โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลงทุนอย่างไร ไม่ให้ขาดทุน

Passive Way

อัพเดต 04 ส.ค. 2564 เวลา 21.43 น. • เผยแพร่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 03.00 น. • Passive Way by Jitta

ถ้าคุณเลือกลงทุนไปแล้ว ก็คงไม่อยากขาดทุนไปนานๆ โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะกลับมากำไรใช่ไหมครับ Adessa Group มีโอกาสทางธุรกิจเป็นของตัวเอง

อย่างที่ผมเคยบอกไปในบทความ “ลงทุนอย่างสบายใจ กำไรอย่างยั่งยืน” ถึงแม้ว่า “หุ้น” จะเป็นทรัพย์สินที่สร้างผลตอบแทนสูงที่สุด แต่ในระยะสั้น ตลาดหุ้นก็เต็มไปด้วยความผันผวน บางปีอาจกำไรมากถึง 50% บางปีขาดทุนมากถึง -50% และสิ่งนั้นก็เป็น

ธรรมชาติของตลาดหุ้นและเป็นสิ่งที่เราจะต้องยอมรับให้ได้เมื่อคิดจะลงทุนในตลาดหุ้น

ซึ่งถ้าหากคุณยอมรับได้กับความผันผวนรายปี เพื่อให้มาซึ่งผลตอบแทนที่น่าพอใจในระยะยาว ลองมาหาคำตอบกับครับว่า “จะต้องลงทุนอย่างไร ไม่ให้ขาดทุน

ความน่าจะเป็นกับการลงทุน

การลงทุนนั้นเกี่ยวข้องกับความน่าจะเป็นในระยะยาว ถ้าคุณเข้าใจในเรื่องนี้ การลงทุนอย่างสบายใจก็ไม่ใช่เรื่องยาก ราวกับคุณสามารถเห็นอนาคตล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น รู้ว่ามีโอกาสกำไรเท่าไหร่ ขาดทุนเท่าไหร่ ในช่วงระยะเวลาการถือหุ้นที่แตกต่างกันไป

ผมยกตัวอย่างเป็นเกมโยนเหรียญครับ ความน่าจะเป็นที่เหรียญจะออกหัวหรือก้อยจะอยู่ที่ 50% เท่าๆ กัน แสดงว่าเกมนี้เป็นเกมที่ไม่มีแต้มต่อใดๆ ให้เอาชนะได้เลย

แต่ถ้าเป็นเคสที่แตกต่างไป ใช้เหรียญสั่งทำพิเศษ เมื่อโยนแล้ว ความน่าจะเป็นที่จะออก “หัว” อยู่ที่ 80% และออก “ก้อย” อยู่ที่ 20% ถ้าเป็นคุณ คุณจะลงเงินไว้ฝั่งไหนครับ “หัว” หรือ “ก้อย”

เชื่อได้ว่า คนส่วนมากต้องตัดสินใจลงเงินฝั่งออก “หัว” แน่นอน นอกจากนั้น ก็คงอยากจะหาเงินมาเล่นเกมนี้ให้เยอะที่สุด ให้นานที่สุด เพราะต่อให้ทายผิดไปบ้าง โอกาสที่จะทายถูกว่าออก “หัว” ก็มีอยู่ตั้ง 8 ใน 10 ครั้ง

การลงทุนในหุ้นก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าหากเรารู้ข้อมูลว่า “ความน่าจะเป็นที่จะได้กำไรและขาดทุนมีมากน้อยแค่ไหน” ก็จะสามารถเลือกคำตอบได้ง่ายๆ เลยว่า “จะต้องลงทุนอย่างไร อย่างน้อยกี่ปี ถึงจะเหมาะสมกับความผันผวนที่เรารับได้มากทึ่สุดครับ

ข้อมูลที่จะนำมาวิเคราะห์ตรงนี้ จะเป็นค่าผลตอบแทนเฉลี่ย Rolling returns ของตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลาต่างกัน เช่น 3 ปี 5 ปี 10 ปี และ 20 ปี แล้วนำมาเปรียบเทียบความน่าจะเป็นที่จะกำไรหรือขาดทุน

โดยค่า Rolling returns คือ ค่าผลตอบแทนทบต้นต่อปี เมื่อถือหุ้นครบตามจำนวนปีที่กำหนดไว้ ก็จะทำการวัดค่านี้ไปเรื่อยๆ ทุกช่วงเวลา เพื่อให้เห็นว่า ถ้าลงทุนติดต่อกันตามจำนวนปีที่กำหนด ผลตอบแทนจะเป็นอย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น ผลตอบแทนรายปีของตลาดหุ้นไทย 10 ปีแรก (ตั้งแต่ 2518 ถึง 2527) มาทำ Rolling returns แบบ 3 ปี และ 5 ปี จะได้ตัวเลขดังนี้

