Kakeibo รู้จัก เทคนิคบริหารเงิน ฉบับคนญี่ปุ่น
รู้จัก "Kakeibo" เทคนิคบริหารเงินฉบับคนญี่ปุ่น ผ่านการทำบัญชีแยกประเภททางการเงินในครัวเรือนที่มีมานานกว่า 120 ปี ตอบคำภามทำอย่างไรให้ออมเงินได้มากขึ้น
หากพูดถึงการบริหาเงินหรือการออมเงินด้วยตัวเอง บางคนอาจมองเป็นเรื่องที่ยาก บ้างอาจเริ่มจากการเปิดบัญชีธนาคาร บ้างอาจเดินเข้าร้านทองเพื่อซื้อทองคำรูปพรรณหรือทองคำแท่งเก็บไว้ในระยะยาว บ้างเริ่มมองหาเปิดพอร์ตหุ้น แต่มีหนึ่งวิธีที่อยากเล่าให้ฟังในวันนี้ นั่นคือ "Kakeibo" ซึ่งเป็นเทคนิคบริหารเงินฉบับคนญี่ปุ่น ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง และบริหารจัดการเงินได้อย่างดี
Kakeiboคืออะไร
"Kakeibo" หรือ คาเคโบ ความหมายตรงตัวคือ "บัญชีครัวเรือน" เมื่อนำมาใช้ในการบริการจัดการเงินแล้ว นั่นหมายถึงการทำบัญชีแยกประเภททางการเงินในครัวเรือน ซึ่งแนวคิดเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2447 หรือเกือบ 120 ปีก่อน โดย Hani Motoko ที่มีชื่อเสียงในฐานะนักข่าวหญิงคนแรกของญี่ปุ่น แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อจัดทำงบประมาณสำหรับผู้เริ่มต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเหล่าแม่บ้านเพื่อติดตามการใช้จ่ายในครัวเรือนของตัวเอง
แนวคิดของKakeibo เป็นวิธีง่ายๆ ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ เพียงเริ่มต้นจากการฝึกตั้งสติก่อนที่จะทำบัญชีครัวเรือน หรือการจดบันทึกรายรับที่เข้ามาและรายจ่ายทั้งหมดที่จ่ายออกไป ผ่านการพิจารณาคำถามไตร่ตรองตัวเองเพียง 4 ข้อ ได้แก่
- เรามีรายได้เดือนละเท่าไร
- เราต้องประหยัดเงินเท่าไร
- ปัจจุบันเรามีค่าใช้จ่ายเท่าไร
- เราต้องการปรับปรุงตรงไหน
แม้จะเป็นเพียงคำถามง่าย ๆ แต่นับเป็นการสร้างเป้าหมายทางเงินที่ดี และสะท้อนถึงแนวคิดหนึ่งที่ Paula Pant ที่ปรึกษาทางการเงินเรียกว่า "first-principles thinking" ในแง่ของการจัดทำงบประมาณ การคิดตามหลักการนี้หมายถึงเราได้พิจารณาคุณค่าที่ต้องการในชีวิตและวิธีที่จะปลูกฝังคุณค่าเหล่านั้น และเป็นการตระหนักว่าเงินเป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตที่น่าพึงพอใจ ไม่ใช่กลยุทธ์ที่จะควบคุมมัน
วิธีการของKakeibo
หลังจากตั้งสติและตอบคำถาม 4 ข้อแล้ว วิธีการของKakeibo จะเริ่มต้นในทุกต้นเดือนของแต่ละเดือน โดยจะต้องคำนวณรายได้ที่คาดการณ์ไว้ และลบด้วยรายจ่ายคงที่ เช่น ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค หลังจากนั้นจำนวนเงินที่เหลือคือ จำนวนเงินที่จะต้องจ่ายหรือเก็บออมในเดือนนั้นๆ โดยทุกครั้งที่มีการใช้จ่ายเราจำเป็นต้องจดบันทึกลงในบัญชีแยกประเภทและระบุประเภทให้ชัดเจน
- สิ่งของจำเป็น เช่น ค่าเช่า อาหาร การเดินทาง ของใช้ส่วนตัว
- สิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น ภาพยนตร์ ร้านอาหาร สปา งานอดิเรก เสื้อผ้าใหม่
- การใช้จ่ายในกิจกรรมทางวัฒนธรรม เช่น หนังสือ เข้าชมพิพิธภัณฑ์ คอนเสิร์ต การกุศล
- การใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด เช่น ไปพบแพทย์ ค่าซ่อมต่างๆ เหตุฉุกเฉิน และของขวัญวันเกิดที่ไม่คาดคิด
ซึ่งการแยกประเภทบัญชีรายจ่ายที่ชัดเจนเหล่านี้จะทำให้เรารู้ว่าเงินของเราหายไปกับสิ่งไหนบ้าง หากเรามองว่าการออมเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้น เราจะสามารถรู้ว่าได้ว่าจะลดรายจ่ายส่วนใดได้บ้างเพื่อออมเงินมากขึ้น หนึ่งในสิ่งที่หลายคนที่เน้นย้ำจากการทำKakeibo นั่นคือการจดบักทึกด้วยมือ แทนการใช้แอปพลเคชันหรือโปรแกรมแกรมคอมพิวเตอร์ จะทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลและตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น
หลังจากนั้นในช่วงสิ้นเดือน เราจะตรวจสอบการใช้จ่ายอีกครั้ง คำนวนจำนวนเงินทั้งหมดที่ใช้จ่ายไปในแต่ละประเภท และจำนวนเงินที่เราสามารถออมเงินได้ จากนั้นนำผลลัพธ์ที่ได้ไปเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ และตอบคำถามดังนี้
- เราประหยัดเงินได้มากเท่าที่เราคิดไว้หรือไม่
- บันทึกรายจ่ายบางประเภททำให้เราพลาดเป้าหมายหรือไม่
- การซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็นบางอย่าง เมื่อมองย้อนกลับไปเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นจริงๆ หรือไม่
- การซื้อที่ไม่คาดคิดมาพร้อมกับราคาสูงอย่างไม่คาดคิดด้วยหรือไม่
อย่างไรก็ตามหากเราไม่สามารถทำตามเป้าหมายการออมเงินของตัวเองได้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพียงแต่นำบัญชีแยกประเภทเหล่านี้เก็บเป็นข้อมูลและความผิดพลาดเป็นบทเรียเพื่อให้สามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นในเดือนถัดไป เช่น การลดการใช้จ่ายในส่วนของสิ่งที่ไม่จำเป็นลง หรือลดความตึงเครียดในการออมเงินลงบ้าง
Kakeiboเป็นเพียงวิธีหนึ่งในการบริหารจัดการเงินฉบับคนญี่ปุ่นที่นำมาเสนอ ยังมีวิธีการอื่นๆ อีกมากที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับเราได้ แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้จากKakeibo คือการใช้สติ และสมดุล ที่สามารถนำไปกับสิ่งต่างๆ ได้ในอนาคต
อ้างอิง : cnbc.com, chase.co.uk, bigthink.com, sofi.com, bfi.co.id