ทำไมเทศกาล 七夕 ถึงอ่านว่า “ทานาบาตะ” ? ย้อนที่มาจากพิธีโบราณของญี่ปุ่นสู่ตำนานสาวทอผ้าจากจีน
พูดถึงเทศกาลชื่อดังของญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคมก็ต้องเป็น เทศกาลทานาบาตะ (七夕) เทศกาลแห่งการขอพรจากดวงดาว ว่าแต่เพื่อน ๆ เคยสังเกตกันไหมคะว่าทำไมคันจิ 七夕 ถึงอ่านว่า “ทานาบาตะ” ทั้งที่ไม่ใช่เสียงอ่านปกติของคันจิคำนี้ ? เราไปหาคำตอบของเรื่องนี้ผ่านประวัติศาสตร์ของเทศกาลนี้กันค่ะ
ประเทศจีน เทศกาลชีซี (七夕节)
เรามาเริ่มจากฝั่งที่เป็นต้นกำเนิดของตำนานทานาบาตะอย่างประเทศจีนกันก่อนนะคะ ในประเทศจีนมี เทศกาลชีซี หรือชีซีเจี๋ย (七夕节 : qīxī jié) หากดูความหมายของอักษรจีน ตัว 七 คือเจ็ด และตัว 夕 คือยามเย็น/ค่ำ จึงมีความหมายตามตัวอักษรว่า “ค่ำคืนวันที่เจ็ด”
เทศกาลชีซีเป็นเทศกาลที่มีต้นกำเนิดจากตำนานความรักของนางฟ้าจือหนู่ว์หรือสาวทอผ้า (织女 : zhīnǚ) กับหนิวหลางหรือชายเลี้ยงวัว (牛郎 : niúláng) ที่ถูกกีดกันและได้รับอนุญาตให้พบกันได้ปีละครั้งในวันที่ 7 เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติ
แต่เดิมเป็นเทศกาลที่หญิงสาวจะทำพิธีขอพรให้มีฝีมือด้านการทอผ้าและเย็บปักถักร้อย ต่อมาจึงค่อย ๆ พัฒนามาเป็นเทศกาลแห่งความรัก เหล่าหนุ่มสาวจะแสดงความรักต่อกัน พากันไปทานอาหาร ซื้อของขวัญให้กัน ปัจจุบันจึงมักถูกเปรียบว่าเป็น “วันวาเลนไทน์ของจีน” และยังคงมีการจัดเทศกาลชีซีในวันที่ 7 เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติเช่นเดิม (หากเทียบกับปฏิทินสุริยคติจะตรงกับในเดือนสิงหาคม)
ประเทศญี่ปุ่น พิธีทานาบาตะ (棚機)
ตัดภาพมาที่ฝั่งประเทศญี่ปุ่น ในอดีตชาวญี่ปุ่นมี พิธีทานาบาตะ (棚機 : tanabata) ซึ่งเป็นพิธีกรรมของญี่ปุ่นโบราณก่อนที่จะรับวัฒนธรรมจากจีน คำว่าทานาบาตะ (棚機 : tanabata) เดิมหมายถึง กี่ทอผ้าหรือแท่นทอผ้าที่ใช้ในพิธี
พิธีทานาบาตะเป็นพิธีที่มักจัดขึ้นในช่วงก่อนฤดูเก็บเกี่ยวเพื่ออธิษฐานให้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์และชำระล้างสิ่งไม่ดี โดยมีหญิงสาวที่เรียกว่าทานาบาตะทสึเมะ (棚機津女 : tanabata tsume) เป็นหญิงพรหมจารีผู้ได้รับเลือกให้ประกอบพิธี เธอจะต้องแยกตัวจากผู้คนไปอยู่ในกระท่อมริมน้ำ ทอผ้าพร้อมกับอธิษฐานขอพร ก่อนนำผ้าที่ทอเสร็จไปถวายเทพเจ้า เชื่อกันว่าการทอผ้าเป็นการขอพรให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ ไม่มีโรคระบาด ปกป้องจากภัยพิบัติ และชำระล้างมลทิน
การผสมผสานสองวัฒนธรรม เทศกาลชีซีและพิธีทานาบาตะ
เมื่อญี่ปุ่นรับเอาทั้งตำนานและวัฒนธรรมเทศกาลชีซีจากจีนเข้ามาในช่วงสมัยนารา ความเชื่อดังกล่าวมีส่วนคล้ายกับพิธีทานาบาตะของญี่ปุ่นที่มีอยู่เดิม ฝั่งจีนมีนางฟ้าสาวทอผ้า ฝั่งญี่ปุ่นก็มีหญิงทอผ้าถวายเทพเจ้า ทั้งสองต่างก็มี “หญิงทอผ้า” เป็นตัวละครสำคัญ ทำให้เรื่องราวของทั้งสองฝั่งค่อย ๆ ซ้อนทับและผสมผสานกัน ความเชื่อเกี่ยวกับการทอผ้าเพื่อขอพรจึงถูกรวมเข้ากับตำนานของจีน จนเกิดเป็นเทศกาลทานาบาตะในรูปแบบของญี่ปุ่น และจัดงานเทศกาลในวันที่ 7 เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติเหมือนอย่างประเทศจีน
คนญี่ปุ่นได้นำชื่อพิธีทานาบาตะของตนเองมาใช้เรียกเทศกาลชีซีที่ได้รับมาจากจีน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคันจิ 七夕 ถึงอ่านว่า “ทานาบาตะ” นั่นเอง
การอ่านแบบนี้เรียกว่า จุคุจิคุง (熟字訓 : jyukujikun) คือการอ่านคันจิด้วยคำภาษาญี่ปุ่นเดิม ไม่ได้อ่านตามเสียงของตัวคันจิ เพราะโดยปกติแล้ว ตัว 七 จะอ่านว่า nana, shichi และตัว 夕 จะอ่านว่า yuu, seki แต่เมื่อรวมกันเป็น 七夕 จะอ่านว่า ทานาบาตะ ซึ่งเป็นชื่อเทศกาลที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน
ในเวลาต่อมา หลังจากญี่ปุ่นเปลี่ยนมาใช้ปฏิทินสุริยคติ เทศกาลทานาบาตะในหลายพื้นที่จึงเปลี่ยนมาจัดในวันที่ 7 กรกฎาคม (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ “วันทานาบาตะแบบดั้งเดิม” คืออะไร แถมยังไม่ใช่วันที่ 7 เดือน 7 !?) และธรรมเนียมการเขียนคำอธิษฐานลงบนกระดาษทังซาคุได้รับความนิยม เทศกาลทานาบาตะจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากพิธีทอผ้าของหญิงสาว มาเป็นเทศกาลที่ผู้คนทั่วไปเขียนคำอธิษฐานแขวนบนกิ่งไผ่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน
สรุปเนื้อหาจาก news.yahoo