ผลกระทบจาก “สหรัฐ-จีน” ทุบค่าเงินมาเลย์ต่ำสุดรอบ 26 ปี
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เงินริงกิตของมาเลเซียอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 26 ปี เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยร่วงลงมาอยู่ที่ 4.7965 ริงกิตต่อดอลลาร์ อันเป็นค่าต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ในช่วงระหว่างปี 1997-1998
“อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ยอมรับในอีก 3 วันต่อมาว่า สถานการณ์ “น่าวิตก” แต่ยังคงยืนยันว่าทุกอย่าง “ยังคงอยู่ในความควบคุม”
ต่อมาในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ กระทรวงการคลังมาเลเซียแถลงอย่างเป็นทางการว่า “ธนาคารเนการา” หรือแบงก์ชาติของมาเลเซีย เตรียมการพร้อมที่จะปกป้องค่าเงินริงกิต โดยการเทขายทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่เป็นดอลลาร์ออกมาจำนวนหนึ่ง
ถึงวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ริงกิตเริ่มขยับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย มาอยู่ที่ 4.682 ริงกิตต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ทางการมาเลเซียเน้นย้ำว่า ระดับอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศซึ่งมีแนวโน้มที่ดี และชี้ว่าริงกิตอยู่ในสภาวะอ่อนค่าเกินจริงไปไม่น้อย
สถานการณ์ของค่าเงินริงกิตในเวลานี้ทำให้หลายคนหวนคิดไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เมื่อค่าเงินริงกิตอ่อนค่าลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.8850 ริงกิตต่อดอลลาร์ ในวันที่ 7 มกราคม 1998 สืบเนื่องจากวิกฤตการณ์การเงินในไทย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ในปีก่อนหน้า
มหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในเวลานั้น จำเป็นต้องประกาศมาตรการออกมาปกป้องค่าเงิน รวมทั้งการยกเลิกระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว และประกาศใช้มาตรการควบคุมเงินทุน หรือแคปิตอล คอนโทรล ที่รู้จักกันดีในเวลาต่อมา
ค่าเงินริงกิตในยามนี้กลายเป็นข้อกังขาว่า เกิดอะไรขึ้นที่มาเลเซียหรือไม่ ค่าเงินริงกิตอ่อนค่าลงต่อเนื่องตั้งแต่กลางปีที่แล้วเพราะอะไรกันแน่ สถานการณ์ของประเทศกำลังหวนกลับไปเหมือนเมื่อครั้งเกิดวิกฤตเมื่อกว่า 20 ปีก่อนหรือไม่
แม้ว่า ทั้งทางการมาเลเซียและบรรดานักวิเคราะห์ออกมายืนยันตรงกันว่า สถานการณ์ในมาเลเซียในยามนี้แตกต่างอย่างใหญ่หลวงกับเมื่อกว่า 20 ปีที่ผ่านมา แต่ในเวลาเดียวกันก็ยอมรับตรงกันเช่นกันว่า การที่เงินริงกิตที่อ่อนค่าลงมากถึงระดับนี้ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน
เพราะการที่ค่าเงินอ่อนค่าลงมาก ๆ สามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตรง
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ริงกิตอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องทั้งในปีที่แล้วมาจนถึงต้นปีนี้ ก็คือการที่อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาอยู่ระดับสูงที่สุดในรอบ 23 ปี ซึ่งส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากมาเลเซียเพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า ส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินริงกิตที่ถูกนำออกมาขายแลกเป็นดอลลาร์ ขณะเดียวกัน แนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่และส่อเค้ายืดเยื้อในจีนก็กลายเป็นแรงกดดันสมทบต่อค่าเงินริงกิตเป็นสำคัญ
ในส่วนของมาเลเซียเอง ภาวะดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลมาตลอด ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ตัวเลขของทางการแสดงให้เห็นว่า ในช่วง 3 เดือนระหว่างตุลาคม-ธันวาคม 2023 ภาวะเกินดุลของมาเลเซียลดลงเหลือเพียง 253.4 ล้านริงกิต เป็นการลดลงมากถึง 97% เมื่อเทียบกับ 3 เดือนก่อนหน้า
นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมริงกิตถึงมีแรงกดดันมากกว่ารูเปียห์ของอินโดนีเซีย หรือเงินด่องของเวียดนามที่ได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาพอ ๆ กัน
ทางการมาเลเซียทางหนึ่งพยายามดึงเงินทุนกลับเข้าประเทศ โดยการ “ประสานงานกันอย่างเข้มข้น” กับบริษัทที่เชื่อมโยงอยู่กับรัฐ ให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศกลับเข้ามาเลเซีย เพื่อแลกเป็นเงินริงกิต ในอีกทางหนึ่ง ทางธนาคารเนการาก็ “พร้อมเสมอ” ที่จะยับยั้งไม่ให้ค่าเงินริงกิตผันผวนและอ่อนค่าลงไปมากกว่านี้ รวมทั้งการเทขายทุนสำรองที่เป็นดอลลาร์ออกมา
“ริชาร์ด บุลล็อก” จากนิวตัน อินเวสต์เมนต์ เชื่อว่าทางแบงก์ชาติมาเลเซียไม่ต้องการให้การอ่อนค่าของริงกิต ซึ่งหากเกิดขึ้นต่อเนื่อง และอ่อนค่ามากไปกว่านี้ อาจกดดันให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อในมาเลเซียขึ้นมาอีกครั้ง เพราะการที่ริงกิตอ่อนค่า แม้จะเป็นผลดีต่อการส่งออกก็จริง แต่ปัญหาก็คือสินค้านำเข้าทั้งหลายก็จะสูงขึ้นตามอัตราแลกเปลี่ยนไปด้วย ทำให้สินค้าและบริการในประเทศขยับปรับสูงขึ้นตามมา
บริดเจ็ท เวลช์ นักวิจัยกิตติมศักดิ์ประจำสถาบันวิจัยเอเชีย ระบุเช่นกันว่า ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดของมาเลเซียในเวลานี้ก็คือ “อัตราเงินเฟ้อ” โดยเฉพาะในสินค้าหมวดที่เป็นอาหารที่ราคาจะสูงขึ้นจากต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า สถานการณ์ของเงินริงกิตจะดีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ โดยคาดกันว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาลง ซึ่งอาจจะเป็นในช่วงเดือนกันยายน ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ต่ำลง บางคนถึงกับย้ำว่า ในเวลานี้แม้ค่าเงินริงกิตจะไม่กระเตื้องขึ้นมากมายนัก แต่ก็ซื้อขายกันเป็นปกติ ไม่มีการผันผวนรุนแรง
ส่อให้เห็นว่า ภาวะเลวร้ายที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้วนั่นเอง
- มาเลเซียให้ “วีซ่าฟรี” จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ดึงนักท่องเที่ยวช่วยหนุนเศรษฐกิจ
- จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 5% สร้างงาน 12 ล้านตำแหน่ง เป็นความท้าทายที่ยากจะบรรลุ
- วิกฤตอสังหาฯในจีน อาจลุกลามถึง “มาเลเซีย”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผลกระทบจาก “สหรัฐ-จีน” ทุบค่าเงินมาเลย์ต่ำสุดรอบ 26 ปี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net