โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“ดาวโจนส์” ปิดบวก 1,569 จุด หลัง “เดโมแครต” ชนะเลือกตั้งกลางเทอม พ่วงน้ำมันร่วง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพุธ (4 พ.ย.69) ปรับตัวขึ้นทั้ง 3 ดัชนีหลัก โดยดาวโจนส์พุ่งกว่า 1,500 จุด หลังพรรคเดโมแครตคว้าเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจากการเลือกตั้งกลางเทอม ช่วยคลายความไม่แน่นอนทางการเมือง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงสนับสนุนบรรยากาศการลงทุน

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 53,356.12 จุด เพิ่มขึ้น 1,569.40 จุด หรือ 3.03% ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,688.62 จุด เพิ่มขึ้น 119.70 จุด หรือ 1.58% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 25,736.51 จุด เพิ่มขึ้น 364.50 จุด หรือ 1.44%

การพุ่งขึ้นของดาวโจนส์ครั้งนี้นับเป็นการปรับตัวขึ้นในวันเดียวมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2568 และเป็นการเพิ่มขึ้นในวันซื้อขายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2525 ตามข้อมูลของ CFRA Research

ผลการเลือกตั้งทำให้สหรัฐฯ เตรียมเข้าสู่ภาวะที่พรรคเดโมแครตควบคุมสภาคองเกรสทั้งสองสภา ขณะที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วง 2 ปีที่เหลือของวาระ โดยนักลงทุนประเมินว่า ดุลอำนาจใหม่อาจช่วยถ่วงดุลการดำเนินนโยบายของรัฐบาล และลดโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างฉับพลัน

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงอย่างหนัก โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ลดลง 8.98 ดอลลาร์ หรือ 8.7% ปิดที่ 94.62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ลดลง 7.97 ดอลลาร์ หรือ 8.3% ปิดที่ 88.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นักลงทุนคาดการณ์ว่า การเปลี่ยนดุลอำนาจในสภาคองเกรสอาจเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ให้หาทางยุติสงครามกับอิหร่านได้เร็วขึ้น ซึ่งอาจช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อาวุโสของอิหร่านระบุว่า ทั้งสองฝ่ายยังห่างไกลจากการบรรลุข้อตกลง

ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 4.88% ท่ามกลางการประเมินผลเลือกตั้งและแนวโน้มนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

ด้านแรงซื้อกระจายไปยังหุ้นหลายกลุ่ม โดยดัชนีหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยใน S&P 500 เพิ่มขึ้น 4.3% สวนทางกลุ่มพลังงานที่ลดลง 4.8% ตามราคาน้ำมัน

หุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ Microsoft เพิ่มขึ้น 6.7% Amazon เพิ่มขึ้น 6.1% Alphabet เพิ่มขึ้น 3.2% และ Meta Platforms เพิ่มขึ้น 1.4% ขณะที่หุ้นผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์เคลื่อนไหวสวนทาง โดย Hut 8 ลดลง 23% IREN ลดลง 11% และ Core Scientific ลดลง 10%

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลว่า การกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นอาจชะลอการขยายโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกระทบผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อาจได้รับประโยชน์จากภาระการลงทุนที่ชะลอลง

สำหรับหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ดัชนี Philadelphia Semiconductor ลดลง 3.1% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ขณะที่ Advanced Micro Devices หรือ AMD ปรับขึ้น 1% หลังบริษัทคาดการณ์การเติบโตในปี 2570 สูงกว่าที่ตลาดคาด จากยอดขายธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ นักลงทุนยังเตรียมติดตามข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ เดือนตุลาคม ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน ตามเวลาสหรัฐฯ เพื่อประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานและทิศทางนโยบายการเงิน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...