โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สุดแค้นแสนรัก: ความสัมพันธ์ระหว่างโคลอมเบียและเวเนซุเอลา

The101.world

อัพเดต 07 พ.ค. 2566 เวลา 21.04 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2566 เวลา 14.00 น. • The 101 World

ความสัมพันธ์ระหว่างโคลอมเบียและเวเนชุเอลาเริ่มมาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เมื่อผู้ปกครองชาวสเปนริเริ่มจัดตั้งจังหวัดซานตามาร์ตา ซึ่งปัจจุบันคือโคลอมเบีย และขณะเดียวกันก็จัดตั้งจังหวัดนิวอันดาลูเซีย ซึ่งปัจจุบันคือเวเนซุเอลา ทั้งสองประเทศได้รับเอกราชพร้อมกันในวันที่ 20 กรกฎาคม 1810 ภายใต้การนำของ Simón Bolivar และได้รวมตัวเป็นประเทศเดียวกันในนาม The Gran Colombia ซึ่งนอกจากจะรวมทั้งสองประเทศดังกล่าว ยังรวมเอกวาดอร์และปานามาอีกด้วย แต่ต่อมาไม่นานเวเนซุเอลากับเอกวาดอร์ก็ขอแยกตัวเป็นเอกราช และนับตั้งแต่นั้นมาความสัมพันธ์ระหว่างโคลอมเบียและเวเนซุเอลาก็มีทั้งในแง่ความร่วมมือและความขัดแย้ง

นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ความขัดแย้งที่สำคัญระหว่างสองประเทศคือความขัดแย้งทางการทหารในประเด็นเรื่องพรมแดน ความสัมพันธ์ของของสองประเทศได้ถึงจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 1987 เมื่อเรือรบของโคลอมเบียแล่นเรือในเขตน่านน้ำที่มีปัญหาระหว่างสองประเทศ ทำให้ประธานาธิบดี Jaime Lusinchi ของเวเนซุเอลาส่งกองกำลังทางอากาศเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ความขัดแย้งภายในของโคลอมเบียเองระหว่างรัฐบาลและกองกำลังฝ่ายซ้าย ไม่ว่าจะเป็น Fuerzas Armadas Revolucionarias de Colombia (FARC) หรือ Ejército de Liberación Nacional (ELN) ก็ส่งผลกระทบต่อทั้ง 2 ประเทศ การต่อสู้ตามชายแดนของกองทัพโคลอมเบียกับกลุ่มกบฏฝ่ายซ้าย ทำให้มีการก้าวล่วงเข้าไปในดินแดนของเวเนซุเอลาอยู่เสมอ และเมื่อความรุนแรงในโคลอมเบียเพิ่มสูงขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 1980 ก็ส่งผลให้ประชาชนชาวโคลอมเบียจำนวนมากหนีภัยสงครามเข้าไปอยู่ในเวเนซุเอลา กลุ่มกบฏฝ่ายซ้ายในโคลอมเบียยังมีบทบาทบริเวณพรมแดนของสองประเทศที่มีความยาวถึง 2,210 กิโลเมตรโดยเฉพาะการค้าขายของเถื่อน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ยาเสพติด อาวุธสงคราม และรถยนต์ที่ถูกขโมยมา และนับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา ความสัมพันธ์ของโคลอมเบียและเวเนซุเอลาก็มีลักษณะลุ่มๆ ดอนๆ อันเป็นผลมาจากความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ

ในช่วงปี 1939 รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของอ่าวเวเนซุเอลาเป็นของตัวเอง ทำให้รัฐบาลโคลอมเบียเรียกร้องให้รัฐบาลเวเนซุเอลาจัดการเรื่องพรมแตนทางทะเลเสียใหม่ให้เป็นไปตาม The United Nations Convention on the Law of the Sea จนมีการลงนามในสนธิสัญญาพรมแดนระหว่างสองประเทศกันในปี 1941 ก่อนที่ต่อมาในวันที่ 20 มิถุนายน 1989 ทั้งสองประเทศได้ตกลงจัดตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อจัดการปัญหาพรมแดนระหว่างกัน จากนั้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 1991 โคลอมเบียและเวเนซุเอลาทำข้อตกลงการใช้น่านฟ้าร่วมกัน และยังจัดตั้งคณะกรรมาธิการผสมเพื่อจัดการปัญหายาเสพติดข้ามชาติ และต่อมาในปี 1994 ก็มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศ

ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1995 กลุ่มกบฏฝ่ายซ้ายของโคลอมเบีย ELN ก็ได้บุกรุกเข้าไปในดินแดนของเวเนซุเอลา ส่งผลให้ชาวเวเนซุเอลาตายไป 8 คน และบาดเจ็บ 12 คน จากนั้นในวันที่ 30 เมษายน 1998 กบฏ ELN ก็ทำการโจมตีเมืองพรมแดนของโคลอมเบียและหนีเข้าไปในเวเนซุเอลา รัฐบาลของเวเนซุเอลาภายใต้การนำของ Rafael Caldera อนุญาตให้กองทัพโคลอมเบียข้ามพรมแดนเข้ามาจัดการกับกลุ่มกบฏ ELN ได้ ก่อนที่ในวันที่ 21 มีนาคม 2000 เฮลิคอปเตอร์จำนวน 4 ลำและเครื่องบินอีก 2 ลำของเวเนซุเอลาได้ข้ามน่านฟ้าเข้าไปในโคลอมเบียและยิงถล่มใส๋ผู้ก่อการร้าย และในวันที่ 23 เมษายนปีเดียวกันนั้นเอง รัฐบาลของโคลอมเบียและเวเนซุเอลาก็ได้ลงนามในข้อตกลงในการจัดการปัญหาผู้ลี้ภัยสงครามชาวโคลอมเบียที่หนีเข้าไปอยู่ในเวเนซุเอลา

เมื่อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ 2001 José María Ballestas ผู้นำกลุ่มกบฏ ELN ผู้อยู่เบื้องหลังการจี้เครื่องบินสายการบิน Avianca ซึ่งเป็นสายการบินประจำชาติของโคลอมเบียก็ถูกจับได้ในเวเนซุเอลา แต่ต่อมาก็ได้รับการปล่อยตัว ทำให้ผู้นำโคลอมเบีย Andrés Pastrana เกิดความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อผู้นำเวเนซุเอลา Hugo Chávez

ในปี 2002 มีความพยายามที่จะก่อการรัฐประหารโค่นล้ม Chávez แต่ไม่สำเร็จ ผู้นำการรัฐประหารในครั้งนั้น Pedro Carmona ได้เข้าไปขอลี้ภัยทางการเมืองในสถานทูตโคลอมเบีย ณ กรุงการากัส เมืองหลวงของประเทศเวเนซุเอลา สร้างความไม่พอใจให้กับ Chávez อย่างมาก ก่อนที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเสื่อมทรามลงอีก เมื่อมีการลักพาตัวผู้นำกบฏฝ่ายซ้ายกลุ่ม FARC ของโคลอมเบีย Rodrigo Granda ในเขตพื้นที่ของเวเนซุเอลาและพาตัวเขากลับไปยังโคลอมเบีย

ปลายปี 2007 ประธานาธิบดีของโคลอมเบียในขณะนั้น Álvaro Uribe ได้ร้องขอให้ประธานาธิบดี Chávez เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยในการแลกเปลี่ยนระหว่างตัวประกันชาวโคลอมเบียที่ถูกจับไปกับสมาชิกของ FARC โดยผู้นำในการเจรจาของโคลอมเบียคือ Piedad Córdoba ต่อมาระหว่างการประชุมแบบสองต่อสองในระหว่างการประชุมใหญ่ The Ibero-American Summit ประธานาธิบดี Uribe ได้ขอร้องไม่ให้ประธานาธิบดี Chávez ติดต่อกับผู้นำทางการทหารของโคลอมเบียโดยพลการ แต่สองอาทิตย์ถัดมาประธานาธิบดี Chávez ได้พยายามติดต่อผู้บัญชาการทหารบกของโคลอมเบีย ส่งผลให้ประธานาธิบดี Uribe ไม่พอใจเป็นอย่างมาก และประกาศยกเลิกการเจรจาไกล่เกลี่ยกับ FARC ที่มี Chávez และ Córdoba เป็นผู้นำในการเจรจาไกล่เกลี่ยดังกล่าว

ขณะที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศมีแนวโน้มแย่ลงในทุกที ในวันที่ 27 ธันวาคม 2007 ประธานาธิบดี Chávez ประกาศว่าเขามีแผนเข้าไปช่วยเหลือตัวประกันที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ FARC ในโคลอมเบีย โดยเขาส่งเครื่องบินของเวเนซุเอลาโดยความร่วมมือกับองค์กรกาชาดสากลเข้าไปช่วยเหลือตัวประกัน 3 คนออกมาได้

