โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อ็องรี รูโซ กับชีวิตที่ถูกเย้ยหยัน และภาพวาดป่าแปลกประหลาดในหนัง Someone from Nowhere

The MATTER

อัพเดต 07 ส.ค. 2561 เวลา 05.32 น. • เผยแพร่ 06 ส.ค. 2561 เวลา 06.04 น. • Art is not Art

โดยปกติผมเป็นคนชอบดูหนังไม่ต่างอะไรกับคนอื่นๆ แต่ด้วยความที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับศิลปะ หนังที่ผมชื่นชอบและหลงใหลเป็นพิเศษเลยมักจะเป็นหนังที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นหนังชีวประวัติศิลปิน หรือสารคดีเกี่ยวกับศิลปะและศิลปินต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังตลาดและหนังกระแสหลักธรรมดาๆ ที่หยิบเอางานศิลปะมาเป็นองค์ประกอบในหนัง

ถึงแม้ผมจะชอบดูหนังไทยขนาดไหนก็ตาม แต่น่าเสียดายที่คนทำหนังไทยไม่ค่อยหยิบเอางานศิลปะมาใช้ในหนังกันสักเท่าไหร่ เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเลยดีกว่า! (นอกจากจะเป็นหนังอาร์ตไปเลย) แต่ล่าสุด เมื่อไม่นานมานี้ ผมบังเอิญได้ดูหนังไทยเรื่องหนึ่งที่มีคุณสมบัติดังที่กล่าวมา หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า ‘มา ณ ที่นี้’ หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า Someone from Nowhere (2017)

ผลงานหนังเรื่องยาวลำดับที่ 2 ของ ปราบดา หยุ่น ที่เล่าเรื่องราวของหญิงสาวที่ตื่นเช้ามาทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ แต่ก่อนจะออกไปทำงาน เธอก็พบชายหนุ่มที่ได้รับบาดเจ็บนอนสลบอยู่หน้าห้องพักในคอนโดมิเนียมของเธอ หลังจากที่เธอโทรแจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่คอนโดฯ จู่ๆ ชายหนุ่มคนที่ว่าก็เข้ามานอนในห้องรับแขกของเธอ และเริ่มต้นพูดคุยกับเธอ ก่อนจะค่อยๆ คุกคามเธอด้วยการอ้างสิทธิ์ว่าตนเองคือเจ้าของที่แท้จริงของห้องนี้ และยิ่งหญิงสาวพยายามโต้เถียงและอ้างหลักฐานมายืนยันความเป็นเจ้าของห้องนี้เท่าไหร่ สถานการณ์อันแปลกประหลาดพิลึกพิลั่นก็ยิ่งเกิดขึ้นเท่านั้น และยิ่งนานเข้า ก็ยิ่งดูเหมือนว่า สถานการณ์ของหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของห้องนั้นตกเป็นรองชายหนุ่มแปลกหน้าขึ้นทุกทีๆ

Someone from Nowhere ถูกคัดเลือกให้เข้าฉายในสายประกวด (Asian Future) ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ครั้งที่ 30 ในปี 2017 ที่ผ่านมา ถึงแม้หนังจะไม่ได้รางวัลอะไรติดมือมา แต่ก็ได้รับการจับตาและเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์นานาชาติเป็นอย่างดี ด้วยความที่หนังเล่นกับสถานการณ์อันตึงเครียด กดดัน และสร้างความรู้สึกอึดอัด ไม่น่าไว้วางใจ ด้วยบทสนทนาและเรื่องราวที่ดำเนินด้วยตัวละครหลักเพียงสองคน และตั้งคำถามถึงอัตลักษณ์ ความทรงจำ การครอบครองและเป็นเจ้าของพื้นที่ รวมถึงแฝงเร้นความรู้สึกเหนือจริงได้อย่างลุ่มลึกคมคาย ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเป็นหนังไทยไม่กี่เรื่องที่ใช้งานศิลปะเป็นองค์ประกอบสำคัญในหนัง โดยนอกจากจะเป็นอุปกรณ์ประดับฉากแล้ว มันยังทำหน้าที่เป็นตัวสร้างบทสนทนาและขับเคลื่อนเรื่องราวได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ที่สำคัญ งานศิลปะที่ว่านี้เป็นของศิลปินคนโปรดของผมอีกด้วย ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า

