"ไพรทิพ" ผักทอดแวกคั่มตั้งเป้าโต 30% ผุดโรงงานใหม่รับออร์เดอร์ "อเมริกา-ยุโรป"
“ไพรทิพ” ยอดขายผัก-ผลไม้ทอดสุญญากาศโตรับเทรนด์อาหารสุขภาพ สวนกระแสเศรษฐกิจขาลง เร่งลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ขยายกำลังการผลิตรับออร์เดอร์ “อเมริกา-ยุโรป-รัสเซีย-ญี่ปุ่น-มาเลเซีย” ตั้งเป้ายอดขายปี 2563 ยอดรายได้เพิ่มขึ้นอีก 30% ชี้กระเจี๊ยบเขียวขายดีสุด
นางกัลยา จึงสมานญาติ ผู้บริหาร บริษัท ไพรทิพ แบรนด์ จำกัด ผู้ผลิตผักและผลไม้แปรรูป ภายใต้แบรนด์ Pritip เปิดเผย“ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ เพื่อขยายกำลังการผลิตผักและผลไม้ด้วยการทอดสุญญากาศจากประมาณ 2,000 กว่าซอง/วัน เพิ่มเป็น 5,000-10,000 ซอง/วัน มูลค่าการลงทุนประมาณ 15 ล้านบาท เพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นมา
ปัจจุบันโรงงานก่อสร้างไปแล้วประมาณ 80% คาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกิน 6 เดือนนี้ ทั้งนี้เมื่อก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่แล้วเสร็จ ปี 2563 ตั้งเป้ายอดรายได้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 30% จากปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 6-10 ล้านบาทต่อปี จะเพิ่มเป็น 15-20 ล้านบาท/ปี หรือเฉลี่ย 2 ล้านบาท/เดือน และจะคืนทุนภายในประมาณ 5-7 ปี อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาบริษัทมียอดรายได้เติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่องประมาณ 10-20% ทุกปี
“เราเป็นบริษัทเล็ก ๆ นำผักผลไม้มาแปรรูปโดยใช้เทคโนโลยีการทอดอาหารด้วยเครื่องทอดสุญญากาศ (vacuum fryer) กำลังการผลิตประมาณ 2,000 กว่าซอง/วัน เมื่อผลิตบรรจุในซองเรียบร้อยก็ส่งขายเลยไม่มีการสต๊อกสินค้า แต่เราอยากได้กำลังการผลิตที่ 5,000-10,000 ซอง/วัน เพราะที่ผ่านมาหากมีออร์เดอร์เข้ามาเยอะเราไม่สามารถผลิตสินค้าให้กับลูกค้าได้ทัน เพียงแต่เพิ่มรอบการผลิตจนบางครั้งเครื่องจักรน็อกจนต้องหยุดทำงาน เรารับออร์เดอร์ขนาดใหญ่ไม่ได้เลย ออร์เดอร์ขนาดใหญ่บางครั้งมีมากถึง 5 ตู้คอนเทนเนอร์ การผลิตสินค้าขนาด 1 ตู้คอนเทนเนอร์ เราจะต้องใช้เวลากว่า 1-2 เดือน ฉะนั้นการขยายโรงงานจะสามารถผลิตสินค้าให้กับลูกค้าได้ในเวลาเพียง 10-20 วัน โดยเงินค่าก่อสร้างโรงงานกู้มาจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)” นางกัลยากล่าว
สำหรับการแปรรูปจะใช้วัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐานหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (good agriculture practices : GAP) มีหลายชนิด เช่น บร็อกโคลี มาจากจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย, กล้วย เห็ดหอม และกระเจี๊ยบ มาจากจังหวัดนครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี หลังผ่านกระบวนการแปรรูปและบรรจุซองเก็บไว้ได้ 1 ปี โดยไม่ใช้วัตถุกันเสีย โดยจะใช้วัตถุดิบเพียงตัวเดียวในแต่ละวัน เช่น หากแปรรูปกระเจี๊ยบปริมาณ 300-500 กก.ต้องทำให้เสร็จภายใน 1 วันเท่านั้น เพื่อคงรสชาติของผักให้คงอยู่ หากเก็บไว้ข้ามวันแล้วมาแปรรูปคุณภาพของรสชาติจะลดลง บางครั้งผักเหี่ยวเฉาหรือใบเหลืองจะเสียรูปทรงในการแปรรูป ทั้งนี้การผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพดีถือเป็นจุดขายของแบรนด์ Pritip ที่ยังคงคุณค่าทางสารอาหารไว้ได้อย่างครบถ้วนไม่ต่างกันกับการรับประทานผักสด และถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกช่วงวัยให้
