โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Kakeibo รู้จัก เทคนิคบริหารเงิน ฉบับคนญี่ปุ่น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ม.ค. 2567 เวลา 14.07 น. • เผยแพร่ 27 ม.ค. 2567 เวลา 05.11 น.

รู้จัก "Kakeibo" เทคนิคบริหารเงินฉบับคนญี่ปุ่น ผ่านการทำบัญชีแยกประเภททางการเงินในครัวเรือนที่มีมานานกว่า 120 ปี ตอบคำภามทำอย่างไรให้ออมเงินได้มากขึ้น

หากพูดถึงการบริหาเงินหรือการออมเงินด้วยตัวเอง บางคนอาจมองเป็นเรื่องที่ยาก บ้างอาจเริ่มจากการเปิดบัญชีธนาคาร บ้างอาจเดินเข้าร้านทองเพื่อซื้อทองคำรูปพรรณหรือทองคำแท่งเก็บไว้ในระยะยาว บ้างเริ่มมองหาเปิดพอร์ตหุ้น แต่มีหนึ่งวิธีที่อยากเล่าให้ฟังในวันนี้ นั่นคือ "Kakeibo" ซึ่งเป็นเทคนิคบริหารเงินฉบับคนญี่ปุ่น ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง และบริหารจัดการเงินได้อย่างดี

Kakeiboคืออะไร

"Kakeibo" หรือ คาเคโบ ความหมายตรงตัวคือ "บัญชีครัวเรือน" เมื่อนำมาใช้ในการบริการจัดการเงินแล้ว นั่นหมายถึงการทำบัญชีแยกประเภททางการเงินในครัวเรือน ซึ่งแนวคิดเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2447 หรือเกือบ 120 ปีก่อน โดย Hani Motoko ที่มีชื่อเสียงในฐานะนักข่าวหญิงคนแรกของญี่ปุ่น แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อจัดทำงบประมาณสำหรับผู้เริ่มต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเหล่าแม่บ้านเพื่อติดตามการใช้จ่ายในครัวเรือนของตัวเอง

แนวคิดของKakeibo เป็นวิธีง่ายๆ ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ เพียงเริ่มต้นจากการฝึกตั้งสติก่อนที่จะทำบัญชีครัวเรือน หรือการจดบันทึกรายรับที่เข้ามาและรายจ่ายทั้งหมดที่จ่ายออกไป ผ่านการพิจารณาคำถามไตร่ตรองตัวเองเพียง 4 ข้อ ได้แก่

  • เรามีรายได้เดือนละเท่าไร
  • เราต้องประหยัดเงินเท่าไร
  • ปัจจุบันเรามีค่าใช้จ่ายเท่าไร
  • เราต้องการปรับปรุงตรงไหน

แม้จะเป็นเพียงคำถามง่าย ๆ แต่นับเป็นการสร้างเป้าหมายทางเงินที่ดี และสะท้อนถึงแนวคิดหนึ่งที่ Paula Pant ที่ปรึกษาทางการเงินเรียกว่า "first-principles thinking" ในแง่ของการจัดทำงบประมาณ การคิดตามหลักการนี้หมายถึงเราได้พิจารณาคุณค่าที่ต้องการในชีวิตและวิธีที่จะปลูกฝังคุณค่าเหล่านั้น และเป็นการตระหนักว่าเงินเป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตที่น่าพึงพอใจ ไม่ใช่กลยุทธ์ที่จะควบคุมมัน

วิธีการของKakeibo

หลังจากตั้งสติและตอบคำถาม 4 ข้อแล้ว วิธีการของKakeibo จะเริ่มต้นในทุกต้นเดือนของแต่ละเดือน โดยจะต้องคำนวณรายได้ที่คาดการณ์ไว้ และลบด้วยรายจ่ายคงที่ เช่น ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค หลังจากนั้นจำนวนเงินที่เหลือคือ จำนวนเงินที่จะต้องจ่ายหรือเก็บออมในเดือนนั้นๆ โดยทุกครั้งที่มีการใช้จ่ายเราจำเป็นต้องจดบันทึกลงในบัญชีแยกประเภทและระบุประเภทให้ชัดเจน

  • สิ่งของจำเป็น เช่น ค่าเช่า อาหาร การเดินทาง ของใช้ส่วนตัว
    • สิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น ภาพยนตร์ ร้านอาหาร สปา งานอดิเรก เสื้อผ้าใหม่
    • การใช้จ่ายในกิจกรรมทางวัฒนธรรม เช่น หนังสือ เข้าชมพิพิธภัณฑ์ คอนเสิร์ต การกุศล
    • การใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด เช่น ไปพบแพทย์ ค่าซ่อมต่างๆ เหตุฉุกเฉิน และของขวัญวันเกิดที่ไม่คาดคิด

ซึ่งการแยกประเภทบัญชีรายจ่ายที่ชัดเจนเหล่านี้จะทำให้เรารู้ว่าเงินของเราหายไปกับสิ่งไหนบ้าง หากเรามองว่าการออมเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้น เราจะสามารถรู้ว่าได้ว่าจะลดรายจ่ายส่วนใดได้บ้างเพื่อออมเงินมากขึ้น หนึ่งในสิ่งที่หลายคนที่เน้นย้ำจากการทำKakeibo นั่นคือการจดบักทึกด้วยมือ แทนการใช้แอปพลเคชันหรือโปรแกรมแกรมคอมพิวเตอร์ จะทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลและตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น

หลังจากนั้นในช่วงสิ้นเดือน เราจะตรวจสอบการใช้จ่ายอีกครั้ง คำนวนจำนวนเงินทั้งหมดที่ใช้จ่ายไปในแต่ละประเภท และจำนวนเงินที่เราสามารถออมเงินได้ จากนั้นนำผลลัพธ์ที่ได้ไปเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ และตอบคำถามดังนี้

  • เราประหยัดเงินได้มากเท่าที่เราคิดไว้หรือไม่
    • บันทึกรายจ่ายบางประเภททำให้เราพลาดเป้าหมายหรือไม่
    • การซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็นบางอย่าง เมื่อมองย้อนกลับไปเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นจริงๆ หรือไม่
    • การซื้อที่ไม่คาดคิดมาพร้อมกับราคาสูงอย่างไม่คาดคิดด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตามหากเราไม่สามารถทำตามเป้าหมายการออมเงินของตัวเองได้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพียงแต่นำบัญชีแยกประเภทเหล่านี้เก็บเป็นข้อมูลและความผิดพลาดเป็นบทเรียเพื่อให้สามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นในเดือนถัดไป เช่น การลดการใช้จ่ายในส่วนของสิ่งที่ไม่จำเป็นลง หรือลดความตึงเครียดในการออมเงินลงบ้าง

Kakeiboเป็นเพียงวิธีหนึ่งในการบริหารจัดการเงินฉบับคนญี่ปุ่นที่นำมาเสนอ ยังมีวิธีการอื่นๆ อีกมากที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับเราได้ แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้จากKakeibo คือการใช้สติ และสมดุล ที่สามารถนำไปกับสิ่งต่างๆ ได้ในอนาคต

อ้างอิง : cnbc.com, chase.co.uk, bigthink.com, sofi.com, bfi.co.id

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...