ซึ่ง Rolling returns 3 ปี หมายความว่า

  • เริ่มลงทุนปี 2018 และถือไป 3 ปี จนถึงปี 2520 ผลตอบแทนทบต้นอยู่ที่ 30.53% ต่อปี ในช่วง 3 ปีนั้น (โดยปีแรก ขาดทุน -10.58% ปีที่สองกำไร 6.72% และปีที่สามก็กำไรอีก 133.05%)
  • เริ่มลงทุนปี 2519 และถือไป 3 ปี จนถึงปี 2521 ผลตอบแทนทบต้นอยู่ที่ 54.51% ต่อปี ในช่วง 3 ปีนั้น (โดยปีแรก กำไร 6.72% ปีที่สองกำไร 133.05% และปีที่สามก็กำไรอีก 48.32%%)
  • เริ่มลงทุนปี 2521 และถือไป 3 ปี จนถึงปี 2523 ผลตอบแทนทบต้นอยู่ที่ -5.05% ต่อปี ในช่วง 3 ปีนั้น (โดยปีแรก กำไร 48.32% ปีที่สองขาดทุน -37.08% และปีที่สามขาดทุนต่ออีก -8.27%)

ส่วน Rolling returns 5 ปี หมายถึงว่า

  • เริ่มลงทุนปี 2518 และถือไป 5 ปี จนถึงปี 2522 ผลตอบแทนทบต้นอยู่ที่ 15.72% ต่อปี ในช่วง 5 ปีนั้น (โดยที่แต่ละปีก็มีผลกำไรขาดทุนสลับกันไปที่ -10.58%, 6.72%, 133.05%, 48.32%, -37.08%)
  • เริ่มลงทุนปี 2522 และถือไป 5 ปี จนถึงปี 2526 ผลตอบแทนทบต้นอยู่ที่ -3.94% ต่อปี ในช่วง 5 ปีนั้น (โดยที่แต่ละปีก็มีผลกำไรขาดทุนสลับกันไปที่ -37.08%, -8.27%, -5.53%, 27.38%, 17.75%)

เมื่อได้เอาข้อมูล Rolling returns ทั้ง 3 ปี และ 5 ปี ในช่วงปี 2518 ถึง 2527 มาวิเคราะห์ จะเห็นได้เลยว่า

ยิ่งลงทุนในตลาดหุ้นนานขึ้นเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะขาดทุนก็ลดน้อยลงเท่านั้นครับ

ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการขาดทุน หรือตัวเลขการขาดทุนแบบสูงๆ ต่างก็จะลดลงเรื่อยๆ ครับ เช่น

  • ผลตอบแทนแค่ปีเดียวใน 10 ปี จะมีปีที่ขาดทุนทั้งหมด 4 ปี คิดเป็นโอกาสขาดทุนอยู่ 40% ของช่วงเวลาทั้งหมด และขาดทุนสูงสุดที่ -37.08% ต่อปี
  • ผลตอบแทนทุกๆ 3 ปี จะพบว่ามีทั้งหมด 8 ช่วงเวลา มีช่วงเวลาที่ขาดทุน 2 ครั้ง คิดเป็นโอกาสขาดทุน 25% ของช่วงเวลาทั้งหมด และขาดทุนสูงสุดอยู่ที่ -18.30% ต่อปี
  • ผลตอบแทนทุกๆ 5 ปี จะพบว่ามีทั้งหมด 6 ช่วงเวลา มีช่วงเวลาที่ขาดทุน 1 ครั้ง คิดเป็น โอกาสขาดทุน 17% ของช่วงเวลาทั้งหมด และขาดทุนสูงสุดอยู่ที่ -3.94% ต่อปี

ซึ่งค่า Rolling returns ไม่เพียงแค่ช่วยบอกถึงความความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาในการลงทุนกับความเสี่ยงในการขาดทุนของเรายังไงบ้าง แต่ยังสามารถบอกได้ถึงความน่าจะเป็นในการได้กำไรและขาดทุนในแต่ละช่วงเวลาครับ

ลองดูผลตอบแทนตลาดหุ้นตั้งแต่ปี 2518 – 2560 เป็นเวลา 43 ปี มาคำนวณหา Rolling returns 3 ปี 5 ปี 10 ปี และ 20 ปี ตามตารางด้านล่างนี้ครับ

