โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

Christopher Nolan ชี้ 'Oppenheimer' ทำให้ 'ยุคหลังหนังแฟรนไชส์' ยิ่งชัดเจนมากขึ้น ลั่น พร้อมทำหนังฟอร์มยักษ์ต่อไป

BT Beartai

อัพเดต 02 ก.พ. 2567 เวลา 14.00 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2567 เวลา 09.13 น.
Christopher Nolan ชี้ 'Oppenheimer' ทำให้ 'ยุคหลังหนังแฟรนไชส์' ยิ่งชัดเจนมากขึ้น ลั่น พร้อมทำหนังฟอร์มยักษ์ต่อไป

คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ยังคงเป็นผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของฮอลลีวูดในยุคนี้ จากการทำหนังของเขาที่เรียกว่าประสบความสำเร็จและรายได้มาโดยตลอด และยิ่งผ่านไปทุกเรื่อง วิสัยทัศน์ในการสร้างหนังฟอร์มยักษ์ให้เป็นที่สนใจและประทับใจผู้ชมก็ยังคงเป็นทิศทางที่เขาเชื่อมั่นมาโดยตลอด และจากความสำเร็จของ ‘Oppenheimer’ (2023) หนังชีวประวัติเรื่องแรกของเขาที่สามารถทำรายได้ถึง 958 ล้านเหรียญ กลายเป็นหนังเรต R ที่ทำรายได้เป็นอันดับ 2 และเป็นหนังดราม่าชีวประวัติที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล และยังกลายมาเป็นตัวเก็งอันดับ 1 บนเวทีออสการ์ปีนี้ด้วยการเข้าชิงทั้งหมด 13 สาขา

ปรากฏการณ์ของ ‘Oppenheimer’ จึงเป็นตัวบ่งบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ได้มาแบบบังเอิญหรือโชคช่วย แต่ยังบ่งบอกได้ถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่น่าสนใจ โนแลนได้ยืนยันเรื่องนี้ในการให้สัมภาษณ์กับพอดแคสต์ ‘Countdown to the BAFTAs’ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ความสำเร็จของหนังดราม่าฟิสิกส์เรต R ยาว 3 ชั่วโมง ที่เป็นตัวแสดงให้เห็นภาพของภูมิทัศน์ของยุคสมัยหลังหนังแฟรนไชส์ (Post-Franchise) ซึ่งเป็นยุคที่หนังที่มีความแตกต่างและแปลกใหม่สำหรับผู้ชม กำลังเข้ามาแทนที่หนังแฟรนไชส์ที่ครองตลาดไว้ได้ในช่วงทศวรรษก่อนหน้า

Christopher Nolan 'Oppenheimer'
Christopher Nolan 'Oppenheimer'

“ตอนนี้ทุกคนมีแนวโน้มที่จะพูดถึงธุรกิจโรงภาพยนตร์ในทางลบกันทั้งนั้น จริง ๆ ตลอดเวลาที่ผมทำงานในวงการภาพยนตร์ ผมคิดว่ามันมีการสร้างวัฒนธรรมที่คอยทำนายการล่มสลายของ โรงภาพยนตร์อยู่เสมอ และอย่างที่คุณรู้ว่าตอนนี้ผมก็กำลังถูกถามแบบนั้นว่า ‘ผมคิดว่าตอนนี้ธุรกิจภาพยนตร์เป็นยังไงบ้าง ? ‘ ซึ่งผมก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน เราเพิ่งจะเปิดตัวหนังเรต R ยาว 3 ชั่วโมง เล่าเกี่ยวกับฟิสิกส์ควอนตัม และทำเงินได้พันล้านเหรียญ เป็นไปได้เหรอ ? มุมมองสำหรับผมก็คือผู้ชมที่นั่งอยู่บนที่นั่ง และตื่นเต้นที่จะได้เห็นอะไรใหม่ ๆ “

“ความสำเร็จของ ‘Oppenheimer’ มันเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงภาพรวมของภาพยนตร์หลังหนังแฟรนไชส์ และหลังยุคสมัยหนังที่สร้างจากลิขสิทธิ์ มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก มันเป็นการกระตุ้นเตือนให้สตูดิโอต่าง ๆ รู้ว่า ผู้ชมอยากเห็นสิ่งที่ไม่เคยมีหรือแนวทางที่นำไปสู่สิ่งที่ผู้คนไม่เคยเห็นมาก่อน”

