โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เจาะลึกเบื้องหลัง ROE: อะไรอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของ ROE?

Finnomena

อัพเดต 07 พ.ค. 2561 เวลา 10.44 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 06.40 น. • Investment Reader

บทความที่แล้วเราทำความรู้จักองค์ประกอบของ ROE (Return on Equity) กันแล้วนะครับ ใครยังไม่ได้อ่าน คลิกที่นี่เลย

ในบทความนี้ เราจะเล่าถึงการเพิ่มหรือลดลงของ ROE ว่ามาจากอะไรได้บ้าง

ROE สามารถเพิ่มขึ้นได้ กรณีที่อัตราการเพิ่มของกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น มากกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของส่วนของผู้ถือหุ้น (เศษเพิ่มมากกว่าส่วน เพราะ ROE = กำไรสุทธิ/ส่วนของผู้ถือหุ้น)

ROE จะคงที่ถ้าทั้งสองส่วนเพิ่มหรือลดในอัตราส่วนเดียวกัน และลดลงเมื่ออัตราการเพิ่มกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นน้อยกว่าอัตราการเพิ่มของกำไรสะสม

*ก่อนอื่นขออธิบายส่วนของผู้ถือหุ้นก่อนนะครับ *

งบดุลของบริษัทประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ทรัพย์สิน หนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งทรัพย์สิน = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น (แต่ส่วนนี้ขอพูดถึงในบทความถัดไปนะครับ)

ส่วนของผู้ถือหุ้นประกอบด้วย ทุนจดทะเบียน ส่วนเกินมูลค่าหุ้น และกำไรสะสม

*ส่วนของผู้ถือหุ้น = ทุนจดทะเบียน + ส่วนเกินมูลค่าหุ้น + กำไรสะสม *

ตามปกติ ทุนจดทะเบียนและส่วนเกินมูลค่าหุ้นจะคงที่ (กรณีไม่มีการเพิ่มทุนจดทะเบียน) และกำไรสะสมจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากกำไรสุทธิหลังจากจ่ายปันผลแล้ว ทบเข้ามาในกำไรสะสมเดิม

กำไรสะสมงวดปัจจุบัน = กำไรสะสมงวดก่อน + กำไรสุทธิหลังจากจ่ายปันผลในงวดนี้

ดังนั้นถ้าบริษัททำกำไรได้ดี ส่วนของผู้ถือหุ้นจะเพิ่มขึ้น และจะลดลงถ้าบริษัทขาดทุน

กำไรบริษัทจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ขึ้นอยู่กับการจับกลุ่มลูกค้า ถ้าทำได้ถูกก็จะขายสินค้าเพิ่มได้เยอะ มีการบริหารต้นทุนได้ดี และมีการลงทุนเพิ่มเพื่อขยายกิจการ การจะเลือกว่าควรลงทุนในบริษัทไหนนั้นเราควรถามตัวเองว่าเราลงทุนเพื่ออะไร เช่น เราลงทุนในบริษัทที่โตเร็วเพราะต้องการส่วนต่างกำไร (Capital Gain) หรือลงทุนในบริษัทที่ไม่เติบโตมากแต่กิจการแข็งแกร่งเพื่อรับปันผล  

*ขอยกตัวอย่างการเพิ่มหรือลดของ ROE เป็นกรณีดังนี้นะครับ *

กรณีที่ 1 กำไรเพิ่มขึ้น และจ่ายปันผลไม่มาก

กำไรสะสมจะเพิ่มขึ้น และกำไรก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต เพราะมีการเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อ บริษัทแบบนี้ถ้าขยายธุรกิจแล้วรายได้เพิ่มกำไรเพิ่ม ROE ก็จะเพิ่ม (หรืออย่างน้อยก็คงที่ในระดับสูง) *หุ้นแบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นเติบโตที่น่าลงทุนซื้อเก็บไว้ตราบเท่าที่กำไรยังเติบโตดี *

กรณีที่ 2 มีกำไรแล้วจ่ายปันผลหมด

อาจจะเพราะบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่อิ่มตัว หรือบริษัทเป็น Cash Cow ที่ธุรกิจเติบโตเต็มที่แล้ว ทำให้ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม กรณีนี้ ส่วนของผู้ถือหุ้นก็จะไม่เพิ่ม กำไรก็ไม่เพิ่มมากหรือคงที่ ส่งผลให้ ROE มีแนวโน้มคงที่ หุ้นแบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นปันผล ที่คนซื้อไว้เพื่อรับปันผล

กรณีที่ 3 บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมตะวันตกดิน หรือบริษัทมีความสามารถในการแข่งขันลดลงเรื่อยๆ

กรณีนี้ ROE จะลดลง แม้ว่าส่วนของผู้ถือหุ้นจะลดลงแต่กำไรอาจจะลดลงเร็วกว่า กรณีนี้เราไม่ควรลงทุนด้วย

อย่างไรก็ตาม ในการลงทุนเราไม่สามารถตัดสินใจลงทุนได้จากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง เพราะ ROE ก็เป็นเพียงอัตราส่วนตัวหนึ่งที่ใช้ประกอบการตัดสินใจเท่านั้น แม้ว่าจะเป็นอัตราส่วนที่ค่อนข้างสำคัญเพราะบอกถึงความสามารถในการสร้างผลกำไรก็ตาม

ดังนั้น ผู้ลงทุนควรมีการศึกษาบริษัทที่จะลงทุนให้เข้าใจเป็นอย่างดี รวมทั้งศึกษาสิ่งที่จะมีผลกระทบกับบริษัท เช่น สภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรม การเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ และสินค้าทดแทน รวมถึงกฏระเบียบของรัฐ เพื่อประกอบก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...