โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สธ.เตือนเข้าหน้าหนาว เฝ้าระวัง! ไข้หวัด-โควิด-19 แนะสวมหน้ากากอนามัย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 26 ต.ค. 2563 เวลา 09.27 น. • เผยแพร่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 09.27 น.

สธ.เตือนเข้าหน้าหนาว เฝ้าระวัง! ไข้หวัด-โควิด-19 แนะสวมหน้ากากอนามัย

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ และ พญ.เปี่ยมลาภ แสงสายัณห์ หัวหน้ากลุ่มงานอายุรศาสตร์ปอด สถาบันโรคทรวงอก แถลงข่าวการดูแลรักษาสุขภาพช่วงฤดูหนาวให้ห่างไกลโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19

นพ.ณัฐพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว หลายพื้นที่เริ่มมีอุณหภูมิลดลง อากาศเย็น เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื้อโรคระบบทางเดินหายใจระบาดได้ง่าย เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น รวมทั้งประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ ซึ่งทั้งไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด-19 มีอาการคล้ายคลึงกัน ทำให้ประชาชนอาจเกิดความวิตกกังวลว่า หากมีอาการเจ็บป่วยเกิดขึ้นจากโรคใด

“ขอแนะนำว่า อย่าเพิ่งวิตกกังวลว่าจะเป็นโรคโควิด-19 โดยพิจารณาก่อนว่า เรามีการเข้าไปบริเวณพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ หากไม่มีความเสี่ยง เช่น อยู่แต่ในบ้าน และมีพฤติกรรมป้องกันตนเอง เช่น สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ เป็นต้น โอกาสที่จะเป็นโรคโควิด-19 ก็จะน้อยมาก แต่หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง เช่น สถานที่กักกัน หรือสถานที่เคยติดโรคมาก่อน ใกล้ชิดกับคนต่างประเทศในภาวะกักกัน หากมีอาการควรไปตรวจหาเชื้อโควิด-19” นพ.ณัฐพงศ์ กล่าว

นพ.ณัฐพงศ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุด คือ การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี 6 ด้าน ได้แก่ 1.การสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย 2.ล้างมือบ่อยๆ 3.เว้นระยะห่าง 4.หลีกเลี่ยงไปสถานที่แออัด 5.รับประทานอาหารสุกร้อน และ 6.ใช้ช้อนกลางส่วนตัว สามารถป้องกันได้ทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด-19 ทั้งนี้ แต่ละปีโรคไข้หวัดใหญ่จะแพร่ระบาดสูง 2 ช่วง คือ ช่วงต้นปี จากนั้นลดลงช่วงฤดูร้อน และกลับมาระบาดอีกครั้งช่วงต้นฤดูหนาว แต่จากมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ทำให้โรคไข้หวัดใหญ่ลดลงอย่างมาก และยังลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อที่ติดจากการสัมผัสด้วย เช่น โรคระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น ขอแนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กอายุ 6 เดือน – 2 ปี หญิงตั้งครรภ์ คนอ้วน ผู้สุงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ด้วย และหากมีอาการสงสัยโรคโควิด-19 ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

ด้าน พญ.เปี่ยมลาภ กล่าวว่า ข้อแตกต่างระหว่างโรคไข้หวัดใหญ่ และโรคโควิด-19 คือ โรคไข้หวัดใหญ่ใช้ระยะเวลาการฟักตัวของโรค 1-4 วัน จึงเริ่มมีอาการ สามารถแพร่เชื้อได้ก่อนมีอาการ 1 วัน แต่แพร่เชื้อได้ไม่เกิน 7 วัน อาการเด่น คือ ช่วงระยะแรกของการป่วยจะมีไข้สูง เกิน 38 องศาเซลเซียส ปวดศีรษะ คัดจมูก น้ำมูกไหล และไอ สามารถหายเองได้ใน 7 วัน การเกิดปอดอักเสบขึ้นกับสายพันธุ์ของเชื้อที่ติดและภูมิคุ้มกันของร่างกาย การรักษามียาต้านไวรัสและมีวัคซีนป้องกันแล้ว

พญ.เปี่ยมลาภ กล่าวว่า สำหรับโรคโควิด-19 หลังรับเชื้อระยะเวลาเกิดโรคโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5-6 วัน ส่วนใหญ่ไม่เกิน 14 วัน สามารถเริ่มแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1-2 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้นานถึง 14 วัน แต่พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 80 มักไม่มีอาการ แตกต่างจากไข้หวัดใหญ่คือ มักมีลักษณะฉับพลัน อาการไข้ น้ำมูก และไอไม่เด่นเท่าไข้หวัดใหญ่ โดยมักเป็นไข้ต่ำๆ ประมาณ 37.5 หรือ 37.8 องศาเซลเซียส อาจมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวและอาการไอร่วม แต่ที่เด่นชัดคือ สูญเสียการรับรสและกลิ่น สามารถหายเองได้ใน 10-14 วัน ยังไม่มียารักษาที่ชัดเจนและยังไม่มีวัคซีนป้องกัน โดยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือมีโรคอื่นร่วม มีความเสี่ยงเกิดความรุนแรงของปอดอักเสบได้

“ส่วนข้อสงสัยว่า ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็น หากมีฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 แล้วเกิดภูมิแพ้ จมูกไม่ได้กลิ่น จะแยกจากโรคโควิด-19 อย่างไร หากเป็นภูมิแพ้อาการจะเด่นจะอยู่ที่อาการคัดจมูกและมีน้ำมูก โดยสามรถพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยว่า มีลักษณะของอาการภูมิแพ้หรือไม่ เพื่อใช้ยาพ่นในการรักษา โรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด-19 สามารถติดต่อได้เหมือนกัน ผ่านการไอ จาม หรือสัมผัสถูกน้ำมูก เสมหะของผู้ป่วย มีที่สัมผัสเชื้อมีการสัมผัสลูบหน้าตาจมูกปากของตนเอง ทำให้เสี่ยงรับเชื้อได้ ดังนั้น การป้องกันตนเองจากทั้ง 2 โรค สามารถทำได้เหมือนกัน คือ การสวมหน้ากาก ยิ่งใส่ทั้งคนป่วยและคนไม่ป่วยก็ยิ่งช่วยป้องกันการแพร่เชื้อและรับเชื้อ การมีระยะห่าง 1-2 เมตร ล้างมือบ่อยๆ กินของร้อน งดใช้ช้อนกลางร่วมกันได้ โดยใช้ช้อนกลางของตนเอง หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด เน้นการอยู่พื้นที่โล่งและมีแดดก็จะช่วยป้องกันได้” พญ.เปี่ยมลาภ กล่าว

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...