แม้ว่าโนแลนจะพูดถึงปัญหาที่หนังแฟรนไชส์ และบรรดาหนังที่สร้างจากลิขสิทธิ์กำลังพบเจออย่างตรงไปตรงมา แต่เขาเองก็ไม่ได้ต่อต้านหนังแฟรนไชส์ เพราะอย่างที่ทราบกันว่า เขาเคยทำให้หนังซูเปอร์ฮีโรไปถึงจุดสูงสุดด้วยไตรภาค ‘The Dark Knight’ ที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์มาแล้ว และเขาเองก็เคยเปิดเผยกับ AP ก่อนหน้านี้ว่า อย่างไรก็ตาม หนังแฟรนไชส์ก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี ในขณะที่ภูมิทัศน์ของภาพยนตร์ก็ต้องมีพื้นที่ให้กับหนังออริจินัลไอเดียใหม่ ๆ เพื่อให้ภาพยนตร์เกิดระบบนิเวศที่สมดุล

“ในฮอลลีวูดมีความสมดุลอยู่เสมอครับ ระหว่างผลงานที่มีชื่อเสียง การันตีได้ว่าจะสามารถดึงคนเข้าโรง มอบความบันเทิงในแบบที่คนดูต้องการได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในเศรษฐศาสตร์ของฮอลลีวูด มาโดยตลอด แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ยังต้องให้ความเคารพต่อความปรารถนาของผู้ชมในสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอด้วย สิ่งนั้นยังคงเป็นหนึ่งในความตื่นเต้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตอนที่ไปดูหนัง นั่นก็คือการได้ดูตัวอย่างหนังที่คุณไม่เคยเห็น หรือแนวหนังที่คุณไม่เคยดูมาก่อน ระบบนิเวศที่ดีในฮอลลีวูดจึง เป็นเรื่องของการรักษาสมดุลระหว่าง 2 แนวทาง และมันก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอด”

Christopher Nolan 'Oppenheimer'
Christopher Nolan 'Oppenheimer'

แม้ว่า ‘Oppenheimer’ จะถึอเป็นหนังฟอร์มยักษ์ของโนแลนที่ใช้ทุนสร้างน้อยที่สุด ตกอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านเหรียญ และใช้ระยะเวลาในการถ่ายทำเพียง 60 วัน (แต่ก็ยังถือว่าสูงมากสำหรับหนังดราม่าชีวประวัติ) ในขณะที่หนังจารกรรมฟอร์มยักษ์เรื่องก่อนหน้าของเขาอย่าง ‘Tenet’ (2020) ที่ใช้ทุนสูงถึง 200 ล้านเหรียญ แถมหนังแต่ละเรื่องก็มักจะถ่ายทำด้วยเทคนิคสุดอลังการทั้งสิ้น จนคิดไม่ออกแล้วว่าจะมีโอกาสที่โนแลนจะกลับไปทำหนังฟอร์มเล็กบ้างไหม

ในบทสัมภาษณ์ล่าสุดกับนิตยสาร Time โนแลนเปิดเผยว่า เขาเองยังคงยืนยันจะกำกับหนังฟอร์มยักษ์ต่อไป เพราะเขาเองคงไม่สามารถถอยกลับไปกำกับหนังฟอร์มเล็ก ๆ ได้อีกแล้ว

“ผมถูกดึงดูดให้ทำงานในประมาณมาก เพราะผมรู้ว่า โอกาสในการรวบรวมทรัพยากรเหล่านั้นมันช่างเปราะบางขนาดไหน ผมรู้ครับว่ามีผู้สร้างภาพยนตร์มากมายในโลก ที่ยอมทุ่มเทเพื่อจะได้ทรัพยากรอย่างที่ผมรวบรวมไว้ได้ และผมก็รู้สึกว่าตัวผมเองมีความรับผิดชอบ ที่จะใช้สิ่งเหล่านั้นอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและออกมาน่าสนใจที่สุด”

ที่มา: Time, Variety, Variety(2)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...