โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดาบตำรวจ พยานสำคัญคดีลุงเปี๊ยก รุดเข้าให้ปากคำ DSI

INN News

เผยแพร่ 20 มี.ค. 2567 เวลา 07.05 น. • INN News

"ดาบตำรวจ สภ.อรัญประเทศ" 1 ราย พยานสำคัญคดีลุงเปี๊ยก ผู้รู้เห็นเหตุการณ์ รุดเข้าให้ปากคำ DSI ด้าน "รองโฆษกอัยการสูงสุด" มั่นใจพยานหลักฐานเด็ดทุกรายการ สามารถมัดก๊วนตำรวจได้ ส่อผิด พ.ร.บ.อุ้มหายฯ

วันนี้ (20 มี.ค.67) ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน และในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมด้วยนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม นายคณพ ปิ่นทอง ผอ.ส่วนสอบสวนการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย 1 และนายน้ำแท้ มีบุญสล้าง เลขานุการรองอัยการสูงสุด (นายอดิศร ไชยคุปต์) ร่วมกันสอบปากคำพยาน 1 รายจากทั้งหมด 2 ราย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ

นายวัชรินทร์ เปิดเผยก่อนเข้าร่วมสอบปากคำพยาน ว่า การเรียกสอบปากคำพยานในวันนี้เกิดจากช่วงที่ผ่านมา เราได้มีการเข้าไปสอบปากคำลุงเปี๊ยกที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าลุงเปี๊ยกให้การเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะไม่มีอาการของการติดสุรา อีกทั้งแพทย์ก็รับรองว่าลุงเปี๊ยกหายดีแล้ว เราจึงทำการสอบสวนได้ ซึ่งในขั้นตอน ลุงเปี๊ยกได้มีการชี้ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในช่วงเกิดเหตุไม่ว่าจะเป็นช่วงการควบคุมตัวและช่วงการสอบปากคำ มีทั้งตำรวจชั้นประทวนที่อยู่ใน สภ.อรัญประเทศ

ดังนั้น การชี้ภาพบุคคลที่เกิดขึ้นจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คณะพนักงานสอบสวนต้องทำการสอบปากคำพยานเพื่อจะได้นำข้อมูลหรือถ้อยคำของพยานไปขยายความต่อ โดย 2 นายตำรวจในวันนี้ที่ถูกเชิญมาให้ปากคำในฐานะพยานนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ลุงเปี๊ยกชี้ภาพ แต่อีกส่วนก็มาจากการที่เราสอบสวนลุงเปี๊ยก เพราะลุงเปี๊ยกได้บ่งชี้ให้รู้เลยว่าใครอยู่ในห้องสืบสวนบ้าง ทั้งนี้ การสอบปากคำพยานจึงแบ่งเป็นรอบเวลา 10.00 น. เป็นนายตำรวจชั้นประทวน 1 ราย ส่วนในรอบเวลา 13.00 น. จะเป็นนายตำรวจ 1 ราย

สำหรับประเด็นที่จะใช้สอบปากคำพยานนั้น นายวัชรินทร์ ระบุว่า มีบุคคลใดทำอะไรกับลุงเปี๊ยกในวันเกิดเหตุบ้าง ใครเกี่ยวข้องอีกบ้าง ถึงแม้ว่าเราจะมีพยานหลักฐานที่ได้มาจากการสอบถามลุงเปี๊ยกแล้วก็ตาม แต่ข้อมูลที่เราจะได้รับในวันนี้จะช่วยขยายเพิ่มเติมจากสิ่งที่ลุงเปี๊ยกได้ให้การไว้ นอกจากนี้ ตนจะแยกให้เป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือ 1.กลุ่มประจักษ์พยาน (กลุ่มที่เห็นเหตุการณ์ตอนมีการทำร้าย)

และ 2.กลุ่มพยานแวดล้อม (กลุ่มที่อยู่ใกล้เคียงจุดเกิดเหตุและเห็นเหตุการณ์) ซึ่งนายตำรวจทั้ง 2 รายนี้อยู่ในกลุ่มพยานแวดล้อม ส่วนจะมีบุคคลใดต้องเข้าให้การเพิ่มเติมในฐานะพยานอีกหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับถ้อยคำให้การและพยานหลักฐาน แต่ตนมีความตั้งใจว่าบุคคลถัดไปที่จะเรียกสอบปากคำก็คือผู้สื่อข่าวช่องดัง (นักข่าวช่อง 8 ผู้ที่ไล่กล้องวงจรปิดจนพบความจริงว่าผู้ต้องหาที่ก่อเหตุคือเยาวชน)

ทั้งนี้ มั่นใจว่าผลการสอบปากคำพยานจะช่วยให้เราจำแนกได้อย่างชัดเจนว่าในวันเกิดเหตุกับลุงเปี๊ยก มีเจ้าหน้าที่ตำรวจรายใดเกี่ยวข้องในขั้นตอนการควบคุมตัวลุงเปี๊ยก ขั้นตอนการสอบปากคำแจ้งข้อหาลุงเปี๊ยก ไปจนถึงขั้นตอนฝากขังลุงเปี๊ยกต่อศาล และเรือนจำจังหวัดสระบุรี

