โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บ้านต่ำกว่า 2 ล้านรับผลกระทบโควิดเต็มๆ 3 นายกอสังหาอีอีซีชี้สะท้อนภาพผู้บริโภคระดับล่างเริ่มมีปัญหา

MATICHON ONLINE

อัพเดต 05 มิ.ย. 2563 เวลา 09.27 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2563 เวลา 09.27 น.

 

3 นายกอสังหาอีอีซี ประสานเสียงพิษโควิด-19 ฉุดกำลังซื้อกลุ่มบ้านระดับราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทกระทบหนัก สะท้อนภาพแรงงานระดับล่างหรือผู้บริโภคระดับล่างเริ่มมีปัญหารุนแรง ลุ้นภาครัฐออกมาตรการช่วยผู้บริโภคให้เข้าถึงแหล่งเงินได้มากขึ้นหลังแบงก์ปฎิเสธการปล่อยกู้สูง

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ( REIC ) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้จัดสัมนาออนไลน์เพื่อรายงานอุปทาน (Supply ) และอุปสงค์ (Demand )ของตลาดที่อยู่อาศัยโครงการที่อยู่อาศัยที่ในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดฉะเชิงเทรา หรือพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ( REIC ) เปิดเผยว่า ณ สิ้นปี 2562 มีโครงการที่อยู่อาศัยเสนอขายจำนวนทั้งสิ้น 78,780 ยูนิต ซึ่งคิดเป็น 22 % ของจำนวนที่อยู่อาศัยใน 26 จังหวัดหลักซึ่งมีจำนวนรวม 355,145 ยูนิต ถือเป็นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งมีจำนวน 209,868 ยูนิต โดยจังหวัดชลบุรีมีจำนวนที่อยู่อาศัยเสนอขายมากที่สุดในกลุ่มจังหวัด EEC อย่างไรก็ตามคาดว่าในปี 2563 จะมีที่อยู่อาศัยเหลือขายอยู่ในตลาดจำนวน 44,060 ยูนิต  ประกอบด้วยอาคารชุดจำนวน 19,348 ยูนิต ทาวน์เฮ้าส์จำนวน 12,699 ยูนิต บ้านเดี่ยวจำนวน 5,730 ยูนิต บ้านแฝดจำนวน 4,979ยูนิต และอาคารพาณิชย์จำนวน 1,304 ยูนิต ส่วนอัตราการดูดซับอยู่ที่ร้อยละ 2.1 %ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 และคาดว่าในปี 2563 อัตราดูดซับจะเหลือประมาณร้อยละ 1.1-1.3%

“คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยก็จะลดลงมาอยู่ที่ 30,141 ยูนิต มูลค่าประมาณ 59,293 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าค่ามาตรฐานซึ่งมีมูลค่า 64,095 ล้านบาท ลดลงติดลบ 20.0 % (ลดลงร้อยละ -20.0 ) ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การเสนอขาย โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม และทาวน์เฮ้าส์ที่มีอัตราการดูดซับชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจากช่วงต้นปี 2562 และคาดว่าจะต่อเนื่องมาถึงปี 2563″นายวิชัยกล่าว

นายวิชัยกล่าวว่า จากอัตราการดูดซับที่ลดลงนั้นส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากสภภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และเกิดจากการได้รับผลกระทบเชิงลบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทกระทบมากสุด ทั้งกำลังซื้อที่หดหายและยอดการปฎิเสธสินเชื่อที่สูงขึ้น ผลกระทบดังกล่าวเป็นเพราะรายได้ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ลดลง และความไม่มั่นคงในอาชีพหรือการทำงาน อันเป็นผลมาจากการส่งออกที่ลดลง รวมถึงการลดกำลังการผลิตลงของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อบ้านระดับกลางๆราคา 3-5 ล้านบาทตลาดการซื้อขายกลับค่อยๆเพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นสะท้อนภาพแรงงานระดับล่างหรือผู้บริโภคระดับล่างเริ่มมีปัญหารุนแรง ขณะเดียวกันก็หวั่นจะลามไปสู่ตลาดบ้านกลุ่มอื่นๆหากไม่มีมาตรการจากภาครัฐบาลออกมาสนับสนุนหรือรองรับ