หลังจากนั้น นำข้อมูลมาจัดเรียงตาม จำนวนครั้งที่กำไรและขาดทุน ในแต่ละช่วงเวลา จะได้ามตารางด้านล่าง

Rolling returns แบบ 3 ปี ตลอด 43 ปีที่ผ่านมา ทั้งหมด 41 ช่วงเวลา จะมีช่วงเวลาที่ขาดทุน 11 ครั้ง โดยขาดทุนมากกว่า 10% ทั้งหมด 6 ครั้ง และขาดทุนมากกว่า 20% เพียง 2 ครั้ง ในขณะเดียวกัน จะมีช่วงเวลาที่ได้กำไร 30 ครั้ง โดยกำไรมากกว่า 10% ทั้งหมด 24 ครั้ง และ กำไรมากกว่า 20% ถึง 16 ครั้งครับ

จากนั้นนำมาคิดเพิ่มเป็นตัวเลขความน่าจะเป็นที่ เรามีโอกาสที่จะกำไรและขาดทุนได้ในแต่ละช่วงเวลาการถือครองหุ้น จะได้ตัวเลขดังนี้

จะเห็นได้ว่า กรณี Rolling returns 3 ปี ตลอด 41 ช่วงเวลา โอกาสที่จะขาดทุนแค่ 11/41 หรือ 26.83% เท่านั้น และโอกาสที่จะได้รับกำไรมีมากถึง 30/41 หรือ 73.17% ครับ

3 ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้

  • ยิ่งถือครองหุ้นเป็นระยะเวลานานมากขึ้นเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะขาดทุนก็จะยิ่งน้อยลง จากโอกาสที่จะขาดทุน 37.21% ถ้ามองผลตอบแทนเป็นรายปี จะลดลงเหลือ 26.83% ถ้าเราถือครองหุ้น 3 ปี และลดลงจนเหลือ 0% เมื่อเราถือครองหุ้นไป 20 ปี
  • ถ้าถือครองหุ้นไป 20 ปี ไม่ว่าจะเริ่มลงทุนช่วงเวลาไหน โอกาสขาดทุนจะไม่มีเลย และมีโอกาสได้กำไรทบต้นมากกว่า 10% ต่อปี ถึง ⅓ ของช่วงเวลาทั้งหมด และมีโอกาสได้กำไรทบต้นมากกว่า 20% ต่อปีถึงเกือบ 1/10 ของช่วงเวลาทั้งหมด
  • ต่อให้เริ่มลงทุนในปีที่แย่ที่สุด ปี 2540 ที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนติดลบสูงสุดที่ -53.07% แต่ถ้าหากเราถือลงทุนต่อไป ในอีก 20 ปีถัดมา เราจะได้รับผลตอบแทนทบต้นที่ 6.82% ต่อปี เงินลงทุน 1,000,000 บาท จะเพิ่มขึ้น 3.74 เท่า กลายเป็นเงิน 3,741,549 บาท ซึ่งถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ไม่ได้แย่เท่าไหร่เลยครับ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่ปีละ 1.5% ที่ในช่วงเวลาเดียวกันจะเปลี่ยนเงิน 1,000,000 บาท ให้กลายเป็นเงินแค่ 1,346,855 บาท แค่นั้นครับ ต่างกันมากถึง 2,394,694 บาท หรือประมาณ 2.7 เท่าตัวครับ

ถ้าเราไม่ต้องการขาดทุนจากการลงทุนในตลาดหุ้นเลย เราควรจะมีเวลาให้ถือครองการลงทุนไปได้อย่างน้อย 20 ปี

คุณอาจจะไม่ต้องเตรียมใจไว้ถึง 20 ปีก็ได้ครับ เพราะตามที่ผมบอกไปข้างต้น การลงทุนนั้น ต้องดูเหรียญทั้ง 2 ด้าน ทั้งโอกาสกำไรและขาดทุน มาเทียบกันเสมอ เพื่อตัดสินใจได้ว่า จุดที่สมดุลย์ที่สุดในการลงทุนของคุณอยู่ตรงไหน เพื่อให้คุณสามารถทำกำไรได้อย่างที่ต้องการ ภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้

