คุยกับเด็กมหา'ลัย 3 คน ที่ตัดสินใจลาออกจากคณะที่ชอบ เพราะเจอสังคมที่ "ไม่ใช่"
Big Storyที่จะหาคำตอบกับเรื่องนี้
- ไปคุยกับเด็กมหา'ลัย 3 คน พวกเขาเจออะไรถึงลาออก ?
- สังคมมหาวิทยาลัย คือสิ่งที่ระเบียบการไม่มีบอก
- การลาออก คือทางออก หรือหนีปัญหา ?
ในระเบียบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย จะมีกำหนดไว้ครบว่า หากสอบติดคณะนี้จะได้เรียนวิชาอะไร ค่าเทอมเท่าไหร่ และตัดเกรดแบบไหน ? แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีบอก คนที่สอบติดต้องมาสัมผัสหน้างานด้วยตัวเองนั้นคือ "สังคมความเป็นอยู่" วันนี้ #dekdBigStory เรามีโอกาสได้คุยกับนักศึกษามหาวิทยาลัย 3 คน ที่ตัดสินใจลาออกจากคณะที่ชอบ เพราะทนกับสังคมในนั้นไม่ไหว พวกเขาเจอกับอะไร และมันใหญ่จนสามารถแลกกับคณะที่ใฝ่ฝันมาตลอดได้เลยหรือ ? มาติดตามกันครับ
คนที่ 1"ตอนนั้นพี่โดนหนักกว่านี้อีกนะ ยังอยู่ได้เลย"
น้องเอ (นามสมมติ) ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง เพราะที่คณะมีกฏบังคับจากรุ่นพี่ ที่ไร้เหตุผลจนเกินไป "ที่คณะจะมีกฏการแต่งกายที่หนูคิดว่าเกินไป เช่น เสื้อต้องตัวใหญ่ กระโปรงต้องยาว ซึ่งไม่ตรงกับกฏของมหาวิทยาลัย คือตอนที่เข้าไปหนูซื้อตามระเบียบของมหาวิทยาลัย แต่พอรับน้องหนูต้องไปซื้อใหม่หมดเลยให้ตรงตามคณะ ที่กำหนดว่ากระโปรงยาวถึงตาตุ่ม นอกจากนั้นมีกฏห้ามแต่งหน้า แล้วนักศึกษาหญิงบางคนไม่มีคิ้ว พอขอแต่งเบาๆ ไปจะโดนตำหนิ ต้องมัดผมเก็บให้เรียบร้อย หลุดออกมา 1 เส้นก็ไม่ได้ อย่างเด็กหอทุกคน จะต้องจำชื่อนามสกุล ชื่อเล่น รหัสนักศึกษา เลขห้องของเพื่อนที่อยู่หอในให้ได้ทุกคน รุ่นพี่จะถาม ถ้าตอบไม่ได้จะโดนทำโทษ มีคนเจ็บตัวจากการทำโทษนี้เยอะมากๆ
อย่างกิจกรรมรับน้อง รุ่นพี่ดูเกินไปมากๆ เคยถูกสั่งให้คลานกับพื้นดินเหนียวแข็งๆ กลางแดดร้อน แล้วเอาน้ำผสมเม็ดแมงลักมาราดหัว การคลานกับพื้นแข็งๆ แดดร้อนๆ มันแสบมาก เม็ดแมงลักก็ล้างออกยากมาก แถมเป็นน้ำสี เข้าตาโดนคอนแทคเลนส์อีก รุ่นพี่พยายามสอนน้องๆ ว่าใครไม่ช่วยทำกิจกรรม ไม่ให้ความร่วมมือเป็นคนที่แย่และเห็นแก่ตัว ซึ่งแน่นอนในรุ่นก็จะมีทั้งคนเข้าและไม่เข้า คราวนี้เพื่อนในรุ่นก็จะมา bully กันเอง กลายเป็นสังคมที่ไม่มีความสุขเลย เคยแจ้งปัญหาไปกับทางมหาวิทยาลัยหลายครั้งมาก ทางนั้นก็ตอบกลับมาว่าปัญหามีมาตลอด ห้ามทุกปี แต่ก็ห้ามไม่ได้ เพราะรุ่นพี่อยากทำ เหมือนแบบว่าตัวเองโดนมา และจะต้องสืบต่อกันรุ่นต่อไป รุ่นพี่ชอบบอกว่า "ตอนนั้นพี่โดนหนักกว่านี้อีกนะ ยังอยู่ได้เลย" ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงกลายเป็นเรียนไม่รู้เรื่องเลย ทั้งๆ ที่เป็นคณะที่ชอบมากๆ เพราะแต่ละวันหัวจะคิดตลอดว่าวันนี้ต้องทำยังไง เอาไงดีกับกิจกรรม เข้าก็เครียด ไม่เข้าก็เครียด เพื่อนที่มหา'ลัยอื่นก็มีกิจกรรมรับน้องนะ แต่ไม่เป็นแบบนี้เลย เขาดูน่าสนุก อบอุ่น เลยปรึกษาพ่อแม่ ขอท่านลาออกเลย"
คนที่ 2"ความปลอดภัยในมหาวิทยาลัยเท่ากับ 0"
