ทำไม 'ยายกุย' ไม่รู้จัก 'พันท้ายนรสิงห์' ขุนนางในพระเจ้าเสือ มีตัวตนจริงไหม
ทำไม 'ยายกุย' ไม่รู้จัก 'พันท้ายนรสิงห์' ขุนนางในพระเจ้าเสือ มีตัวตนจริงไหม
ในละคร พรหมลิขิต EP.3 ช่วงหนึ่ง ตัวละครชื่อพุดตาน เดินทางย้อนเวลาไปโผล่ในยุคสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ จุลศักราช 1070 (พ.ศ.2251) พร้อมถามหา พันท้ายนรสิงห์ จากตัวละครชื่อยายกุย แต่ยายกุยได้ถามด้วยความฉงน เนื่องจากไม่รู้จัก พันท้ายนรสิงห์
ปัจจุบันเรื่องของ พันท้ายนรสิงห์ ถูกนำมาสร้างเป็นละครและภาพยนตร์ แต่ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่ามีจริงหรือไม่ สุจิตต์ วงษ์เทศ นักค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ให้ข้อมูลกับมติชนออนไลน์ว่า พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา (ร.4) ไม่ได้ระบุว่าพันท้ายนรสิงห์ชื่อจริงอะไร อายุเท่าไร เป็นลูกเต้าเหล่าใคร บ้านอยู่ไหน เมียชื่ออะไร มีลูกหรือยัง? ฯลฯ สรุปว่า แทบไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับพันท้ายนรสิงห์เลย
อย่างไรก็ตาม “พันท้าย” เป็นตำแหน่งที่มีอยู่จริงในอดีต มีหน้าที่ควบคุมทิศทางอยู่ท้ายเรือ คู่กับพันหัวอยู่หัวเรือ ถือศักดินา 100 ไร่ ส่วน “นรสิงห์” ไม่แน่ใจว่าเป็นชื่อบุคคลหรือสมญา แต่ที่แน่ๆ มีความหมายว่า ผู้มีกำลังห้าวหาญปานสิงห์
พันท้ายนรสิงห์ในที่นี้ เป็นพันท้ายเรือพระที่นั่งของพระเจ้าแผ่นดิน อยู่สังกัดกรมลำทรง (ในพระอัยการ ตำแหน่งนายทหารหัวเมือง ตราขึ้นยุคต้นอยุธยา ราว พ.ศ.2000)
สุจิตต์ มองว่า พันท้ายนรสิงห์เป็นเพียงตัวเอกของ “นิทาน” แทรกในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาแผ่นดินพระเจ้าเสือ (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2245-2251)
ขณะที่เว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรม ระบุว่า เรื่อง พันท้ายนรสิงห์ ปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับชำระสมัยต้นรัตนโกสินทร์ แต่กลับไม่มีเรื่องในพระราชพงศาวดารฉบับสมัยอยุธยา กรณีพันท้ายนรสิงห์ตามเนื้อเรื่องพระราชพงศาวดาร ระบุว่าเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าเสือ
ว่าตามความในพระราชพงศาวดาร พันท้ายนรสิงห์เป็นผู้ผิดทำเรือพระที่นั่งเอกชัยหักจริง เพราะคลองโคกขามที่ทรงเสด็จจะไปออกปากน้ำสาครบุรีนั้น “คลองที่นั่นคดเคี้ยวนักแลพันท้ายนรสิงห์ซึ่งถือท้ายเรือพระที่นั่งคัดแก้ไขมิทันที และศีรษะเรือพระที่นั่งนั้นโดนกระแทกกิ่งไม้อันใหญ่เข้า ก็หักตกลงในน้ำ” พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหมอบรัดเลย์. (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โฆษิต, 2549), หน้า 381.
