โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เรื่องเล่า...เจ้าสัว "หวั่งหลี" การค้าจีน-ไทย 150 ปีก่อน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 ต.ค. 2566 เวลา 19.08 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 03.25 น.

ในบรรดามหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งในเมืองไทยเรานั้น ไม่ว่าจะมองไปที่ตระกูลไหนก็ล้วนเป็นตระกูลคนจีนที่บรรพบุรุษล่องเรือมาแสวงโชคในดินแดนอู่ข้าวอู่น้ำอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้

ตระกูล“หวั่งหลี” เป็นหนึ่งในนั้น เรื่องราวการล่องนาวาการค้าของตระกูลหวั่งหลี มีบันทึกในหนังสือ “ดุจนาวากลางมหาสมุทร” เขียนโดย คุณหญิงจำนงศรี (รัตนิน) หาญเจนลักษณ์ ซึ่งเป็นคนในเจเนอเรชั่นที่ 4 ของตระกูล โดยมีญาติพี่น้องร่วมค้นคว้าข้อมูล ช่วยกันถ่ายทอดคำบอกเล่า รวมถึงเดินทางย้อนกลับไปหาข้อมูลถึงต้นทาง หมู่บ้านโจ่ยโค่ย บ้านเกิดเมืองนอนของ “หวั่งหลี” ในเมืองจีน หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์แล้ว 9 ครั้ง ซึ่งจัดงานเปิดตัวฉบับพิมพ์ครั้งที่ 9 ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้

ดุจนาวากลางมหาสมุทร เล่าให้เห็นตั้งแต่เรื่องราวของบรรพบุรุษในแผ่นดินเกิด ก่อนจะล่องเรือผ่านทะเลจีนใต้มาสยาม และทำการค้าพาณิชย์จนรุ่งเรืองมั่งคั่ง

ข้อมูลจากหนังสือบอกว่า บรรพบุรุษของตระกูลหวั่งหลีที่มาตั้งรกรากในเมืองไทยเป็นคนแรกคือ นายตันฉื่อฮ้วง ที่ออกเรือเดินทางมาค้าขาย และมาถึงเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ. 2414 หรือช่วงต้นรัชกาลที่ 5 จอดเทียบท่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ย่านคลองสาน (ที่ตั้งบ้านหวั่งหลี และ ล้ง 1919 ในปัจจุบัน) ตันฉื่อฮ้วง ไม่ได้หนีความยากจนมาแบบ “เสื่อผืนหมอนใบ” อย่างที่เราเคยได้ยินในเรื่องเล่าของชาวจีนส่วนมาก แต่บิดาของเขาทำการค้าข้าวมีฐานะร่ำรวยในระดับหนึ่งแล้ว เขาเดินทางมาสยาม เพราะเห็นว่ามีความอุดมสมบูรณ์ เป็นโอกาสที่จะทำการค้าให้ร่ำรวยมั่งคั่งขึ้นไป

“ในช่วงนั้นกิจการห้างเคียงไท่ล้งในฮ่องกงมั่นคงพอสมควรแล้ว นายฉื่อฮ้วงจึงเข้ามาเปิดห้างขยายธุรกิจในประเทศไทย ชื่อห้างตั้งฮ้วงหลี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของตระกูลหวั่งหลี แต่อันที่จริงแล้วการเดินทางครั้งนี้มิใช่ครั้งแรกที่นายฉื่อฮ้วงเข้ามากรุงเทพฯ เขาเคยเดินทางมาค้าขายกับบิดาตั้งแต่ พ.ศ. 2401 (ค.ศ.1863)”

ตันฉื่อฮ้วง มีภรรยาอยู่ที่เมืองจีนแล้วหนึ่งคน แต่เมื่อมาทำการค้าที่เมืองไทยหลายปีก็มีภรรยาชาวไทยอีกคน ชื่อว่า “หนู” เป็นผู้หญิงในบ้าน “โปษ์กี่” ต้นตระกูลโปษยานนท์ มีลูกด้วยกัน 4 คน เป็นชาย 2 หญิง 2

นายตันลิบบ๊วย ลูกชายคนโตที่เกิดจากภรรยาไทย ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกของตระกูลหวั่งหลี ถูกส่งไปอยู่ที่หมู่บ้านโจ่ยโค่ยให้ภรรยาชาวจีนอบรมเลี้ยงดู ตามธรรมเนียมชาวจีน เมื่อบิดาเกษียณกลับไปอยู่เมืองจีน ตันลิบบ๊วยจึงกลับมาสานต่อกิจการในไทย

กิจการการค้าข้าวของนายลิบบ๊วยเติบโตก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว โรงสีข้าวที่เคยมี 2 โรงในรุ่นนายฉื่อฮ้วง เพิ่มจำนวนเป็น 5 โรงในสมัยนายลิบบ๊วย