ในวันที่ 1 มีนาคม 2008 กองทัพของโคลอมเบียได้ยิงปืนถล่มกลุ่มกบฏฝ่ายซ้าย FARC บริเวณพรมแดนระหว่างโคลอมเบียกับเอกวาดอร์ ส่งผลให้กลุ่มกบฏตายไป 17 คน ซึ่งรวมทั้งผู้นำเบอร์สองของ FARC Raúl Reyes การโจมตีครั้งนี้เลยเข้าไปในพรมแดนเอกวาดอร์ 1.8 กิโลเมตร โดยประธานาธิบดีของโคลอมเบีย Álvaro Uribe ได้ต่อสายไปยังประธานาธิบดีเอกวาดอร์ Correa ว่าการกระทำทางการทหารดังกล่าวเป็นไปเพื่อการกำจัดกบฏฝ่ายซ้ายแต่เพียงเท่านั้น ประธานาธิบดี Correa ได้ประกาศที่จะสืบสวนเรื่องนี้ ต่อมา Correa ได้ประกาศว่ารัฐบาลของโคลอมเบียทำการละเมิดดินแดนของเอกวาดอร์ มีการเรียกตัวเอกอัครราชทูตเอกวาดอร์ประจำกรุงโบโกตาของโคลอมเบียกลับประเทศ ต่อมารัฐบาลของโคลอมเบียได้ขอโทษเรื่องนี้ต่อเอกวาดอร์

ส่วนประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา Chávez ก็ประกาศว่าถ้ากองทัพโคลอมเบียล้ำเข้ามาในพื้นที่ของเวเนซุเอลา เขาจะประกาศสงครามต่อโคลอมเบียทันที นอกจากนี้เขายังประณามผู้นำโคลอมเบียอย่างหนัก Chávez สั่งการให้กองทหาร 10 กองร้อยเข้าประชิดพรมแดนโคลอมเบียกับเวเนซุเอลารวมทั้งประกาศปิดสถานทูตของตนเองในโคลอมเบีย อีกทั้ง Chávez ยังประกาศสนับสนุนประธานาธิบดีของเอกวาดอร์ อย่างไรก็ตามในวันที่ 8 มีนาคม 2008 รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศว่าจะปรับปรุงความสัมพันธ์ของรัฐบาลเวเนซุเอลากับรัฐบาลโคลอมเบียให้อยู่ในระดับปกติ

Chávez ยังเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ในลาตินอเมริกาและสหภาพยุโรปให้นำชื่อของ FARC ออกจากรายชื่อการเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้าย แต่ทุกประเทศปฏิเสธ โดย FARC ถูกบรรจุในลิสต์ผู้ก่อการร้ายหลังจากการลักพาตัว Íngrid Betancourt นักการเมืองหญิงสัญชาติโคลอมเบียและฝรั่งเศส ในเดือนมิถุนายน 2008 ท่ามกลางผู้ที่ถูกลักพาตัวอยูทั้งหมดกว่า 700 คน Chávez พยายามที่จะหาทางช่วยตัวประกันที่ FARC ควบคุมตัวแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จนนำไปสู่การถอนตัวของ Chávez ในการสนับสนุนกลุ่มกบฏ FARC ในเวลาต่อมา

ปลายเดือนกรกฎาคม 2008 รัฐบาลโคลอมเบียออกแถลงการณ์ว่าปืนต่อสู้อากาศยานของรัฐบาลเวเนซุเอลาที่ซื้อมาจากบริษัทของสวีเดนถูกนำมาใช้โดยกลุ่ม FARC ทำให้ประธานาธิบดี Chávez ตอบโต้โดยการเรียกเจ้าหน้าที่ทางการทูตเกือบทั้งหมดรวมถึงเอกอัครราชทูตกลับประเทศ รวมถึงประกาศยกเลิกการนำเข้ารถยนต์จากโคลอมเบีย และห้ามการส่งน้ำมันไปยังโคลอมเบีย อย่างไรก็ตาม อีกไม่นานเอกอัครราชทูตเวเนซุเอลาประจำกรุงโบโกตาก็ได้ถูกส่งกลับไปประจำการอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาเมื่อประธานาธิบดี Chávez ถึงแก่อสัญกรรม รองประธานาธิบดี Nicolás Maduro ได้ดำรงตำแหน่งสืบแทน เขาทำการประณามประธานาธิบดี Juan Manuel Santos แห่งโคลอมเบียที่ได้ให้การต้อนรับ Henrique Capriles คู่แข่งทางการเมืองของเขาที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงโบโกตา ขณะที่ Capriles นั้นกำลังเดินสายไปทั่วลาตินอเมริกาเพื่อขอเสียงจากประชาคมลาตินอเมริกาให้ร่วมกันประณามการโกงการเลือกตั้งในปี 2013 ที่จัดขึ้นหลังจาก Chávez ถึงแก่อสัญกรรมได้ไม่นาน และคะแนนเสียงที่ Maduro ชนะเขาได้ก็เพียงเฉียดฉิวเท่านั้น

