โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ดาวโจนส์ร่วง 695 จุด ผวาจ้างงานพุ่ง กดดัน “เฟด” เบรกลดดอกเบี้ย

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 06 มิ.ย. เวลา 02.28 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. เวลา 02.28 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักในวันศุกร์ (5 มิ.ย.) โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 50,866.78 จุด ลดลง 695.15 จุด หรือ -1.35% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,383.74 จุด ลดลง 200.57 จุด หรือ -2.64% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,709.43 จุด ลดลง 1,121.53 จุด หรือ -4.18% ซึ่งได้รับแรงกดดันจากการดิ่งลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวลดลงหนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 หลังจากรายงานตัวเลขการจ้างงานเดือนพฤษภาคมของสหรัฐอเมริกาออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินให้มีความเข้มงวดมากขึ้น

ทั้งนี้ แรงเทขายได้กระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งก่อนหน้านี้มีการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จนดัชนี Nasdaq Composite และ S&P500 สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้หลายครั้ง การร่วงลงอย่างหนักของหุ้นกลุ่มชิปในครั้งนี้ กดดันให้ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลงรายวันรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ขณะที่ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor ทรุดตัวลงหนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) หายไปมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ดัชนี S&P500 ยังได้ยุติสถิติการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องถึง 9 สัปดาห์ติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่รอบก่อนหน้าที่สิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม 2566

นักวิเคราะห์จาก Carson Group ระบุว่า หลังจากราคาหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง 9 สัปดาห์ ในที่สุดแรงเทขายก็ปะทุขึ้น ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งกว่าคาดการณ์ ทำให้เฟดตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากต่อการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี ตลาดจึงเลือกเทขายหุ้นที่เคยเป็นผู้นำในการปรับตัวขึ้นก่อนหน้านี้ ด้านนักวิเคราะห์จาก Wells Fargo ประเมินว่า การร่วงลงของตลาดในรอบนี้ถูกขับเคลื่อนจากปัจจัยด้านการจัดพอร์ตการลงทุนมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน โดยมองว่าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์อยู่ในภาวะที่มีการซื้อมากเกินไป (Overbought) จึงเกิดแรงขายทำกำไร อย่างไรก็ตาม ยังไม่มองว่าเป็นจุดสิ้นสุดของแนวโน้มขาขึ้นสำหรับหุ้นกลุ่มนี้

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานเดือนพฤษภาคม โดยเพิ่มขึ้นถึง 172,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มากกว่า 2 เท่า ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ระดับ 4.3% รายงานดังกล่าวแม้จะสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับทำให้ความหวังเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดในระยะใกล้แทบจะหมดไป ขณะนี้ตลาดการเงินได้ให้น้ำหนักราว 42.7% ที่เฟดจะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group Inc. หรือ CME

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความหวังที่ลดลงต่อการยุติสงครามในตะวันออกกลางและการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสร้างความกังวลว่าแรงกดดันด้านราคาพลังงานอาจลุกลามจนกลายเป็นปัญหาเงินเฟ้อในวงกว้าง ทางด้านอิหร่านยังคงยืนยันให้การสนับสนุนกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ พร้อมเรียกร้องให้อิสราเอลถอนกำลังออกจากพื้นที่เลบานอนตอนใต้ ส่งผลให้ความพยายามในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งรวมถึงการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แม้ว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะได้พยายามเจรจาหยุดยิงไปแล้วถึง 3 ครั้ง และแม้ความรุนแรงในภาพรวมจะลดลง แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงมีการตอบโต้กันผ่านการโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง

ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมที่คำนวณในดัชนี S&P500 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวร่วงลงหนักที่สุดถึง 5.8% ขณะที่หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัวพบว่า Nvidia Corporation หรือ NVDA ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุด ร่วงลง 6.2% ขณะที่หุ้น Intel Corporation หรือ INTC, Micron Technology, Inc. หรือ MU, Advanced Micro Devices, Inc. หรือ AMD และ Broadcom Inc. หรือ AVGO ปรับตัวลดลงรุนแรงในระดับ 7.9% ถึง 13.3%

ทางด้านหุ้น Lululemon Athletica Inc. หรือ LULU ร่วงลง 8.6% หลังจากบริษัทได้ปรับลดคาดการณ์ผลกำไรตลอดทั้งปี และรายงานคาดการณ์กำไรในไตรมาสที่ 2 ต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ สวนทางกับหุ้น The Cooper Companies, Inc. หรือ COO ที่พุ่งขึ้น 8.6% หลังรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ส่วนหุ้นในกลุ่มคริปโทเคอร์เรนซี อย่าง Coinbase Global, Inc. หรือ COIN และ MicroStrategy Incorporated หรือ MSTR (ระบุในรายงานเบื้องต้นเป็น Strategy) ปรับตัวร่วงลง 7.1% และ 6.9% ตามลำดับ ซึ่งเป็นการปรับตัวลงตามแรงกดดันของราคาบิตคอยน์ที่ร่วงลง 4.1%

ขณะเดียวกัน S&P Global Inc. หรือ SPGI ระบุว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์คุณสมบัติของดัชนีหลัก ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดโอกาสที่บริษัท SpaceX ของนายอีลอน มัสก์ จะสามารถถูกนำเข้าคำนวณในดัชนี S&P500 ได้อย่างรวดเร็วหลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แม้บริษัทจะมีแผนในการทำเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกก็ตาม ทั้งนี้ S&P Dow Jones Indices เตรียมที่จะประกาศผลการปรับดัชนี S&P500 หลังปิดตลาด โดย Marvell Technology, Inc. หรือ MRVL ซึ่งมีมูลค่าตลาดมากกว่า 2.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นหนึ่งในบริษัทตัวเต็งที่มีโอกาสจะถูกเพิ่มเข้าสู่ดัชนีในรอบนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...