อ็องรี รูโซ (Henri Rousseau)

หรือในชื่อเต็มว่า อ็องรี ฌูว์เลียง เฟลิกซ์ รูโซ (Henri Julien Félix Rousseau, 1844-1910) จิตรกรชาวฝรั่งเศสผู้ไม่เคยร่ำเรียนศิลปะในสถาบันไหนเลย ในยามมีชีวิต เขาถูกเย้ยหยันจากเหล่าบรรดานักวิจารณ์ตลอดอาชีพการทำงาน แต่ภายหลังเขากลับเป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินอัจฉริยะ ผู้ฝึกฝนการวาดภาพด้วยตัวเอง สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเยี่ยมที่ส่งอิทธิพลอย่างมากต่อศิลปินหัวก้าวหน้าและศิลปินรุ่นหลังมาหลายยุคสมัย

อ็องรี รูโซเริ่มต้นอาชีพศิลปินเต็มตัวเมื่ออายุได้ 49 ปี หลังเกษียณจากงานที่สำนักงานศุลกากรปารีส ถึงแม้เทคนิคการวาดภาพแบบมือสมัครเล่นและองค์ประกอบอันแปลกประหลาดในภาพวาดของเขาจะเป็นที่เย้ยหยันของเหล่านักวิจารณ์ศิลปะในยุคสมัยของเขา แต่มันก็กลับเป็นที่นิยมและยกย่องจากเหล่าบรรดาศิลปินเอกแห่งยุคโมเดิร์น ในแง่ของการเปิดเผย ‘ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของความเรียบง่าย’

รูโซเป็นที่รู้จักจากผลงานภาพวาดป่าดงดิบอันเขียวชอุ่ม ทั้งๆ ที่ตัวเขาไม่เคยเข้าป่าจริงๆ ที่ไหนเลย (เอาจริงๆ ตลอดชีวิต เขาไม่เคยออกจากประเทศฝรั่งเศสเลยแม้แต่ครั้งเดียวด้วยซ้ำ) แต่เขามักไปเยี่ยมเยือนสวนสาธารณะ อุทยาน และสวนสัตว์ในปารีสอยู่บ่อยๆ

ถึงแม้จะมีความมาดหมายจะเป็นจิตรกรวาดภาพเหมือนจริงตามขนบแบบเดียวกับจิตรกรที่เขาหลงใหลได้ปลื้มอย่าง วิลเลี่ยม-อดอล์ฟ บูเกอโร (William-Adolphe Bouguereau) และ ฌอง-เลอ็อง เจอโรม (Jean-Léon Gérôme) แต่ในทางตรงกันข้าม ศิลปินผู้เป็นแบบอย่างของศิลปะแนว นาอีฟ (Naïve art) หรือ ศิลปะไร้เดียงสา ผู้ฝึกฝนการวาดภาพด้วยตัวเองผู้นี้ ก็พัฒนาสไตล์ที่แสดงออกถึงการขาดไร้การฝึกฝนการวาดภาพตามขนบอย่างชัดแจ้งออกมา ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนที่ผิดเพี้ยน ทัศนียภาพแบบจุดเดียว และการใช้สีสันอันจัดจ้านและไม่เป็นธรรมชาติในการวาดภาพ ซึ่งคุณลักษณะดังกล่าวก็ส่งผลให้งานของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกอันลึกลับและแปลกประหลาดพิสดาร

งานศิลปะอันมีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่ได้เกิดจากการเล่าเรียนจากสถาบันศิลปะไหนๆ ของรูโซมักถูกเยาะเย้ยโดยผู้คนที่เห็นงานของในครั้งแรกๆ สื่อมวลชนชาวปารีสบางคนถึงกับเขียนวิจารณ์งานของเขาว่า “เมอซีเยอรูโซน่าจะหลับตาแล้วใช้ตีนของเขาวาดภาพ” แต่ในขณะเดียวกัน ภาพวาดของเขาก็ไปเตะตาศิลปินโมเดิร์นอย่าง ปีกัสโซ ผู้เห็นว่างานของรูโซเป็นตัวอย่างของความจริงและความตรงไปตรงมา ซึ่งพวกเขาปรารถนาจะให้มีในงานของตัวเอง โดยการหยิบฉวยเอาแรงบันดาลใจจากหน้ากากชนเผ่าแอฟริกัน และศิลปะของชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ

ผลงานของรูโซ ได้รับอิทธิพลมาจากส่วนผสมของรสนิยมทั้งชั้นสูงและชั้นต่ำ ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรมคลาสสิกตามแบบแผน โปสการ์ด หรือภาพประกอบในหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ และจากการไปเที่ยวชมสวนสัตว์ สวนสาธารณะ และอุทยานป่าต่างๆ รูโซสร้างสรรค์ผลงานออกมาเป็นภาพวาดอันล้ำสมัย แปลกแหวกแนว แต่ก็นำเสนอเรื่องราวปกติธรรมดาสามัญตามแบบแผน อย่างภาพทิวทัศน์ ภาพบุคคล และ ภาพวาดเชิงอุปมานิทัศน์ (Allegorical : การเล่าเรื่องโดยใช้สัญลักษณ์เปรียบเทียบแทนการบอกเล่าความหมายโดยตรงหรือการใช้ภาษาเขียนออกมา) ด้วยภาพลักษณ์อันน่าอัศจรรย์บางครั้งดิบเถื่อน อันเป็นผลจากการผสมผสานของแรงบันดาลใจอันหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลงาน The Dream (1910) ภาพวาดผู้หญิงเปลือยนอนเอนกายบนเก้าอี้ยาวที่ตั้งอยู่อย่างน่าพิศวงในป่าเขตร้อน ภาพนี้ได้รับการยกย่องอย่างมากโดยศิลปินกลุ่มเซอร์เรียลลิสต์ ซึ่งมักจะทำงานศิลปะอันแปลกประหลาดพิลึกพิลั่นและมีอารมณ์คล้ายกับความฝัน อันเป็นลักษณะอันโดดเด่นที่พบในงานของรูโซนั่นเอง

“เมื่อผมก้าวเข้าไปในสวนเขตร้อนในเรือนกระจก และได้เห็นบรรดาพืชพรรณไม้แปลกๆ จากต่างแดน มันทำให้ผมรู้สึกราวกับว่ากำลังอยู่ในความฝัน”

ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ The Dream (1910), พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่, นิวยอร์ก (MoMA)

The Dream (1910), สีน้ำมันบนผ้าใบ, พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่, นิวยอร์ก (MoMA), (ภาพจาก : en.wikipedia.org/wiki/Henri_Rousseau)

รูโซเกิดในปี 1844 ในเมืองลาวาล ประเทศฝรั่งเศส เขาหลงใหลในการวาดภาพมาตั้งแต่เด็กๆ แต่เขาก็ไม่ได้เข้าเรียนทางด้านศิลปะ หลังจบการศึกษา ครอบครัวเขาย้ายไปอยู่ที่เมืองอ็องเชร์ รูโซได้งานเป็นเสมียนในสำนักงานกฎหมายท้องถิ่น ถึงแม้เขาจะได้รับใช้ชาติในกองทัพฝรั่งเศสเป็นเวลาเจ็ดปี แต่ก็เป็นการประจำการอย่างปกติธรรมดา ไม่ได้ออกไปรบรากับใครที่ไหน แต่เขาก็มักจะใส่สีตีไข่เรื่องราวในกองทัพของเขาอย่างบรรเจิด หนึ่งในเรื่องผจญภัยที่เขาปั้นแต่งขึ้นมาก็คือ การเข้าไปมีส่วนร่วมในการปลุกระดมการปฏิวัติต่อต้านจักรพรรดิแมกซิมิเลียนแห่งเม็กซิโก ซึ่งเขาอวดอ้างว่าเขาต้องออกไปบุกป่าฝ่าดงพงไพร ซึ่งนั่นเป็นที่มาของแรงบันดาลใจ (หลอกๆ) ในการวาดภาพของเขาในภายหลังนั่นเอง