ในกลางเดือนสิงหาคม 2015 ประธานาธิบดี Maduro ประกาศปิดสะพาน Simón Bolívar International Bridge ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างโคลอมเบียกับเวเนซุเอลา และขับไล่คนโคลอมเบียที่อยู่บริเวณนั้นและใกล้เคียงให้กลับประเทศ เนื่องจากรัฐบาลเวเนซุเอลามองว่าผู้ก่อการร้ายชาวโคลอมเบียเข้าโจมตีกองทัพของเวเนซุเอลา รวมถึงลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน และของใช้ที่จำเป็นอีกด้วย รัฐบาลเวเนซุเอลายังประกาศเตือนว่า ถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นก็จะประกาศปิดสะพานเชื่อมระหว่างสองประเทศให้หมด วิกฤตครั้งนี้ยังทำให้ชาวโคลอมเบียนับหมื่นคนที่ลี้ภัยอยู่ในเวเนซุเอลาถูกส่งตัวกลับประเทศ

เห็นได้ว่าไม่ว่าประธานาธิบดี Chávez หรือประธานาธิบดี Maduro แห่งเวเนซุเอลา เมื่อมีปัญหากับโคลอมเบีย ก็มักใช้วิธีการปิดพรมแดน การปิดสถานทูต และการเรียกตัวเจ้าหน้าที่การทูตกลับ แต่เพียงแค่เวลาไม่นานก็ยอมกลับสู่สภาพการณ์ปกติ เพราะอย่างไรแล้วเวเนซุเอลายังต้องพึ่งพาสินค้าอุปโภคและบริโภคเป็นจำนวนมากจากโคลอมเบีย ดังนั้นการปิดพรมแดนจะส่งผลเสียต่อสินค้า ทำให้ชาวเวเนซุเอลาเดือดร้อนเสียเอง เป็นการได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้นการใช้การทูตในลักษณะนี้มีผลเสียมากกว่าผลดีต่อเวเนซุเอลา

ในปัจจุบัน โคลอมเบียได้ประธานาธิบดีคนใหม่คือ Gustavo Petro ซึ่งมีนโยบายเอียงซ้ายแตกต่างจากประธานาธิบดีในอดีตทั้งหมดของโคลอมเบียที่มีแนวคิดเอียงขวาในการบริหารประเทศ เขาได้ส่ง Armando Alberto Benedetti Villaneda ไปเป็นเอกอัครราชทูตคนใหม่ประจำกรุงการากัสของเวเนซุเอลา และกล่าวไว้ว่าเขาจะพยายามอย่างเต็มความสามารถในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองที่เคยมีอดีตรวมกันในการเป็นประเทศเดียวกันมาก่อน

ต่อมาในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2022 ประธานาธิบดี Petro เดินทางเยือนเวเนซุเอลาอย่างเป็นทางการ และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประธานาธิบดี Maduro นอกจากนี้โคลอมเบียยังเปิดรับผู้ลี้ภัยจากความอดอยากในเวเนซุเอลามากกว่า 2 ล้านคนในปัจจุบัน โดยรัฐบาลโคลอมเบียประกาศไว้ว่า ตอนที่โคลอมเบียประสบปัญหาสงครามกลางเมืองระหว่างคริสต์ทศวรรษที่ 1950-2000 เวเนซุเอลาได้เปิดประเทศต้อนรับผู้ลี้ภัยชาวโคลอมเบียเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อเวเนซุเอลาประสบปัญหา คนโคลอมเบียก็พร้อมที่จะช่วย

เราอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า ทั้งโคลอมเบียและเวเนซุเอลามีลักษณะที่เป็นเหมือนคู่รักกัน ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นครั้งคราวอยู่เสมอ แต่ท้ายที่สุดก็ตัดกันไม่ขาด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...