โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

วางแผนภาษี 2568 ต้องมีรายได้เท่าไหร่-รายการลดหย่อนอะไรบ้าง ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 ธ.ค. 2567 เวลา 01.39 น. • เผยแพร่ 20 ธ.ค. 2567 เวลา 00.09 น.

ตอบทุกข้อสงสัยสำหรับคำถามสุดฮิต ใครบ้างที่ต้องยื่นและเสียภาษี ? พร้อมบอกวิธีคำนวณเงินได้, รายการลดหย่อนภาษี และ 8 ขั้นตอนการยื่นภาษีออนไลน์ เตรียมตัวไว้สำหรับการเสียภาษีปีหน้า 2568

วนกลับมาในทุกปีสำหรับการเตรียมตัวยื่นภาษีของชาวมนุษย์เงินเดือน ประชาชาติธุรกิจ จึงรวบรวมข้อมูลมาให้เพื่อตอบทุกข้อสงสัย ใครบ้างที่ต้องยื่นภาษี, เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะเสียภาษี และสามารถยื่นภาษีออนไลน์อย่างไรบ้าง ?

ยื่น-เสียภาษี เมื่อไหร่ ?

คนไทยทุกคนที่มีรายได้เกินขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด มีหน้าที่ยื่นภาษีบุคคลธรรมดาเพื่อแสดงรายได้ตลอดทั้งปี โดยมีเงื่อนไขเป็นผู้ที่มีรายได้จากงานประจำอย่างเดียว และเป็นผู้มีฐานเงินเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ไม่ต้องยื่นภาษี ซึ่งมีการกำหนดขอบเขตของรายได้ที่ต้องยื่นภาษีและต้องเสียภาษี ไว้ดังนี้

  • เงินเดือนไม่เกิน 26,583.33 บาท ต้องยื่นภาษี แต่ไม่ต้องเสียภาษี
  • เงินเดือนมากกว่า 26,583.33 บาท ต้องยื่นภาษี และต้องเสียภาษี
  • กรณีที่มีเงินเดือนไม่เกิน 25,833.33 บาท และไม่ได้จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ต้องยื่นภาษีแต่ไม่ต้องเสียภาษี
  • กรณีที่มีเงินเดือนเกิน 25,833.33 บาท และจ่ายเงินสมทบประกันสังคม ต้องยื่นภาษีและเสียภาษี

ปกติการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะยื่นปีละครั้ง ภายในวันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม ของปีถัดไป เช่น รายได้เกิดขึ้นในปี 2567 (ปีภาษี 2567) ต้องยื่นภาษีภายในวันที่ 1 ม.ค. – 31 มี.ค. 2568 และหากเป็นเงินได้บางลักษณะ เช่น การให้เช่าทรัพย์สิน เงินได้จากวิชาชีพอิสระ เงินได้จากการรับเหมา เงินได้จากธุรกิจ การพาณิชย์ เป็นต้น จะต้องยื่นภาษีตอนกลางปี ภายในเดือนกันยายนของทุกปี

วิธีคำนวณเงินได้สุทธิ

แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่า เราจะต้องเสียภาษีเท่าไหร่ ? คำตอบคือ คำนวณจาก’เงินได้สุทธิ’ หรือจำนวนเงินที่เป็นรายได้ตลอดทั้งปี มาหักด้วยค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนต่าง ๆ ตามที่กฎหมายตามสูตร ดังนี้

เงินได้สุทธิตลอดทั้งปี = ค่าใช้จ่ายส่วนตัว-ค่าลดหย่อนส่วนตัว-ค่าลดหย่อนเงินสมทบประกันสังคม = เงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษี

ตัวอย่าง เช่น : นายเอ รายได้ทั้งปี 500,000 บาท ค่าใช้จ่าย 100,000 บาท, ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท, ลดหย่อนเงินสมทบประกันสังคม 9,000 บาท

เงินได้สุทธิ : 500,000-100,000-60,000-9,000= 331,000 บาท

จากนั้นนำเงินได้สุทธิเทียบกับอัตราภาษีเงินได้ ตามขั้นบันได (อัตราภาษีก้าวหน้าตั้งแต่ 5-35%) แล้วนำเงินได้สุทธิ คูณกับอัตราภาษีแต่ละขั้น เพื่อหาว่าต้องจ่ายภาษีเท่าไร หมายความว่า ผู้ที่มีเงินเดือนไม่เกิน 26,583 บาท และไม่มีรายได้ส่วนอื่น ๆ ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากเมื่อรวมรายได้ทั้งปีไม่เกิน 310,000 บาท