กรณีที่ 1 : ถ้าหากว่ารับการขาดทุนได้บ้าง แต่ขอให้ขาดทุนไม่เกิน 10%

ระยะเวลาที่เหมาะสมในการถือครองหุ้น คือ อย่างน้อย 10 ปี เพราะถ้าลงทุนได้ 10 ปีขึ้นไป โอกาสขาดทุนจะมีเพียงแค่ 20% ของช่วงเวลาทั้งหมด และทุกครั้งที่ขาดทุน จะไม่เคยขาดทุนเกิน 10% เลย ในทางกลับกัน โอกาสที่จะได้กำไรถึง 80% ของช่วงเวลาทั้งหมด และมีโอกาสได้กำไรเกิน 10% ต่อปี อยู่มากถึง 61.76% ของช่วงเวลาทั้งหมดครับ

ตัวเลขนี้ ก็เป็นตัวเลขเดียวกับที่ผมเขียนในเกมหัวก้อยไว้ตอนข้างต้นของบทความนั้นเอง ถ้าไปเจอเกมทายเหรียญที่ออกหัว 8 ใน 10 ครั้ง คุณต้องหาเงินลงทุนให้มากที่สุด และอยู่ลงทุนให้นานที่สุด เพราะในระยะยาวแล้ว ยิ่งอยู่ในเกมนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะได้เงินมากขึ้นเท่านั้นครับ

การลงทุนในหุ้นเป็นเวลา 10 ปี ก็เช่นเดียวกัน แทบจะเป็นเกมที่กำหนดให้คุณเป็นผู้ชนะและได้กำไรในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเริ่มลงทุนในช่วงเวลาไหน ขอแค่ถือครองการลงทุนไปเรื่อยๆ โอกาสในการได้กำไรก็มากกว่าขาดทุนอยู่แล้วครับ และยิ่งถ้าหากเราเพิ่มเงินลงทุนได้เรื่อยๆ ทุกปี ก็ยิ่งทำให้โอกาสที่ผลตอบแทนรวมที่จะขาดทุนนั้น แทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นเลยครับ

กรณีที่ 2 : ถ้าเข้าใจธรรมชาติความผันผวนของตลาดหุ้นเป็นอย่างดี รับการขาดทุนที่สูงได้ ขอให้มีโอกาสที่จะได้กำไรมากกว่าโอกาสที่จะขาดทุน และโอกาสที่จะได้กำไรเยอะๆ มากกว่า โอกาสที่จะขาดทุนเยอะๆ อยู่เสมอ

ระยะเวลาที่เหมาะสมในการถือครองหุ้นก็คือ อย่างน้อย 3 ปีครับ ถ้าถือหุ้นไปอย่างน้อย 3 ปี นั้น โอกาสที่จะกำไรคือ 73.17% หรือเกือบ ¾ ของช่วงเวลาทั้งหมดในขณะที่โอกาสขาดทุนของเราอยู่เพียงแค่ 26.83% หรือ ¼ ของช่วงเวลาทั้งหมดแค่นั้น ตามข้อมูลที่วิเคราะห์ไปข้างต้น

นอกจากนั้นจะพบว่า ถ้าหากถือหุ้นไปอย่างน้อย 3 ปี นั้น โอกาสที่จะได้กำไรมากกว่า 10% คือ 58.54% หรือเกินครึ่งนึงของช่วงเวลาทั้งหมด เทียบกับโอกาสที่จะขาดทุนมากกว่า 10% ที่มีเพียงแค่ 14.63% เท่านั้นเองครับ

แต่โอกาสที่ถือไปแล้ว 3 ปี ขาดทุนเกิน 20% ก็มีนะครับ แต่ไม่มาก เพียงแค่ 4.88% ของช่วงเวลาทั้งหมดเมื่อเทียบกับโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนเกิน 20% ต่อปี ที่มี 39.02% ของช่วงเวลาทั้งหมด จะเห็นได้ว่ามีโอกาสกำไรมากกว่าขาดทุนอยู่มาก

ด้วยแต้มต่อที่ห่างกันขนาดนี้ ก็เหมือนเป็นเกมที่กำหนดมาให้คุณชนะอีกเช่นเดียวกันครับ ขอเพียงลงทุนแล้วถือไปให้ได้อย่างน้อย 3 ปี ความเสี่ยงก็ลดลงอย่างมหาศาลแล้วครับ

แม้โอกาสในการทำกำไรจะมากกว่าการขาดทุน ก็อาจจะมีช่วงที่ลงทุนในจังหวะที่ไม่ดีจริงๆ และขาดทุน สิ่งที่ต้องทำ ไม่ใช่การหนีห่างจากการลงทุน แต่คือ การลงทุนต่อไปและทำการลงทุนเพิ่มไปเรื่อยๆเพราะสุดท้ายแล้ว จะทำให้ผลตอบแทนรวมก็จะกลับมามากขึ้นกว่าเดิมอีกเยอะครับ