นายมีศักดิ์ ชุณหรักษ์โชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ชลบุรี กล่าวว่า อัตราการดูดซับของตลาดที่ลดลงมาอยู่ที่ระดับ1.2-1.3%นั้นถือว่าหายไปเกิน 50% จากที่ควรจะเป็นซึ่งปกติแล้วควรอยู่ที่ 3-3.5% ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการเจ้าของโครงการก็พยายามปรับตัวตัวด้วยการอัดโปรโมชั่นลด แลก แจก แถมในรูปแบบต่างๆซึ่งก็ได้ผลในเชิงธุรกิจไม่มากนัก โดยเฉพาะกลุ่มบ้านระดับล่างราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทกำลังซื้อหายไปอย่างชัดเจนมาก ขณะเดียวกันยอดการปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารก็สูงด้วย

“ผู้ซื้อบ้านไม่เกิน 2 ล้านบาทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานโรงงานที่ต้องหาผู้กู้ร่วมอย่างน้อย 2 คนและเป็นกลุ่มที่มีรายได้พิเศษจากการทำงานล่วงเวลา แต่เมื่อโรงงานลดเวลาทำงาน รายได้พิเศษลดลง โรงงานลดคน กลุ่มผู้บริโภคระดับล่างนี้จึงมีปัญหารุนแรง”นายมีศักดิ์กล่าวและว่า จากปัญหาผู้บริโภคระดับล่างเริ่มรุนแรงเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อระดับกลางและระดับบนในอนาคตได้ จึงอยากเสนอให้ภาครัฐออกมาตรการมาช่วยสนับสนุนกลุ่มระดับล่างให้มีบ้านอยู่อาศัยเป็นของตัวเอง และเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะโครงการบ้านดีมีดาวน์ ที่ภาครัฐจะสนับสนุนเงินเพื่อลดภาระการผ่อนดาวน์ (Cash Back) จำนวน 50,000 บาทต่อราย เป็นมาตรการที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2562 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 ถือว่าได้ผลดีค่อนข้างมาก ถ้าหากรัฐบาลจัดสรรงบมาสนับสนุนเหมือนกับโครงการบ้านดีมีดาวน์ลดภาระการผ่อนดาวน์ จาก 50,000 บาทขยับเพิ่มเป็น 1-2 แสนบาทก็จะช่วยผู้บริโภคได้มาก

นายเปรมสรณ์ ศรีวิบูลย์ชัย นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดระยอง กล่าวว่า  แม้ตลาดผู้บริโภคจะประสบปัญหาต่างๆ แต่ความต้องการที่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองไม่ได้ลดน้อยลง ในภาวะที่เกิดวิกฤติการออกมาตรการมาสนับสนุนเป็นสิ่งที่จำเป็น ปัญหาใหญ่คือธนาคารปฏิเสธสินเชื่อสูงมาก ขายดี หรือยอดจองดีเท่าไหร่ก็ไม่มีประโยชน์หากโอนไม่ได้ ซึ่งในมุมของผู้ประกอบการเองแม้พร้อมที่จะลุยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่เมื่อสถานการณ์ไม่เอื้อแบบนี้ก็จำเป็นต้องแตะเบรกลงทุน “ผู้ประกอบการอสังหาฯแทบจะไม่ได้รับมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan จากแบงก์เลยทั้งๆที่ธุรกิจได้รับผลกระทบ” ซึ่งขณะนี้พบว่ามีการประกาศขายโครงการแล้ว

“ปัจจัยบวกสำหรับตลาดผู้บริโภคในปัจจุบันก็คือ อัตราดอกเบี้ยที่ถูก ซึ่งหากมีมาตรการออกมาก็จะช่วยผู้บริโภคได้มาก รวมถึงหากเป็นไปได้ก็ขอให้ลดการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% เพราะในที่สุดแล้วภาษีที่ผู้ประกอบการที่ได้ลดก็จะนำไปลดราคาให้ลูกค้าอยู่ดี”นายเปรมสรณ์กล่าว

นายวัชระ ปิ่นเจริญ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า เห็นด้วยหากรัฐบาลจะออกมาตรการต่างมาช่วยสนับสนุนธุรกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค อย่างไรก็ดี คงต้องยังรอผลในช่วงปลายปีนี้จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ผ่านการลดค่าธรรมเนียมการโอนจากเดิม 2% เหลือ 0.01% และลดค่าธรรมเนียมการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1 % เหลือ 0.01 % สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย และการจดทะเบียนการโอนและการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน โดยมาตรการนี้มีผลบังคับใช้เริ่มตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...