แต่หากรายได้เกินกว่านี้ จะเสียภาษีในอัตราภาษีเงินได้ดังนี้

เงินได้สุทธิ อัตราเสียภาษี 0 – 150,000 บาท ได้รับการยกเว้น 150,001 – 300,000 บาท 5% 300,001 – 500,000 บาท 10% 500,001 – 750,000 บาท 15% 750,001 – 1,000,000 บาท 20% 1,000,001 – 2,000,000 บาท 25% 2,000,001 – 5,000,000 บาท 30% 5,000,000 บาทขึ้นไป 35%

กรณีตัวอย่างที่นายเอจะอยู่ระหว่างฐาน 300,001-500,000 บาท อัตราภาษี 10% สูตรคำนวณภาษีที่ต้องจ่าย คือ

ภาษีที่ต้องจ่าย = (เงินได้สุทธิ – เงินได้สุทธิสูงสุดของขั้นก่อนหน้า) x อัตราภาษี + ภาษีขั้นบันไดก่อนหน้าสูงสุด : (331,000 – 300,000) x 10% + 7,500 บาท = 10,600 บาท

ทั้งนี้ค่าภาษีตามฐานเงินเดือนตามข้างต้น คิดจากค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และเงินประกันสังคม 9,000 บาทเท่านั้น หากคุณมีสิทธิลดหย่อนภาษีอื่น ๆ เพิ่มเติม ค่าภาษีที่ต้องจ่ายก็อาจจะลดลง รวมถึงโอกาสได้รับเงินคืนภาษีก็จะมากขึ้นอีก

รายการลดหย่อนภาษี

เพื่อให้มีโอกาสในการได้รับเงินคืนที่มากขึ้น การมีรายการใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีเงินได้สามารถนำไปหักออกจากเงินได้ หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วเพิ่มเติมได้ โดยในปี 2567 นี้ กรมสรรพากรมีรายการลดหย่อนภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ ดังนี้

ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัวและครอบครัว

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท สำหรับผู้มีเงินได้ทุกคน
  • ค่าลดหย่อนสำหรับคู่สมรส 60,000 บาท โดยที่คู่สมรสต้องไม่มีรายได้
  • ค่าลดหย่อนสำหรับบุตร คนละ 30,000 บาท บุตรคนที่ 2 ที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 ลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนสำหรับฝากครรภ์ และค่าคลอดบุตร หักลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนสำหรับเลี้ยงดูพ่อแม่ คนละ 30,000 บาท โดยที่พ่อแม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี และมีอายุ 60 ปีขึ้นไป
  • ค่าลดหย่อนสำหรับดูแลผู้พิการ ทุพพลภาพ คนละ 60,000 บาท โดยที่ผู้พิการต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี และต้องมีบัตรประจำตัวผู้พิการ

ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มการลงทุน

  • ค่าลดหย่อนสำหรับลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนสำหรับลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนสำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/สงเคราะห์ครู 15% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนสำหรับกองทุนบำเน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตบำนาญ 15% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ไม่เกิน 30,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนสำหรับกองทุนไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) 30% ของรายได้ ไม่เกิน 300,000 บาท โดยวงเงินลงทุนของ Thai ESG จะไม่ถูกนับรวมกับกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ

หมายเหตุ : SSF, RMF กองทุนสำรองรองเลี้ยงชีพ, กบข., ประกันบำนาญ, กองทุนการออมแห่งชาติ ลดหย่อนภาษีรวมไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อบวกกับ Thai ESG 300,000 บาท สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดรวมกัน 800,000 บาท

ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มประกัน

  • ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพ ไม่เกิน 25,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปและประกันสะสมทรัพย์ ไม่เกิน 100,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนประกันสังคม มาตรา 33 ไม่เกิน 9,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนประกันสุขภาพพ่อแม่ ไม่เกิน 15,000 บาท

หมายเหตุ : เบี้ยประกันสุขภาพ ประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ รวมกัน จะลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจ

  • ค่าลดหย่อน Easy E-Receipt 2567 ไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนเที่ยวเมืองรอง 2567 ไม่เกิน 15,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนค่าสร้างบ้านใหม่ 2567-2568 ไม่เกิน 100,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 100,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนภาษีเงินลงทุนธุรกิจ Social Enterprise ไม่เกิน 100,000 บาท

ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มเงินบริจาค

  • ค่าลดหย่อนบริจาคทั่วไป ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
  • ค่าลดหย่อนการศึกษา กีฬา พัฒนาสังคม ประโยชน์สาธารณะและโรงพยาบาลของรัฐ 2 เท่าของเงินบริจาคจริงสูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
  • ค่าลดหย่อนพรรคการเมือง ไม่เกิน 10,000 บาท