หลังกรณีพันท้ายนรสิงห์ ก็มีการขุดลอกคลองโคกขาม โดยประเด็นเหตุผลของการขุดปรับปรุงคลองนี้ไม่ให้คดเคี้ยวและตื้นเขินก็เพื่อประโยชน์ต่อการค้าทั้งภายในและภายนอก เพราะใช้เป็นทางออกไปสู่ย่านบริเวณปากน้ำสาครบุรี แต่เหตุผลเรื่องนี้ก็ไม่เป็นที่ทราบแพร่หลาย จึงกลายเป็นช่องว่างให้เกิดการเติมเหตุผลเข้าไปให้แก่การขุดคลอง คือวีรบุรุษบ้านๆ ซื่อๆ อย่างพันท้ายนรสิงห์ ทั้งๆ ที่ความผิดฐานทำหัวเรือพระที่นั่งหักนั้น ไม่ถือเป็นความผิดของนายท้ายเรือเพียงคนเดียว เพราะคนคัดเรือนั้นมีหลายคน
ขณะที่เนื้อความในพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติช มิวเซียม ที่ปรากฏถึง พันท้ายนรสิงห์นั้น มีดังนี้
อยู่มาครั้งหนึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จด้วยพระชลพาหนะออกไปประพาส ณ เมืองเพชรบุรี และเสด็จไปประทับแรมอยู่ ณ พระราชนิเวศน์ตำบลโตนดหลวง ใกล้ฝั่งพระมหาสมุทร และที่พระตำหนักนี้เป็นที่พระตำหนักเคยประพาสมหาสมุทรมาแต่ก่อน ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรบรมราชาธิราชบพิตรเป็นเจ้านั้น และสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ก็เสด็จด้วยพระที่นั่งมหานาวาท้ายรถ แล่นไปประพาสในท้องพระมหาสมุทรตราบเท่าถึงตำบลเขาสามร้อยยอด และทรงเบ็ดตกปลาฉลามและปลาอื่นเป็นอันมาก แล้วเสด็จกลับมา ณ ตำหนักโตนดหลวง และเสด็จเที่ยวประพาสอยู่ดังนั้นประมาณ 15 เวร จึ่งเสด็จกลับยังกรุงเทพมหานคร ลุศักราชได้ 1066 ปีวอก ฉศก
ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินเสด็จด้วยเรือพระที่นั่งเอกชัย จะไปประพาสทรงเบ็ด ณ ปากน้ำเมืองสาครบุรี ครั้นเรือพระที่นั่งไปถึงตำบลโคกขาม และคลองที่นั้นคดเคี้ยวนัก และพันท้ายนรสิงห์ซึ่งถือท้ายเรือพระที่นั่งคัดแก้ไขมิทันที และศีรษะเรือพระที่นั่งนั้นโดนกระทบกิ่งไม้อันใหญ่เข้า ก็หักตกลงในน้ำ
พันท้ายนรสิงห์เห็นดังนั้นก็ตกใจ จึ่งโดดขึ้นเสียจากเรือพระที่นั่ง และขึ้นอยู่บนฝั่งแล้วร้องกราบทูลพระกรุณาว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท (ปก) เกล้า พระราช-อาญาเป็นล้นเกล้า ขอจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ทำศาลขึ้นที่นี้สูงประมาณเพียงตา แล้วจงตัดเอาศีรษะข้าพระพุทธเจ้ากับศีรษะเรือพระที่นั่งซึ่งหักตกน้ำลงไปนั้น ขึ้นบวงสรวงไว้ด้วยกันที่นี้ ตามพระราชกำหนดในบทพระอัยการเถิด