หลังออกจากกองทัพ เขาทำงานเป็นพนักงานตรวจสอบสินค้าในสำนักงานศุลกากร จนทำให้เขาได้ชื่อเล่นว่า ‘Le Douanier’ หรือ ‘ศุลการักษ์’ (ก็เจ้าหน้าที่ศุลกากรนั่นแหละ) ในช่วงนี้เองที่เขาวาดภาพขึ้นมาเป็นครั้งแรก ไม่มีการบันทึกช่วงเวลาเริ่มต้นในการทำงานศิลปะของเขาอย่างแน่ชัด แต่เขาอ้างว่าเขาเริ่มต้นวาดภาพเมื่ออายุสี่สิบปี (หรือในช่วงปี 1884) ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่เขาได้รับใบอนุญาตให้คัดลอกภาพวาดในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ได้ โดยเขาค่อยๆ ฝึกฝนวาดรูปในช่วงเวลาที่ว่างจากการทำงาน

ถึงแม้ผลงานในช่วงแรกๆ ของเขาจะถูกปฏิเสธจากซาลง หรือนิทรรศการแสดงศิลปะแห่งชาติ แต่ท้ายที่สุด เขาก็ได้แสดงงานเป็นครั้งแรกกับกลุ่ม Société des Artistes Indépendants (ชุมนุมศิลปินอิสระ) ในปี 1885 โดยภาพวาดสองชิ้นที่ถูกคัดเลือกไปแสดงในนิทรรศการในครั้งนั้นยังแสดงออกถึงความก้ำกึ่งลังเลระหว่างการทำงานศิลปะตามแบบแผนและงานศิลปะสมัยใหม่ ในปีถัดมา กลุ่ม Société des Artistes Indépendants ก่อตั้งซาลงของตัวเองขึ้นมา (รูโซเข้าร่วมแสดงงานอย่างสม่ำเสมอแทบทุกปี จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต) ซึ่งนิทรรศการแรกในซาลงของศิลปินอิสระ ก็นำเสนอผลงาน A Carnival Evening (1886) ภาพวาดชิ้นแรกของรูโซที่แสดงออกถึงความแปลกประหลาด อันมีลักษณะและการจัดองค์ประกอบเหนือจริงราวกับอยู่ในความฝัน ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของเอกลักษณ์เฉพาะตัวในงานศิลปะของเขาอย่างเต็มที่

A Carnival Evening (1886), สีน้ำมันบนผ้าใบ, พิพิธภัณฑ์ศิลปะฟิลาเดลเฟีย, (Philadelphia Museum of Art), สหรัฐอเมริกา

A Carnival Evening (1886), สีน้ำมันบนผ้าใบ, พิพิธภัณฑ์ศิลปะฟิลาเดลเฟีย, (Philadelphia Museum of Art), สหรัฐอเมริกา (ภาพจาก : en.wikipedia.org/wiki/Henri_Rousseau)

ในปี 1889 รูโซเดินทางไปยังปารีสเพื่อเที่ยวชมงานเวิลด์แฟร์ การท่องเที่ยวครั้งนี้ส่งแรงบันดาลใจให้กับงานของเขาอย่างมาก และตัวงานเวิลด์แฟร์เองก็กลายเป็นฉากหลังในภาพวาด Myself: Portrait-Landscape (1890) ของเขา

Myself: Portrait-Landscape (1890), สีน้ำมันบนผ้าใบ, พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ, ปราก, สาธารณรัฐเช็ก

Myself: Portrait-Landscape (1890), สีน้ำมันบนผ้าใบ, พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ, ปราก, สาธารณรัฐเช็ก (ภาพจาก : en.wikipedia.org/wiki/Henri_Rousseau)

