกแบบเชียงใหม่ 2567 (Chiang Mai Design Week 2024) วันที่ 7-15 ธันวาคม เวลา 11:00 - 22:00 ที่สมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมสตรีศรีลานนาไทย (ข้าง TCDC เชียงใหม่)

ที่มา : บทความ “Blue Zone คืออะไร? วิถี Health & Wellbeing ของคนอายุยืน” จาก nutrilite.co.th
บทความ “THINKK Studio แก่ ดี มีสุข” จาก chiangmaidesignweek.com

เรื่อง : ชลธิชา แสงสีดา

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

บขส.คาดวันนี้ 10 เม.ย. 69 คนเดินทางพุ่ง 1.8 แสนคน ก่อนหยุดยาวสงกรานต์

WeR NEWS

นายกฯ เปิดศูนย์ความปลอดภัยทางถนน สงกรานต์ 2569 ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม ขอทุกฝ่ายร่วมลดความสูญเสีย บริหารจัดการจราจรควบคู่ประเพณี

THE STANDARD

ไขข้อสงสัย เอาที่ดินไปจำนอง ยังปลูกบ้าน ทำเกษตรบนที่ดินนั้นได้ไหม

TNews

สลดไฟไหม้โกดัง กลางดึก คลอกสุนัขดับ ในกองเพลิงนับ 10 ตัว

สยามนิวส์

ไอคอนสยาม จับมือภาครัฐ จัดเตรียมความพร้อมรักษาความปลอดภัยเข้มรับสงกรานต์ปี 2569

TODAY

(คลิป)เผยนาทีช้างคลั่งทำร้ายคนกลางงานแห่ช้างบวชนาคไทยพวน ชี้ไม่ใช่ช้างในขบวนแต่ต่างชาติจ้างมา

Manager Online
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...