จึ่งมีพระราชโองการตรัสว่า ไอ้พันท้าย ซึ่งโทษเอ็งนั้นถึงตายก็ชอบอยู่แล้ว แต่ทว่าบัดนี้กูจะยกโทษเสีย ไม่เอาโทษเอ็งแล้ว เอ็งจงคืนมาลงเรือไปด้วยกูเถิด ซึ่งศีรษะเรือที่หักนั้น กูจะทำต่อเอาใหม่ แล้วเอ็งอย่าวิตกเลย พันท้ายนรสิงห์จึ่งกราบทูลว่า ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดมิให้เอาโทษข้าพระพุทธเจ้านั้น พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ แต่ทว่าจะเสียขนบธรรมเนียมในพระราชกำหนดกฎหมายไป และซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมาละพระราชกำหนดสำหรับแผ่นดินเสียดงนี้ ดูมิควรยิ่งนัก นานไปภายหน้าเห็นว่าคนทั้งปวงจะล่วงครหาติเตียนดูหมิ่นได้ และพระเจ้าอยู่หัวอย่าทรงพระอาลัยแก่ข้าพระพุทธเจ้าผู้ถึงแก่มรณโทษเลย จงทรงพระอาลัยถึงพระราชประเพณี อย่าให้เสียขนบธรรมเนียมไปนั้นดีกว่า
อันพระราชกำหนดมีมาแต่บุราณนั้นว่า ถ้าและพันท้ายผู้ใดถือท้ายเรือพระที่นั่ง ให้ศีรษะเรือพระที่นั่งนั้นหัก ท่านว่าพันท้ายผู้นั้นถึงมรณโทษ ให้ตัดศีรษะเสีย และพระเจ้าอยู่หัวจงทรงพระกรุณาโปรดให้ตัดศีรษะข้าพระพุทธเจ้า เสีย ตามโบราณราชกำหนดนั้นเถิด จึ่งมีพระราชดำรัสสั่งให้ฝีพายทั้งปวง ปั้นมูลดินเป็นรูปพันท้ายนรสิงห์ขึ้น แล้วก็ให้ตัดศีรษะรูปดินนั้นเสีย แล้วดำรัสว่าไอ้พันท้าย ซึ่งโทษเอ็งถึงตายนั้น กูจะประหารชีวิตเอ็งเสีย พอเป็นเหตุแทนตัวแล้ว เอ็งอย่าตายเลย จงกลับมาลงเรือไปด้วยกับกูเถิด
พันท้ายนรสิงห์เห็นดังนั้น ก็มีความละอายนัก ด้วยกลัวว่าจะเสียพระราชกำหนดโดยธรรมเนียมโบราณไป เกรงคนทั้งปวงจะครหาติเตียนดูหมิ่นในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งตนได้ สู้เสียสละชีวิตของตัวมิได้อาลัย จึ่งกราบทูลไปว่าขอพระราชทานซึ่งทรงพระกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้าทั้งนี้ พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ แต่ทว่าซึ่งตัดศีรษะรูปดินแทนตัวข้าพระพุทธเจ้าดังนี้ ดูเป็นทำเล่นไป คนทั้งหลายจะล่วงครหาติเตียนได้ ขอพระองค์จงทรงพระกรุณาโปรดตัดศีรษะข้าพระพุทธเจ้าเสียโดย ฉันจริงเถิด อย่าให้เสียขนบธรรมเนียมในพระราชกำหนดไปเลย ข้าพระพุทธเจ้าจะขอกราบทูลฝากบุตรภรรยาแล้ว ก็จะกราบถวายบังคมลาตายไปโดยลักษณยถาโทษอันกราบทูลไว้นั้น
สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินตรัสได้ทรงฟังดังนั้น ก็ดำรัสวิงวอนไปเป็นหลายครั้ง พันท้ายนรสิงห์ก็มิยอมอยู่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระมหากรุณาภาพแก่พันท้ายนรสิงห์เป็นอันมาก จนกลั้นน้ำพระเนตรนั้นไว้มิได้ จำเป็นจำทำตามพระราชกำหนด จึ่งดำรัสสั่งนายเพชฌฆาตให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์เสีย แล้วให้ทำศาลขึ้นสูงเพียงตา และให้เอาศีรษะพันท้ายนรสิงห์กับศีรษะเรือพระที่นั่งซึ่งหักนั้น ขึ้นพลีกรรมไว้ด้วยกันบนศาลนั้น แล้วให้ออกเรือพระที่นั่งไปประพาสทรงเบ็ด ณ ปากน้ำเมืองสาครบุรี แล้วเสด็จกลับยังพระมหานคร และศาลเทพารักษ์ที่ตำบลโคกขามนั้น ก็มีปรากฏมาตราบเท่าทุกวันนี้