ภาพวาด Myself: Portrait-Landscape (1890) และผลงาน Tiger in a Tropical Storm (Surprised!) (1891) ภาพวาดป่าดงดิบที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดภาพหนึ่งของเขาถูกแสดงในซาลงของศิลปินอิสระในปี 1891 ด้วยความซื่อใสไร้เดียงสา ตรงไปตรงมาไร้จริตมารยาของพวกมัน ทำให้นักวิจารณ์ศิลปะที่ได้เห็นในเวลานั้นต่างก็เย้ยหยันและถากถางผลงานของเขาเสียไม่มีชิ้นดี

Tiger in a Tropical Storm (Surprised!) (1891), สีน้ำมันบนผ้าใบ, พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ลอนดอน, อังกฤษ (ภาพ 7 - 10 จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Henri_Rousseau)

Tiger in a Tropical Storm (Surprised!) (1891), สีน้ำมันบนผ้าใบ, พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ลอนดอน, อังกฤษ (ภาพจาก : en.wikipedia.org/wiki/Henri_Rousseau)

หลังเกษียณอายุจากการทำงานที่สำนักงานศุลกากรในปี 1893 รูโซในวัย 49 ปี ก็กลายมาเป็นศิลปินอาชีพเต็มเวลา เขาวาดภาพ War (1894) และแสดงในซาลงของศิลปินอิสระ ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนในอาชีพศิลปินของเขา ภาพวาดเชิงอุปมานิทัศน์เกี่ยวกับสงครามขนาดใหญ่ภาพนี้ทำให้เขาได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ในแง่บวกจากสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก (และครั้งเดียว) ในหนังสือพิมพ์ Mercure de France มันยังดึงดูดความสนใจของกวีและนักเขียน อัลเฟรด แจร์รี (Alfred Jarry) ที่ตีพิมพ์ภาพวาดภาพนี้ลงในนิตยสารของเขา (รูโซเคยวาดภาพเหมือนของแจร์รีเอาไว้ในปี 1895 แต่แจร์รีกลับทำลายมันทิ้ง อันเป็นพฤติกรรมส่วนตัวของเขาที่ชอบทำลายภาพถ่ายและภาพวาดของตัวเอง นัยว่าเพื่อความแปลกใหม่อะไรทำนองนั้น)

War (1894), สีน้ำมันบนผ้าใบ

War (1894), สีน้ำมันบนผ้าใบ

ในช่วงปี 1898 และ 1900 รูโซเข้าร่วมการแข่งขันวาดภาพอาคารสำนักงานเทศบาลของเมืองแวงแซนน์ และเมืองอัสนิแยร์ ซูร์ แซน แต่ก็คว้าน้ำเหลว หลังจากนั้น รูโซผู้เพียรเสาะแสวงหาชื่อเสียงและการยอมรับตลอดมาก็เริ่มตระหนักได้ว่า ถึงแม้ผลงานภาพวาดป่าดงดิบของเขาจะถูกวิจารณ์อย่างอื้อฉาว แต่มันก็ทำให้เขาได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมาก เขาจึงหันกลับมาวาดภาพในแนวนี้ จนออกมาเป็นผลงาน Scouts Attacked by a Tiger (1904) ซึ่งได้รับเสียงวิจารณ์อย่างอื้อฉาว แม้จะในแง่ลบ แต่ก็ทำให้ชื่อของเขากลับมาสู่สายตาของสาธารณชนอีกครั้ง

Scouts Attacked by the Tiger (1904) สีน้ำมันบนผ้าใบ (ภาพ 11, 12 จาก http://www.henrirousseau.net/)

Scouts Attacked by the Tiger (1904) สีน้ำมันบนผ้าใบ (ภาพ 11, 12 จาก http://www.henrirousseau.net/)

ในช่วงนั้นเองที่ศิลปินรุ่นใหม่ๆ เริ่มหันมาสนใจผลงานของรูโซ ซึ่งดูเหมือนจะมีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับงานศิลปะดึกดำบรรพ์ของชนเผ่าต่างๆ จนกลายเป็นที่นิยมในหมู่สมาชิกของศิลปินอาว็อง-การ์ด (Avant-garde) หรือศิลปินหัวก้าวหน้า เขาเริ่มซี้กับศิลปินรุ่นเยาว์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้นอย่าง ฌอร์ฌ บรัก (Georges Braque), ปาโบล ปีกัสโซ, กีโยม อาปอลีแนร์ (Guillaume Apollinaire) และ โรแบรต์ เดอโลเน (Robert Delaunay) เป็นอาทิ