รับประทานผักและผลไม้ได้ง่ายขึ้น
นางกัลยากล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันไพรทิพได้รับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และได้รับมาตรฐานอาหารฮาลาล รองรับคุณภาพสินค้าส่งขายตามร้านอาหารสุขภาพในประเทศไทย เช่น เลมอนฟาร์ม ดอยคำ ร้านอาหารสุขภาพ ตามโรงพยาบาล รวมถึงตลาดออนไลน์ทุกช่องทาง พร้อมเป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้า (OEM) ให้กับบริษัทต่าง ๆ อีก 3-4 ราย และกำลังทำมาตรฐานการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (hazard analysis critical control point-HACCP) เพื่อส่งออกไปอเมริกา ยุโรป รัสเซีย ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ที่สนใจติดต่อสั่งออร์เดอร์เข้ามาเป็นจำนวนมาก
“จุดเด่นของเราคือการคงคุณภาพในการแปรรูปสินค้าไว้และซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เราเริ่มจับกลุ่มลูกค้าภายในจังหวัดนครปฐมก่อนขยายไปยังจังหวัดอื่นและต่างประเทศเป็นลำดับ ผลตอบรับดีพอใช้ได้ แม้ส่วนแบ่งการตลาดเรายังน้อย แต่เราสามารถพัฒนาตัวเองเพื่อแย่งสัดส่วนการตลาดได้อีกมาก เพราะหลายคนยังไม่รู้จักสินค้าเรา ที่สำคัญคือผู้บริโภคเริ่มสนใจเทรนด์อาหารสุขภาพมากขึ้น อยู่ที่ว่าใครจะจับกลุ่มลูกค้าหรือการทำการตลาดได้มากกว่ากัน ตอนนี้เราจะแพ้คนอื่นด้านการทำตลาดให้หลากหลาย เพราะเราเป็นโรงงานขนาดเล็ก มีต้นทุนค่อนข้างจำกัด”
นางกัลยากล่าวต่อไปว่า บริษัทเริ่มตั้งต้นทำธุรกิจจากวิสาหกิจชุมชน จากนั้นแยกมาจัดตั้งบริษัททำการผลิตชาใบหม่อนขาย แต่ไม่สามารถทำการต่อยอดได้ จากนั้นเริ่มเห็นโอกาสที่ จ.นครปฐม มีเกษตรกรปลูกผักเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกระเจี๊ยบเขียว มีจุดรับซื้ออยู่ที่อำเภอบางเลน ดอนตูม กำแพงแสน มีการคัดเลือกผลสดส่งไปขายที่ประเทศญี่ปุ่น ส่วนที่ไม่ผ่านการคัดเลือกจะส่งต่อให้บริษัท จึงหันมาแปรรูปผักผลไม้แทน โดยเฉพาะกระเจี๊ยบเขียวถือว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีที่สุด และขายดีที่สุดเช่นกัน
สภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อยอดขายของบริษัท ธุรกิจค่อนข้างทรงตัว แต่โดยภาพรวมถือว่าธุรกิจยังเดินหน้าไปได้ โดยลูกค้าเก่าก็ยังอยู่ และมีลูกค้ารายใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ และยังช่วยคนในพื้นที่กว่า 10 ครอบครัวให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จากเป็นอาชีพเสริมก็กลายมาเป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้หลักหมื่นบาทต่อเดือน เด็กรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงานมีรายได้กว่า 2-3 หมื่นบาท/เดือน