คัด 5 หุ้นเด่น รับรัฐอัด 5.75 หมื่นล้าน ผ่านบัตรสวัสดิการ-ไทยช่วยไทย พลัส-ประกันภัยพิบัติ
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐกลับมาเป็นปัจจัยหนุนกำลังซื้อในประเทศอีกครั้ง หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือประชาชนผ่านทั้ง การเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การขยายโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และโครงการประกันภัยพิบัติ ซึ่งเม็ดเงินรวมอยู่ในระดับกว่า 5 หมื่นล้านบาท โดยตลาดทุนเริ่มประเมินผลบวกต่อหุ้นที่เชื่อมโยงกับการบริโภคภายในประเทศ สินเชื่อรายย่อย และธุรกิจที่มีปัจจัยเฉพาะตัว
สำหรับมาตรการด้านกำลังซื้อ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2569 เห็นชอบผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับวงเงินซื้อสินค้าเพิ่มอีก 700 บาทต่อคน จากเดิม 300 บาท ส่งผลให้ได้รับวงเงินรวม 1,000 บาทต่อคนในเดือน ต.ค. 2569 สำหรับใช้ซื้อสินค้าผ่านร้านธงฟ้าและร้านค้าที่กำหนด ซึ่งเป็นการส่งเม็ดเงินตรงไปยังกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและร้านค้าระดับชุมชน
อีกทั้งเห็นชอบโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” ซึ่งประกอบด้วยการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” โดยทั้ง 2 นโยบายอยู่ภายใต้กรอบวงเงินรวม 4.2 หมื่นล้านบาท
ด้านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพิ่มเติม” จะดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-30 พ.ย. 2569 ภาครัฐร่วมจ่าย 60% ของมูลค่าสินค้าและบริการ สูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และวงเงินสนับสนุนสูงสุด 1,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ โดยมีเป้าหมายลดภาระค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อ และช่วยประคองรายได้ผู้ประกอบการรายย่อย
อีกมาตรการสำคัญคือการจัดสรรงบประมาณ 15,500 ล้านบาท สำหรับโครงการประกันภัยพิบัติให้ประชาชน แบ่งเป็นค่าเบี้ยประกันภัยที่อยู่อาศัยแบบกลุ่ม 15,000 ล้านบาท และประกันภัยอุบัติเหตุแบบกลุ่ม 500 ล้านบาท ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยกรมธรรม์กำหนดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 ถึง 1 ต.ค. 2570
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ประเมินว่า มาตรการกระตุ้นการบริโภครอบใหม่จะช่วยเพิ่มแรงส่งต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยวงเงินภาครัฐคิดเป็นสัดส่วนราว 0.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และหากรวมเงินที่ประชาชนสมทบเข้าไปในระบบ มีโอกาสเพิ่มแรงส่งต่อเศรษฐกิจในกรอบราว 0.3%
สำหรับหุ้นที่ KSS มองว่ามีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้แก่ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือTNP เนื่องจากลักษณะธุรกิจค้าปลีกที่เชื่อมโยงกับการใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในระดับชุมชน
การเพิ่มวงเงินจาก 300 บาทเป็น 1,000 บาทในเดือน ต.ค. ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยตรง ซึ่งเม็ดเงินส่วนหนึ่งมีแนวโน้มถูกนำไปใช้กับสินค้าในชีวิตประจำวัน และอาจส่งผ่านมายังยอดขายของผู้ประกอบการที่มีฐานร้านค้าเข้าถึงชุมชน
ส่วนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” KSS มองว่าจะช่วยประคองกำลังซื้อและสภาพคล่องของครัวเรือน โดยหุ้นในกลุ่มที่อิงเศรษฐกิจภายในประเทศมีโอกาสได้รับผลบวกทางอ้อม ประกอบด้วย บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC, บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือKTC และบริษัท เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือJMT
ในเชิงกลไก เมื่อภาครัฐเข้ามาช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายด้านการบริโภค จะช่วยรักษาสภาพคล่องของครัวเรือน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดติดตามต่อเนื่องในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพสินทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นจริงต่อแต่ละบริษัทจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้จ่าย ภาระหนี้ และภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี
สำหรับหุ้นค้าปลีก KSS มองว่า เม็ดเงินจากโครงการอาจกระจายไปยังร้านค้ารายย่อยมากกว่าโมเดิร์นเทรดในระยะสั้น จึงให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดยระบุ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือCOM7 เป็นหนึ่งในหุ้นที่น่าจับตา
นอกเหนือจากภาพกำลังซื้อภายในประเทศแล้ว COM7 ยังมีแรงสนับสนุนจากวัฏจักรผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีใหม่ โดย KSS ประเมินว่ากระแสตอบรับผลิตภัณฑ์ iPhone รุ่นใหม่ดีกว่าคาด จึงเป็นปัจจัยเฉพาะตัวที่อาจช่วยเสริมแนวโน้มยอดขายในช่วงปลายปี
ส่วนประกันภัยพิบัติอีก 1.55 หมื่นล้าน เปิดโอกาสกลุ่มประกัน โดย KSS มองว่าการนำระบบประกันภัยเข้ามาเป็นกลไกบริหารความเสียหายจากภัยพิบัติ นอกจากช่วยให้ภาครัฐสามารถบริหารภาระรายจ่ายด้านการเยียวยาได้เป็นระบบมากขึ้นแล้ว ยังเปิดโอกาสทางธุรกิจแก่บริษัทในอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยด้วย อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องติดตามรายละเอียดการรับประกันภัย การกระจายความเสี่ยง และเงื่อนไขของโครงการ ก่อนประเมินผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเป็นรายแห่ง
ดังนั้น ในระยะสั้น KSS จึงยังไม่ได้ระบุหุ้นประกันรายใดเป็นหุ้นหลักจากธีมดังกล่าว และมองว่ากลุ่มประกันเหมาะสำหรับติดตามเชิงเก็งกำไรเมื่อรายละเอียดโครงการมีความชัดเจนมากขึ้น
ภาพรวมมาตรการภาครัฐรอบนี้จึงสะท้อนการใช้เม็ดเงินผ่านหลายช่องทาง ทั้งการเพิ่มกำลังซื้อโดยตรง การร่วมจ่ายเพื่อกระตุ้นการบริโภค และการสร้างระบบรองรับความเสี่ยงจากภัยพิบัติ โดยในมุมของ KSS หุ้นที่มีโอกาสเชื่อมโยงกับธีมดังกล่าว ได้แก่ TNP, MTC, KTC, JMT และ COM7 ขณะที่จังหวะการใช้สิทธิจริงและความเร็วในการหมุนเวียนของเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินผลต่อรายได้และผลประกอบการของแต่ละบริษัทในระยะถัดไป