ในปี 1906 รูโซพบกับวิลเฮล์ม อูห์เดอ (Wilhelm Uhde) นักสะสมงานศิลปะและนักวิจารณ์ชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนผลงานในช่วงบั้นปลายชีวิตของรูโซ และช่วยจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตของเขาในปี 1908 ถึงแม้นิทรรศการที่ว่าจะประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แต่ในปีเดียวกัน ปีกัสโซก็บังเอิญซื้อภาพวาด Portrait of a Woman (1895) ของเขาได้จากร้านค้ามือสอง และเฉลิมฉลองการได้มาซึ่งภาพวาดนี้ ด้วยการจัดปาร์ตี้ (อันกลายเป็นตำนานในเวลาต่อมา) ที่เชื้อเชิญแขกผู้มีชื่อเสียงมากหน้าหลายตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกอร์ทรูด สเตน (Gertrude Stein) กวี, นักเขียน และนักสะสมงานศิลปะชาวอเมริกันผู้ทรงอิทธิพลเหลือล้นในยุคนั้น และเชิญรูโซมาเป็นแขกผู้มีเกียรติคนสำคัญ โดยให้เขานั่งบนบัลลังก์ที่ทำขึ้นจากเก้าอี้ตั้งอยู่บนลังบรรทุกสินค้า แถมขับกล่อมด้วยเพลงวอลซ์อย่างครื้นเครง

ถึงแม้จะได้รับความนิยมชมชอบในหมู่มิตรสหายศิลปิน แต่มันก็ไม่ได้ทำให้รูโซหลุดพ้นจากการถูกคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นตัวตลกในโลกศิลปะอยู่ดี และเขาเองก็ยังคงมีชีวิตอย่างยากไร้ขัดสนจวบจนวันสุดท้ายของชีวิต อ็องรี รูโซ เสียชีวิตในปี 1910 จากอาการฝีอักเสบที่ขา

หลังจากที่รูโซเสียชีวิตลง เหล่าบรรดาเพื่อนศิลปินร่วมรุ่นของเขาก็มีบทบาทอย่างสูงในการเผยแผ่ชื่อเสียงของเขาให้ขจรขจายไปอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น มักซ์ เวเบอร์ (Max Weber) ศิลปินคิวบิสม์ชาวอเมริกัน-ยิว ที่เป็นผู้แนะนำผลงานของรูโซสู่สายตาของผู้ชมชาวอเมริกัน ในนิทรรศการศิลปะที่นิวยอร์กในปี 1910 ตามมาด้วยนิทรรศการรำลึกถึงรูโซที่จัดขึ้นโดยโรแบรต์ เดอโลเน ที่ซาลงของศิลปินอิสระในปีถัดมา ในปีเดียวกัน  วิลเฮล์ม อูห์เดอก็ยังตีพิมพ์หนังสือชีวประวัติของรูโซขึ้นมาเป็นครั้งแรก สร้างความประทับใจให้กับศิลปินนามธรรมชื่อดังอย่าง วาสซิลี คันดินสกี ผู้ต่อมาได้ซื้อภาพวาดของรูโซมาสองภาพ รวมถึงจำลองภาพวาดของเขาลงตีพิมพ์ในวารสาร The Blaue Reiter (Blue Rider) Almanac ของเขาในปี 1912 อีกด้วย