ขั้นตอนยื่นเอกสารเสียภาษี

หลังจากรวบรวมเอกสาร และเตรียมรายการลดหย่อนครบเรียบร้อย ก็ถึงขั้นตอนการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ ภ.ง.ด. 91 สำหรับผู้ที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว และ ภ.ง.ด. 90 สำหรับผู้ที่มีรายได้อื่น ๆ นอกเหนือจากเงินเดือน โดยมีเอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับยื่นภาษี ดังนี้

  • หนังสือรับรองภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) โดยเป็นเอกสารที่แสดงถึงรายได้รวมทั้งปี หลังจากหักชำระกองทุน หรือเงินทุนสำรองต่าง ๆ
  • รายการลดหย่อนภาษีที่รวบรวมไว้ทั้งปี เช่น ค่าเลี้ยงดูบิดา-มารดา ค่าเลี้ยงดูบุตร เป็นต้น
  • เอกสารประกอบการลดหย่อนภาษีเพื่อประกอบการกรอกแบบฟอร์มยื่นภาษี เช่น จำนวนเงินที่ซื้อกองทุน เบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าหรือบริการ เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 1 : เข้าเว็บไซต์ของกรมสรรพากร

เข้าเว็บไซต์กรมสรรพากร และเลือกยื่นแบบออนไลน์ สำหรับใครที่ยังไม่มีบัญชีให้สมัครสมาชิก แล้วระบบจะให้กรอกข้อมูลส่วนตัว อาทิ เลขบัตรประจำตัวประชาชน, วันเดือนปีเกิด, เลขหลังบัตรประชาชน, ที่อยู่ และอีเมล พร้อมสร้างรหัสผ่านเพื่อใช้ในการเข้าสู่ระบบ E-filing

ขั้นตอนที่ 2 : เข้าสู่ระบบ E-filing ของกรมสรรพากร

กรอกเลขบัตรประชาชนในช่องชื่อผู้ใช้งาน พร้อมกรอกรหัสผ่าน และกดตกลงจากนั้นยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP 6 หลัก ผ่านเบอร์โทรศัพท์มือถือ

ขั้นตอนที่ 3 : เลือกยื่นแบบภาษีเงินได้ ภ.ง.ด. 90/91

อ่านและยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร จากนั้นกดเข้าสู่ระบบและเลือกยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 90/91

ขั้นตอนที่ 4 : กรอกข้อมูลผู้เสียภาษี

ตรวจสอบข้อมูลผู้เสียภาษี ได้แก่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด และสถานที่ติดต่อ จากนั้นเลือกสถานะ และกดถัดไป

ขั้นตอนที่ 5 : กรอกเงินได้

กรอกข้อมูลรายได้จากเงินเดือน โดยนำข้อมูลมาจากหนังสือรับรองภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) พร้อมกรอกเลขผู้จ่ายเงินได้ (เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัทที่ทำงาน)

และหากมีรายได้อื่นที่ไม่ใช่เงินเดือน เช่น รายได้จากฟรีแลนซ์ รับจ้างทั่วไป และวิชาชีพอิสระ, รายได้จากทรัพย์สิน และการทำธุรกิจ, รายได้จากการลงทุน และรายได้จากมรดกหรือได้รับมา ให้กรอกข้อมูลลงไปด้วย

ทั้งนี้สำหรับคนที่เปลี่ยนที่ทำงานระหว่างปีให้ขอหนังสือรับรองภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) กับที่ทำงานเก่าเพื่อนำมากรอกข้อมูลยื่นภาษีเงินได้

ขั้นตอนที่ 6 : กรอกค่าลดหย่อน

กรอกข้อมูลค่าลดหย่อนต่าง ๆ ที่มี เช่น ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา-มารดา ค่าลดหย่อนบุตร เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสมทบกองทุนประกันสังคม เบี้ยประกันชีวิต เบี้ยประกันสุขภาพ จำนวนเงินที่ซื้อกองทุน SSF RMF กองทุน Thai ESG และเงินบริจาค เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 7 : ตรวจสอบข้อมูล

ตรวจสอบข้อมูลเงินได้และค่าลดหย่อนทั้งหมดที่ได้กรอกไป โดยระบบจะทำการคำนวณภาษีที่ต้องชำระให้อัตโนมัติ ซึ่งหากมีการชำระภาษีไปแล้วระบบจะแจ้งยอดที่ชำระเกิน โดยสามารถขอคืนภาษีที่ชำระเกินได้ รวมถึงนำเงินภาษีที่ชำระเกินไปอุดหนุนพรรคการเมืองได้

ขั้นตอนที่ 8: ยืนยันการยื่นแบบ

เมื่อตรวจสอบข้อมูลครบถ้วนแล้ว กดยืนยันการยื่นแบบ เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วางแผนภาษี 2568 ต้องมีรายได้เท่าไหร่-รายการลดหย่อนอะไรบ้าง ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...