โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ดีเอสไอฟ้อง 'ภาคิน กิตติธราดิลก' ฟอกเงิน คดีแชร์คอร์สสัมมนา 'ซิสเต็ม ปลั๊ก' ส่งสำนวนอัยการ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 21 ก.พ. 2566 เวลา 11.43 น. • เผยแพร่ 21 ก.พ. 2566 เวลา 11.26 น.

ดีเอสไอฟ้อง ‘ภาคิน กิตติธราดิลก’ ฟอกเงิน คดีแชร์คอร์สสัมมนา ‘ซิสเต็ม ปลั๊ก’ ส่งสำนวนอัยการ

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีพิเศษที่ 66/2563 กรณีนายภาคิน กิตติธราดิลก ผู้ต้องหา กระทำความผิดฐานฟอกเงินในความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้พนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ

โดยคดีพิเศษดังกล่าวเป็นคดีความผิดต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกันกับคดีพิเศษที่ 112/2560 กรณี บริษัท เดอะ ชิสเต็ม ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ จำกัด และบริษัท อินโนวิชั่น โฮลดิ้ง จำกัดโดยนายภูดิศ กิตติธราดิลก มีพฤติการณ์ร่วมกันหลอกลวงโดยประกาศโฆษณาต่อประชาชนทั่วไปหรือบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ว่าผู้ต้องหากับพวก มีกิจการรับประชาชนทั่วไปให้เข้าร่วมลงทุนหรือให้กู้ยืมเงิน โดยตกลงที่จะจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนในอัตราร้อยละ 7 ต่อสัปดาห์ และกำหนดจ่ายผลตอบแทนให้ทุกสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 52 สัปดาห์ (1 ปี) ทำให้มีประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมาเข้าร่วมลงทุนเป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ตกลง เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับความเสียหายจำนวน 2,653 คน รวมมูลค่าความเสียหาย 574,188,781.22 บาท

สำหรับคดีพิเศษที่ 66/2563 นี้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้อนุมัติให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผลถึงกลุ่มบุคคลที่ร่วมกระทำความผิดรายอื่นที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งจากการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2558 ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2560 เวลาใดไม่ปรากฏชัด ต่อเนื่องเกี่ยวพันกับนายภาคิน ผู้ต้องหา รับโอนเงินจากผู้ต้องหาในคดีพิเศษที่ 112/2560 ซึ่งเป็นเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐาน

ในขณะที่รู้อยู่แล้วว่าทรัพย์นั้นได้มาจากการกระทำความผิด โดยมีเจตนาเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หลายกรรมต่างกัน ตามจำนวนครั้งที่รับโอนและได้มาครอบครอง จำนวน 68 ครั้ง และการโอนต่อไปยังบุคคลอื่น จำนวน 7 ครั้ง รวมการทำธุรกรรมทั้งสิ้น 75 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 93,506,061.44 บาท โดยมีรัฐเป็นผู้เสียหาย

ผู้อำนวยการกองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ ในฐานะพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบการสอบสวนมีความเห็น “ควรสั่งฟ้อง” ผู้ต้องหาในความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 5 (1) (2) (3) และมาตรา 60 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ทั้งนี้ โดยได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ส่วนคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ 2 นำสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 66/2563 จำนวน 4 แฟ้ม 1,219 แผ่น ส่งพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย สำหรับผู้ต้องหาในคดีนี้ได้หลบหนี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงได้ขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับและได้ประกาศสืบจับไว้แล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...