อย่าเป็นคนที่ทนความเจ็บปวดจากการขาดทุนระยะสั้นไม่ได้ ทำให้ต้องเจ็บปวดมากขึ้นจากปัญหาทางด้านการเงินระยะยาว

ต้องถือหุ้นอย่างน้อยกี่ปี ถึงจะเหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้

  • ถ้าไม่ต้องการขาดทุนเลย ควรจะถือหุ้นอย่างน้อย 20 ปี
  • ถ้าไม่ต้องการขาดทุนมากกว่า 10% ควรจะถือหุ้นอย่างน้อย 10 ปี
  • ถ้ารับขาดทุนที่สูงได้ ขอเพียงมีโอกาสได้กำไรสูงกว่า ควรจะถือหุ้นอย่างน้อย 3 ปี

เมื่อเห็นข้อมูลและตัวเลขทั้งหมด ผมเชื่อว่าคุณจะรู้สึกสบายใจในการลงทุนขึ้นอีกเยอะ เพราะถ้าตั้งใจลงทุนระยะยาวแล้ว ตลาดหุ้นคือสถานที่ที่จะช่วยสร้างความมั่งคั่งให้อย่างแท้จริง โดยที่คุณจะไม่ต้องรับความเสี่ยงอะไรเลย และยิ่งถ้าหากสามารถลงทุนเพิ่มได้ต่อเนื่องเรื่อยๆ ทุกปีแล้ว โอกาสที่ผลตอบแทนรวมจะขาดทุนก็น้อยลงไปอีกมาก และจะช่วยเพิ่มความมั่งคั่งได้อย่างมหาศาลในอนาคตครับ ตามข้อมูลในบทความ “เวลาที่ดีที่สุดในการลงทุน

ขอย้ำอีกครั้งว่า ตัวเลขผลตอบแทนต่างๆ ที่นำมาแสดง คือ ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นไทย ไม่ใช่ผลตอบแทนของหุ้นรายตัว หรือหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ถูกเลือกและกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ที่อาจมีความเสี่ยงมากกว่านี้ ทำให้ขาดทุนไปตลอดก็ว่าได้

ดังนั้นถ้าต้องการลงทุนในสิ่งที่คาดการณ์ความผันผวนและผลตอบแทนได้ ตามที่เขียนในบทความนี้ การลงทุนในกองทุนดัชนี เป็นสิ่งที่เกิดมาคู่กันครับ

ส่วนการลงทุนแนว Quantitative Value Investing (QVI) นั้น เป็นสิ่งที่ตามมาครับ โดยจะต้องไปดู Rolling returns ของแนวทางการลงทุนนั้นๆ เทียบกับตลาดหุ้นว่า มีความคลาดเคลื่อนกันมากน้อยแค่ไหน

อย่างกรณีของ Jitta Ranking ที่ใช้หลัก QVI ในการเลือกลงทุนใน “หุ้นดี ราคาถูก” และทำการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมแล้วนั้น เมื่อทำ Rolling returns เทียบกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นในช่วงที่มีข้อมูลพร้อมกัน (2552-2561) ก็พบว่า ถ้าลงทุนอย่างน้อย 5 ปีนั้น ผลตอบแทนของ Jitta Ranking จะมากกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยในทุกช่วงเวลาครับ

ดังนั้นสำหรับใครก็ตามที่ลงทุนตาม Jitta Ranking หรือ ลงทุนใน Jitta Wealth อยู่ ก็น่าจะพอใช้ตัวเลขด้านบนคาดการณ์ถึง ผลตอบแทนและความเสี่ยง ที่จะได้รับในช่วงเวลาการลงทุนต่างๆ ได้เช่นเดียวกันครับ เพราะในระยะยาวความเสี่ยงที่จะขาดทุนของ Jitta Ranking จะน้อยกว่าของตลาดหุ้นเสมอครับ

ความผันผวน กำไร และ ขาดทุนในระยะสั้น เป็นธรรมชาติของตลาดหุ้นที่เราไปทำการเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่ทุกคนสามารถลงทุนและสร้างความมั่งคั่งจากตลาดหุ้นได้แน่นอน ขอเพียงลงทุนด้วยหลักการที่ถูกต้อง นั่นก็คือ การลงทุนตามดัชนี หรือลงทุนตามหลัก QVI จากนั้นก็ทำการเพิ่มเงินลงทุนมาเรื่อยๆ และ ถืือครองการลงทุนให้ยาวที่สุด เพียงแค่นี้เงินลงทุนของก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆในระยะยาวเองครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...