ด้วยการดึงดูดความสนใจอันแปลกพิสดารที่นำมาซึ่งความลึกลับสู่พื้นที่ธรรมดาสามัญหรือพื้นที่อันประหลาดล้ำ ผลงานของรูโซทิ้งรอยประทับแห่งแรงบันดาลใจอันไม่อาจลบเลือนให้กับศิลปินรุ่นหลังและรุ่นต่อๆ ไปในอนาคต ด้วยผลงานศิลปะที่ทำจากเทคนิคที่ไม่ผ่านการเรียนในสถาบันที่ไหนเลย ซึ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกอันเรียบง่าย จริงใจ ไร้เดียงสา เหมือนเด็กๆ ที่โดนใจเหล่าศิลปินโมเดิร์นแห่งศตวรรษที่ 20 ผู้โอบรับศิลปะดึกดำบรรพ์ของชนเผ่าแอฟริกันและศิลปะพื้นเมืองของรัสเซียอย่างปีกัสโซและคันดินสกีอย่างแรง ยิ่งไปกว่านั้น รูโซยังถูกยกย่องว่าเป็น ‘เซอร์เรียสลิสต์ผู้มาก่อนกาล’ โดยเจ้าลัทธิเซอร์เรียสลิสม์อย่างอ็องเดร เบรอตงด้วยงานศิลปะที่ดูคล้ายกับความฝัน ไร้เหตุผล มีคุณลักษณะทางอภิปรัชญา และใช้สีสันสดใส เส้นสายคมกริบชัดเจนอันเป็นต้นธารของงานศิลปะของศิลปินกลุ่มเซอร์เรียลลิสม์อย่าง เรอเน มากริต (René Magritte) และ จอร์จิโจ เดอ คิริโก (Giorgio de Chirico)

และผลงานของรูโซก็น่าจะสร้างความประทับใจอะไรบางอย่างให้กับคนทำหนังอย่าง ปราบดา หยุ่น จนหยิบมันมาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในหนังเรื่องล่าสุดของเขาอย่าง Someone from Nowhere  ซึ่งภาพวาดของรูโซที่ปราบดาเลือกมาใส่ในหนังของเขานั้นมีชื่อว่า

The Snake Charmer (1907)

The Snake Charmer (1907), สีน้ำมันบนผ้าใบ, พิพิธภัณฑ์ออร์แซ, ปารีส, ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Henri_Rousseau)

The Snake Charmer (1907), สีน้ำมันบนผ้าใบ, พิพิธภัณฑ์ออร์แซ, ปารีส, ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Henri_Rousseau)

The Snake Charmer (1907) เป็นภาพวาดที่ เคานท์เต แบรกธ์ ฟิลิซี เดอ โรส (Countess Berthe Félicie de Rose) แม่ของ โรแบรต์ เดอโลเน ศิลปินผู้เป็นเพื่อนสนิทของรูโซเป็นผู้จ้างวานให้เขาวาดขึ้นมา รูโซน่าจะตัดสินใจวาดภาพนี้หลังจากได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์ของเธอในประเทศอินเดีย ในภาพแสดงให้เห็นร่างอันลี้ลับของหมองูสาวที่ห้อมล้อมด้วยเหล่าบรรดาอสรพิษ เธอพรางกายอยู่ในเงามืดของแมกไม้ ยกเว้นดวงตาที่ส่องแสงเรืองรองจนดูราวกับเป็นสัตว์ป่าตัวหนึ่ง ความนิ่งงันอันแปลกประหลาดในภาพที่เป็นอารมณ์อันเป็นบุคลิกเฉพาะตัวในภาพวาดของรูโซตลอดมา ส่งให้ภาพวาดนี้ดูคล้ายกับต้องมนต์ขลัง ราวกับเสียงขลุ่ยในมือของเธอกำลังสะกดโลกนี้ให้ตกอยู่ในภวังค์ก็ปาน รายละเอียดต่างๆ ในภาพวาดอย่างองค์ประกอบที่ไม่สมมาตร การใช้ลักษณะย้อนแสง และการใช้สีสันสดใสนั้นส่งอิทธิพลต่อการทำงานศิลปินเซอร์เรียลริสต์ชื่อก้องอย่างเรอเน มากริตอย่างชัดเจน