น้องหญิง (นามสมมติ) เธอตัดสินใจลาออก เพราะความปลอดภัยในมหาวิทยาลัยเท่ากับ 0 เธอเล่าว่า "มหาวิทยาลัยเราพื้นที่มันกว้างมาก และการดูแลเรื่องความปลอดภัยไม่ค่อยเป็นระเบียบเลย อย่างเช่น หอในของนักศึกษาหญิง มีผู้ชายจากข้างนอกปีนหอขึ้นไปเฉยเลย ดีที่มีนักศึกษาเห็น และหนีรอดมาได้ ยิ่งกว่านั้นคือมหาวิทยาลัยปิดข่าว ไม่ออกมาตรการเตือนนักศึกษาเลย สิ่งที่ทำคือเปลี่ยนยามทุกหอ ช่วงวันที่เกิดเหตุก็มีตำรวจมา มีนักศึกษาก็ไม่พอใจหลายคนว่าทำไมต้องมาอยู่สังคมที่ไม่ปลอดภัยแบบนี้ด้วย มันทั้งแย่ และระแวง คือมหาวิทยาลัยของเรากำหนดว่าจะต้องอยู่หอใน เลยไม่สามารถทำไรได้มากกว่านี้ เพื่อนๆ หลายคนเริ่มคุยกันแล้วว่าจะซิ่วกันไหม หรืออดทนเรียนไปเพราะอุตส่าห์สอบติดมาแล้ว แต่พอมาเจอปัญหานี้จริงๆ คืออยู่ลำบากมาก"
เคสที่ 3"ปัญหาจากรุ่นพี่ ที่มหา'ลัยก็ช่วยปกป้องเธอไม่ได้"
น้องส้ม (นามสมมติ) เธอลาออกทันที เพราะรุ่นพี่ ที่แม้มหาวิทยาลัยก็ช่วยเธอไม่ได้ "ลาออกแล้วค่ะ สาเหตุเกิดจากสังคมรอบๆ ตัว อย่างในช่วงรับน้อง คือรู้สึกว่ามันแรง แถมเจอรุ่นพี่สั่งให้ทำอะไรแปลกๆ ถึงแม้ว่าจะมีกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยห้ามแล้วก็ตาม เช่น กินลูกอมต่อๆ กัน เอามดใส่กางเกงเพื่อนและมัดขากางเกงไว้ ให้ลงไปนอนกลิ้งๆ คลุกดิน คลุกฝุ่น ทำท่าขบเฟืองแล้วหมุนตัวไปตามพื้น มันอันตรายมากนะ เอานมข้นราดตัวแล้วให้อีกคนมาเลีย และอีกอย่างหนึ่งที่รับไม่ได้คือ มีแต่คนมาขอลอกการบ้าน เราต้องนั่งทำคนเดียวดึกๆ ดื่นๆ เช้ามาก็มีแต่คนมาขอลอก ไม่ให้ลอกก็ไม่ได้ แถมไม่ใช่แค่เพื่อนในสาขา คือมันจะมีวิชาเรียนรวมที่เรียนกับคณะอื่นด้วย ก็จะโดนขอลอกตลอด และคือจะมีรุ่นพี่แบบปี 3-4 ที่ยังไม่ผ่านวิชานั้นสักที ก็จะมาขอลอกการบ้านทุกวัน ด้วยความที่ตอนนั้นก็ไม่กล้าขัดอะไรใคร ก็ให้ลอก นานๆ ไปก็ไม่ไหวอะ จริงๆ เคยบอกอาจารย์นะ อาจารย์ก็เข้ามาช่วยเหลือ แต่ก็ไม่ได้ผลอะไรมาก เพราะเขาไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา
ตอนที่จะตัดสินใจลาออก คือไม่คิดมากเลย เพราะก่อนหน้านี้เคยลังเลว่าจะเรียนอะไรดี อันที่เรียนอยู่สายวิทย์ อีกอันคือสายศิลป์ ก็เลยยิ่งตัดสินใจง่าย ซิ่วเลย ก็ไปเดินเรื่องเอกสารเรียบร้อย อย่างวันที่จะลาออก ก็ไม่ได้บอกใคร เพื่อนๆ รูมเมทชวนไปกินข้าว ก็บอกว่าไม่ไป แล้วก็เก็บของกลับบ้าน เพื่อนกลับมาก็ไม่เจอตัวแล้ว จนพอมาที่ใหม่ อะไรหลายๆ อย่างก็ดีขึ้น สังคมอีกแบบหนึ่งเลย อย่างเรื่องรับน้องก็ซอฟท์ลง รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ไม่ได้กดดันมาก หรือรับน้องรุนแรง หรือมีสั่งซ่อมบ่อยๆ เหมือนที่เก่า คือเหมือนอยู่ในสายตาอาจารย์อยู่ตลอด คอยมาซัพพอร์ตตลอด รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
จาก 3 เรื่องราวทาง #dekdBigStory ขอสรุปเป็นข้อคิดว่า 1.สังคมในมหาวิทยาลัย เป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่สำคัญมาก ที่ควรจะต้องรู้ก่อนตัดสินใจเรียนมหาวิทยาลัยนั้นๆ 2.สังคมดีหรือแย่ ไม่ได้อยู่ที่ตัวมหาวิทยาลัย แต่อยู่ที่บุคคล 3.การซิ่ว บางครั้งไม่ได้หมายถึงไม่เก่ง หรือไม่อดทน และ 4.กฏทางสังคมในบางคณะที่รุ่นพี่สร้างขึ้นมา บางครั้งก็โหดร้ายเกินสังคมจริง