เรื่องกิจการโรงสีข้าว ผู้เขียนได้แปลส่วนหนึ่งจากงานเขียนของ Suehiro Akira ซึ่งฉายภาพรวมธุรกิจค้าข้าวในยุคนั้นไว้ว่า

ในปี พ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1919) ชาวยุโรปได้ถอนการลงทุนในอุตสาหกรรมโรงสีข้าว (ในไทย) ออกไปจนหมด อีกด้านหนึ่ง คือกลุ่มคนจีนเฉพาะบางกลุ่มก็ได้ขยายกิจการในด้านนี้อย่างมากมาย

ในช่วงวิกฤตการณ์ข้าวจาก พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 และกว่าจะถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 (ค.ศ.1932) ก็มีเพียงสามกลุ่ม หรือสามครอบครัว ที่ครอบคลุมประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตข้าวของโรงสีทั้งหมดในกรุงเทพฯ สามกลุ่มนี้ คือ กลุ่มหวั่งหลี ภายใต้การนำของนายตันลิบบ๊วย กลุ่มลิ้มเฮงจั่น นำโดยนายโล้วเต็กชวน ต้นตระกูลบุญสุข และกลุ่มจิ้นเส็ง นำโดยนายม้าเลียบคุน ผู้เป็นต้นตระกูลของตระกูลบูลกุญ (มาบุญครอง)

ที่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงทศวรรษที่ 3 (ค.ศ.1930-1940) กลุ่มเหล่านี้ทั้งหมดได้ขยายกิจการของตนเองออกไปในธุรกิจแขนงอื่น ๆ ที่เคยอยู่ในมือของบริษัทของชาวยุโรป เช่น การธนาคาร การเดินเรือ

ในระยะที่นายลิบบ๊วยบริหารห้างตั้งฮ้วงหลี ได้เปลี่ยนชื่อกิจการจากเดิมเป็นบริษัทหวั่งหลี มีการตั้งฝ่ายการเงิน เพื่อความคล่องตัวในด้านการแลกเปลี่ยนเงินในกิจการของบริษัท และตั้งแผนกประกันเรือรวมทั้งสินค้า เพื่อป้องกันความเสียหายในการเดินเรือบรรทุกสินค้า

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงใน พ.ศ.2461 (ค.ศ.1918) นายลิบบ๊วยได้ตั้งห้างฮ่วงหลีจั่น เพื่อทำหน้าที่ ฮ่วยจี๊ หรือแลกเปลี่ยนและส่งเงินตราต่างประเทศ ห้างฮ่วงหลีจั่นต่อมาได้กลายเป็นบริษัทธนาคารหวั่งหลีจั่น และธนาคารหวั่งหลี ตามลำดับ ก่อนที่จะเป็นธนาคารนครธน ส่วนแผนกประกันภัยได้เปลี่ยนเป็นบริษัท หล่วงหลีประกันภัย และเป็นบริษัท นวกิจประกันภัย ในปัจจุบัน

นายลิบบ๊วยได้ร่วมกับนายกอฮุยเจี๊ยะ (กอฮักซิว) ก่อตั้งหอการค้าไทย-จีน ในปี พ.ศ.2453 (ค.ศ.1910) มีชื่อว่า “เสี่ยมเกียตงฮั้วจงเซียงหวย” (สโมสรพาณิชย์จีนแห่งกรุงสยาม) และเปลี่ยนชื่อหลายครั้ง จนเป็น “หอการค้าไทย-จีน” มาจนถึงปัจจุบัน

“ช่วงชีวิตที่นายลิบบ๊วยย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม ตรงกับปลายรัชกาลที่ 5 เป็นช่วงที่คนไทยบางกลุ่มเริ่มแสดงออกถึงความรู้สึกที่ว่า คนจีนที่เข้ามาทำมาหากินในสยาม ก็คือส่วนหนึ่งของ “ยิวตะวันออก” เป็นความรู้สึกที่เกิดจากมุมมองที่เห็นว่า คนจีนได้กระจายออกไปทั่วภาคพื้นเอเชีย เพื่อทำมาหากินสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยจากการเอาเปรียบชนดั้งเดิมของประเทศ เช่นเดียวกับที่ชาวยิวได้กระทำกับชาวยุโรป”

นี่เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่ปรากฏในหนังสือเล่มสำคัญของตระกูล “หวั่งหลี” ที่ไม่ใช่แค่บันทึกของวงศ์ตระกูลที่ “คนใน” เอาไว้อ่านกันเอง แต่เป็นหนังสือที่ฉายภาพการค้าวาณิชในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ร้อยกว่าปีที่แล้ว เรื่อยมา รวมถึงสะท้อนวิถีชีวิตชาวจีนในแผ่นดินไทยหลายแง่มุม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...