ปราบดา หยุ่น กับภาพวาด The Snake Charmer จำลอง ในฉากของหนัง Someone from Nowhere

ปราบดา หยุ่น กับภาพวาด The Snake Charmer จำลอง ในฉากของหนัง Someone from Nowhere

โดยปราบดากล่าวถึงเหตุผลที่เขานำภาพวาดของรูโซภาพนี้มาใช้ในหนังว่า

“เนื้อหาในหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับการครอบครองอะไรบางอย่าง ถึงแม้จะไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรจริงๆ ก็ตาม แต่ ณ ชั่วขณะนึง ก็มีคนเป็นเจ้าของอะไรบางอย่างอยู่ดี ยกตัวอย่างเช่น การที่เราบอกว่า พื้นที่นี้เป็นพื้นที่สมมติที่เรียกว่า ประเทศไทย ซึ่งไม่ได้เป็นของใครจริงๆ แต่ ณ ขณะที่มีคนที่มีอำนาจยึดใช้พื้นที่นี้อยู่ มันก็มีสถานะเป็นของของคนที่มีอำนาจที่ยึดใช้อยู่นั่นเอง หนังเรื่องนี้เหมือนจะพูดถึงพื้นที่ที่ถูกแย่งชิง และมีเจ้าของจริงๆ มาทวงคืน แต่สุดท้ายมันก็เป็นวงจรกลับไปกลับมา ขึ้นอยู่กับว่าใครใช้มันอยู่ ณ ตอนนั้น

 

*“เหตุผลที่ผมเลือกภาพวาดของอ็องรี รูโซมาใช้ในหนังนั้นมีที่มาจากความทรงจำในวัยเด็ก ในบ้านที่ผมโตมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ มันมีภาพวาดเลียนแบบภาพของอ็องรี รูโซ อยู่ ซึ่งภาพนี้ก็ติดอยู่ในความทรงจำของเรามาตลอด สมัยเรียนศิลปะเราก็ไม่ได้ชอบเขาเท่าไหร่ รู้แต่ว่ามีอิทธิพลกับพวกดาดา (Dada) เซอร์เรียลลิสม์ สมัยนั้นเราคิดว่าเขาเป็นคนวาดรูปไม่สวยด้วยซ้ำไป พูดง่ายๆ ว่าวาดเหมือนเด็กน่ะ แต่พอโตขึ้น เราสนใจอะไรมากขึ้น แล้วพอได้เรียนรู้ชีวิตเขาจริงๆ เราก็สนใจเขาขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความที่เขาไม่ใช่ศิลปินตามขนบแบบปกติ และการที่เขาใช้จินตนาการสร้างภูมิทัศน์หรือสัตว์ต่างๆ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนขึ้นมา ผมว่ามันมีความน่าสนใจ แล้วมันประจวบเหมาะกับช่วงที่เรากำลังจะทำหนังเรื่องนี้พอดี *

 

*“ด้วยความที่ในบทหนังมีภาพวาดเป็นตัวดำเนินเรื่องอยู่ในห้อง เราก็คิดว่าจะเอาภาพอะไรมาใช้ดี สุดท้ายก็มาจบที่ภาพของรูโซ เพราะมันมีประเด็นเรื่องที่เขาใช้จินตนาการสร้างพื้นที่ขึ้นมาโดยที่เขาไม่เคยไป แต่สิ่งที่เขาสร้าง เขาคิดว่ามันมีอยู่จริง เขาไม่ได้คิดว่าเขาสร้างพื้นที่แฟนตาซีขึ้นมา เขาคิดว่าเขาวาดภาพแอฟริกา หรือป่าแอมะซอนในความคิดเขาจริง ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยไปต่างประเทศ หรือที่ที่เขาวาดภาพเลยด้วยซ้ำไป และภาพภาพนี้ก็มีองค์ประกอบหลายอย่างที่สอดคล้องกับเรื่องราวในหนัง” *

(ซึ่งเรื่องราวที่ว่านี้จะเป็นอย่างไรก็คงต้องให้ไปดูกันเอาเองก็แล้วกัน)

มา ณ ที่นี้ : Someone from Nowhere (2017) กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเรา ในวันที่ 23 สิงหาคม 2018 นี้ สามารถเช็กรอบและโรงฉายได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Motel Mist + Someone From Nowhere

อ้างอิงข้อมูลจาก

https://www.theartstory.org/artist-rousseau-henri-artworks.htm#pnt_5

https://en.wikipedia.org/wiki/Henri_Rousseau

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากคุณปราบดา หยุ่น, True visions / 185 Films

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...