โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"โคมลอย" และ "ซึมทราบ" ศัพท์สแลงสมัยรัชกาลที่ 5 มีที่มาอย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 ก.ย 2565 เวลา 04.52 น. • เผยแพร่ 05 ก.ย 2565 เวลา 10.43 น.
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระอักษร (ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ถ้อยคำหรือสำนวนที่เรียกว่า“ศัพท์สแลง” หรือที่ในสมัยรัชกาลที่ 5 เรียกว่า“ศัพท์แผลง” เป็นศัพท์ที่เกิดขึ้นมากมายทั้งที่แพร่หลายทั่วไปและนิยมใช้กันในหมู่เจ้านายและขุนนาง บางศัพท์ก็ได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน บางศัพท์ก็ไม่มีใครใช้ต่อจนจางหายไปเอง

รัชกาลที่ 5 ทรงนำ “ศัพท์แผลง” มาใช้พระราชนิพนธ์ใน“กลอนไดเอรีซึมทราบ” ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ในปี 2431 เช่นคำว่า โคมลอย, บ๊ะ, สับพี, กู๋กู, สวิต, มะหลึกตึก, เย, โก๋, เม๊ก, ป๊อด, โก้งโค้ง ฯลฯ แน่นอนว่าศัพท์เหล่านี้ได้รับอิทธิพลมาจากชาวตะวันตกและชาวจีน

คำว่า “ซึมทราบ” เองเป็น “ศัพท์แผลง” ในสมัยนั้น และเป็นสาเหตุในการทรงพระราชนิพนธ์ “กลอนไดเอรีซึมทราบ” นี้ด้วย ดังที่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า“มูลเหตุอีกอย่าง 1 เกิดแต่ทรงเบื่อหน่ายหนังสือชนิด 1 ซึ่งเจ้านายเรียกกันว่าอย่าง ‘ซึมทราบ’ คือผู้แต่งไม่รู้จักถ้อยคำไม่รู้จักอักษร รู้แต่กลอนก็แต่งไป แต่ยังมีคนพอใจอ่าน จึงทรงแต่งบทกลอนอย่างซึมทราบล้อเล่นบ้าง ในจำพวกนี้มีหลอนไดเอรีซึมทราบ…”

ส่วนคำว่า“โคมลอย” หมายความว่าเหลวไหลไม่มีมูล ที่มาของคำนี้มีอธิบายอยู่ในพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ฯ พระราชทานแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถฯ (พิมพ์ในปี 2463) ความว่า

“คำว่า โคม นี้ มีความหมายตามศัพท์แผลงใช้กันว่า พูดฤาทำอะไรไม่กินความกัน ฤาไม่เข้ากับเรื่อง ฤาพูดหลงใหลไป ฤาพูดโดยไม่มีเค้ามูลที่เห็นว่าควรจะพูดอย่างนั้น แต่แรกใช้กันว่าโคมลอย เกิดจากหนังสือพิมพ์อังกฤษฉบับหนึ่ง ชื่อฟัน มีรูปโคมลอยอยู่ที่ชื่อน่าต้นของหนังสือนั้น และในหนังสือพิมพ์นี้ มักมีความซึ่งกล่าวตามอย่างตลก ๆ ในภาษาอังกฤษ ดูไม่ใคร่จะเข้ากับเรื่อง…”

“ศัพท์แผลง” ทั้งหลายเมื่อเวลาผ่านไป บางคำก็คงอยู่ บางคำก็จางหายไป บางคำก็แปรเปลี่ยนความหมายไปจากเดิม ดังคำว่า “ซึมทราบ” ที่ในปัจจุบันแปลว่า “รู้ละเอียด” ทั้งที่ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีความหมายไปในทาง รู้แต่เพียงผิวเผิน คือเป็นผู้ที่แต่งหนังสืออย่าง “ซึมทราบ” คือแต่งโดยไม่รู้จักถ้อยคำ ไม่สันทัดด้านภาษา เพียงแต่รู้วิธีแต่งกลอนก็แต่งไป

ส่วนคำว่า “โคมลอย” ที่ในปัจจุบันแปลว่า“(ปาก) ว. ไม่มีมูล, เหลวไหล” ซึ่งยังคงความหมายไว้เช่นเดิม

คำว่า “เหลวไหล” นี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เป็นคำที่มีที่มาจากคำว่า“เหลว” เป็น “ศัพท์แผลง” ที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ดังที่ พระยาประสาปนกิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) บันทึกว่า

“ถ้อยคำที่พูดกันว่า ‘เหลว’ นี้ เกิดขึ้นเพราะพระจอมเกล้าฯ พระพุทธเลิศหล้าฯ รับสั่งให้พระจอมเกล้าฯ ถามความอะไร ข้าฯ จำไม่ได้ ลืมไป ว่าพระพุทธเลิศหล้าฯ รับสั่งถามพระจอมเกล้าฯ ว่าความเรื่องนั้นไม่ได้ความอย่างไร พระจอมเกล้าฯ ทูลเหลวไปเสียแล้ว เอาจริงยังไม่ได้ ท่านจึงรับสั่งว่า ให้มันข้นเข้าเสียเอาจริงให้ได้ คำเหลวนี้จึงได้พูดกันต่อมา…”

“ศัพท์แผลง” จากสมัยรัชกาลที่ 2 นิยมใช้กันเรื่อยมา จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ยังใช้คำนี้กันโดยทั่วไป สันนิษฐานว่าได้มีการคำว่า “เหลว” มาประสมกับคำว่า “ไหล” กลายเป็น “เหลวไหล” ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “เหลว” โดยคำว่า “เหลวไหล” ยังคงใช้กันอยู่ ส่วนคำว่า “เหลว” กลับไม่นิยมใช้กันแล้ว

“ศัพท์แผลง” ในอดีตอาจกลายเป็นศัพท์ธรรมดาที่ใช้กันในยุคต่อมา และ “ศัพท์สแลง” ในยุคปัจจุบัน ก็อาจกลายเป็นศัพท์ธรรมดาในยุคอนาคตก็เป็นได้

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (2470). กลอนไดเอรีซึมทราบกับตามเสด็จไทรโยค. สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า โปรดให้พิมพ์ประทานช่วย พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าหญิงผ่อง ในงานทรงบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชันษาครบ 60 ปี บริบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2470. กรุงเทพฯ : โสภณพิพรรฒธนากร.

รายงานจากสำนักศิลปวัฒนธรรม. (สิงหาคม, 2547). ศัพท์แผลง. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 25 : ฉบับที่ 10.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 มกราคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...