วัดพลัง ! ร่างกฎหมายใหญ่ฉบับ 2 ค่ายสี
เส้นทางการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพิ่งเริ่มตั้งไข่แต่เข้มข้นไม่แพ้ครั้งไหน เวทีกฎหมายนี้กำลังกลายเป็นสนามวัดพลังอำนาจของฝ่ายการเมืองครั้งสำคัญ ที่อาจกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศต่อไปอีกหลายปี เพราะอย่างไรเสียต้องไม่ลืมว่า กฎหมายที่กำลังพยายามผลักดันกันทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลนี้ คือกฎหมายร่มใหญ่ของประเทศ
21 ล้านเสียงที่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อการทำประชามติ ส่งสัญญาณดัง ๆ ไปยังฝ่ายการเมืองว่า พวกเขาต้องการ “กติกาใหม่” ต่อให้เป็นพรรคการเมืองที่ไม่ได้ให้น้ำหนักสำคัญกับภารกิจนี้ ก็ยากจะปฏิเสธข้อเท็จจริงจากคูหาประชามติครั้งนี้ได้
ดังนั้น เมื่อข้อถกเถียงเรื่องนี้ตกไป ข้อถกเถียงเรื่องใหม่จึงตามติดว่า ท้ายที่สุดแล้ว กระบวนการแบบไหนกันที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะใช้ในกระบวนการทำรัฐธรรมนูญ
ลำดับแรกที่มีการกล่าวถึง คือ กระบวนการได้มาซึ่ง สสร. นี่ยังไม่ถึงขั้นได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ำ แต่ข้อถกเถียงเห็นไม่ตรงกันเริ่มขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนนี้
พรรคภูมิใจไทยเสนอให้มี สสร.จำนวน 100 คน มาจากการคัดเลือกในระดับจังหวัดรวม 77 คน (จังหวัดละ 1 คน) และ สสร. ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ 23 คน คำถามสำคัญ คือ สสร.ระดับจังหวัดทั้ง 77 คนมีที่มาจากไหน
นี่คือเงื่อนปมแตกต่างแรกระหว่างร่างแก้ไขฉบับค่ายสีน้ำเงินและค่ายสีส้ม เพราะพรรคภูมิใจไทยยืนยันว่า สสร.จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เพื่อไม่ให้ขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผู้เลือก สสร.กลุ่มนี้จึงเป็น “ผู้แทนประชาชน” เพราะเมื่อได้บัญชีรายชื่อผู้สมัครจากแต่ละจังหวัด สมาชิกรัฐสภา (สส. 500 คนและ สว. 200 คน) จะทำหน้าที่ลงคะแนนเลือกบุคคลเหล่านั้นให้เป็น สสร.
นิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะที่ดูแลขับเคลื่อนกระบวนการทำรัฐธรรมนูญยืนยันว่า วิธีการนี้ถูกออกแบบอย่างเป็นธรรม เพราะ สส.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน พรรคที่ได้ สส.หลายคน ย่อมได้สัดส่วนเลือกตัวแทนเข้าไปทำรัฐธรรมนูญมากตามหลักประชาธิปไตย
ขยับมาฝั่งพรรคประชาชน พวกเขาออกแบบโครงสร้างให้มีคณะบุคคล 2 คณะทำงานคู่ขนานกัน คือ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 35 คน และ สภาที่ปรึกษา กมธ. ยกร่างฯ จำนวน 100 คน ที่จะมาจาก 77 จังหวัดตามฐานประชากร
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกำกับดูแลการผลักดันภารกิจนี้มาแต่ต้น ยืนยันหลักการร่างรัฐธรรมนูญของพรรค
1. ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ
2. ไม่ให้กระบวนการถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
3. ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว.ชี้ขาดว่า ร่างฉบับนั้นจะได้ไปถึงขั้นประชามติหรือไม่
เหมือนเช่นเคย พวกเขายืนยันว่า “จะไม่ระบุไว้ในหลักการว่าจะไม่แตะต้องหมวดที่ 1-2”
พริษฐ์ เปิดเผยกับรายการตอบโจทย์ (21 พ.ค. 2569) โดยอธิบายเหตุผลที่ยังคงหมวดที่ 1-2 ไว้ในกระบวนการทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยยกเหตุการณ์ ตัวอย่างดังนี้
“สมมติ สสร. ตัดสินใจว่าเราจะใช้ระบบสภาเดี่ยว (ไม่มีวุฒิสภา) ซึ่งเป็นที่ใช้กันในหลายประเทศที่เป็นรัฐเดี่ยวและเป็นประชาธิปไตย มันจะมีมาตราหนึ่งในหมวด 2 ที่กล่าวถึงวุฒิสภาอยู่ ในเชิงหลักการทางกฎหมายก็ต้องไปปรับปรุงตรงนั้นให้สอดคล้องกัน จะเห็นว่ามันเป็นการแก้เนื้อหาในหมวด 2 ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือไม่ได้ไปกระทบต่อระบอบการปกครองหรือรูปแบบรัฐ”
แม้สองค่ายการเมืองที่เสมือนเป็น 2 ขั้วความคิดในการผลักดันกฎหมายนี้ มีมุมมองแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในการทำรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ การทำประชามติที่ยังเหลืออีก 2 ครั้ง จะเป็นตัวชี้วัดอันสำคัญยิ่งว่า กระบวนการจะไปต่อได้ไกลขนาดไหน
เหตุว่าการทำประชามติครั้งแรกที่ผ่านด้วยเสียงสนับสนุนกว่า 21 ล้านเสียง ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าประชามติครั้งต่อไปจะราบรื่น เพราะคำถามจากนี้ไม่ใช่เพียง “เอารัฐธรรมนูญใหม่ไหม” หากแต่คือ “เชื่อมือใครให้เขียนมัน” และนั่นอาจเป็นโจทย์ท้าทายที่สุดของการเมืองไทยในเวลานี้
อุรชัย ศรแก้ว
ผู้ดำเนินรายการมุมการเมือง