ประเด็นที่ว่าสรุปแล้วในกรณีซ้อมทรมานลุงเปี๊ยกมีตัวเลขของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ มาเกี่ยวข้องกี่รายนั้น นายวัชรินทร์ ระบุว่า ตนยังไม่สามารถจำกัดจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ เพราะจำนวนของผู้ต้องหาขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน และถ้าพยานหลักฐานถึงใครก็ต้องดำเนินคดีทั้งหมด แต่ในการชี้ภาพของลุงเปี๊ยกก็พบว่ามีเจ้าหน้าที่หลายราย ส่วนการดำเนินการหลังจากนี้

เราจะตรวจสอบด้วยว่าการควบคุมตัวลุงเปี๊ยกของ สภ.อรัญประเทศ มีการแจ้งการจับกุมต่ออัยการในท้องที่หรือนายอำเภอในพื้นที่หรือไม่ การจะมาให้การอ้างว่าไม่ได้เป็นการจับกุมตัวลุงเปี๊ยกคงไม่ใช่ เพราะเรามีคลิปวิดีโอหลักฐานชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการนำกุญแจมือสวมใส่กับลุงเปี๊ยก มีการสอบปากคำในห้องสืบสวน มีการแจ้งข้อกล่าวหา มีการฝากขัง ซึ่งถ้าเป็นเพียงการเชิญตัวมาให้ถ้อยคำตามคำกล่าวอ้างก็จะต้องมีการปล่อยตัวลุงเปี๊ยกกลับบ้าน แต่การกระทำลักษณะนี้ถือเป็นความผิดในการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่

ส่วนการจะพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันเกิดเหตุเข้าข่ายความผิดมาตราใดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ นั้น นายวัชรินทร์ แจงว่า ต้องดูว่าการควบคุมตัวลุงเปี๊ยกในวันนั้น เจ้าหน้าที่กระทำโดยชอบและถูกหลักตามขั้นตอนกฎหมายหรือไม่ เพราะถ้าเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 5 ต้องเป็นการกระทำร้ายแรงต่อกายและใจ ขณะที่มาตรา 6 ต้องเป็นการกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมโหดร้าย

ส่วนมาตรา 7 คือการอุ้มหาย หรือการกระทำที่มีการปกปิดชะตากรรม เพราะการจับกุมตัวต้องนำส่งพนักงานสอบสวน แต่ถ้าจับกุมตัวมาแล้วนำไปไว้ที่ห้องสืบสวนและบังคับขู่เข็ญให้เกิดการสารภาพก็จะเข้ามาตรานี้ได้ อีกทั้งตามกฎหมายฉบับนี้ เรามีอำนาจสอบสวนการกระทำของเจ้าพนักงาน หรือมาตรา 157 ควบคู่ไปด้วย เพราะตามบทบัญญัติมาตรา 31 คณะทำงานสามารถดำเนินการสอบสวนได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการสอบเรื่องความผิดของเจ้าพนักงาน หรือความผิดตามตัวบทกฎหมาย และจึงแจ้งผลให้ ป.ป.ช. รับทราบ

นายวัชรินทร์ ระบุด้วยว่า ในข้อเท็จจริงอีกประการที่ตนจะต้องเรียนให้ทราบคือลุงเปี๊ยกและป้าบัวผันไม่ได้มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกันแต่อย่างใด เป็นเพียงคนเร่ร่อนเหมือนกัน เนื่องจากลุงเปี๊ยกเป็นผู้ที่ทำความสะอาดและดูแลบริเวณศาลไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมักจะมีประชาชนมากราบไหว้บูชา ส่วนป้าบัวผันก็มักจะมาขอเงินจากผู้ที่มากราบไหว้ลุงเปี๊ยกจึงต้องคอยกันไว้ และลุงเปี๊ยกเองก็เป็นผู้ยืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นสามีภรรยากับ น.ส.บัวผัน ตันสุ

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าเมื่อเวลา 10.20 น.ที่ผ่านมา ดาบตำรวจปิยวุฒิ สิงห์วงศ์ (พยานนายตำรวจชั้นประทวน สภ.อรัญประเทศ) ได้เดินทางเข้าให้ปากคำกับคณะพนักงานสอบสวน โดยที่เจ้าตัวไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใดกับสื่อมวลชน และไม่ได้มีลักษณะการปกปิดอำพรางตัวตน ก่อนเดินห้องสอบสวนคดีพิเศษ โดยมีนายคณพ ปิ่นทอง ผอ.ส่วนสอบสวนการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย 1 เป็นผู้นำตัวไปสอบปากคำ ส่วนพยานอีก 1 รายที่จะต้องให้ปากคำในช่วงบ่าย คือ พ.ต.ต.นิติรัฐ ศรีสวัสดิ์ สว. (สอบสวน) สภ.อรัญประเทศ.

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...