โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บทสัมภาษณ์ คุณ ‘สุทธิชัย หยุ่น’ คนข่าวคนแรกที่ได้รับรางวัล Person of the Year 2024

LINE TODAY

เผยแพร่ 08 เม.ย. 2567 เวลา 05.00 น.

ตลอดปีที่ผ่านมา LINE TODAY ได้เฝ้าเฟ้นหาบุคคลที่มีความโดดเด่นจากทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นคนในข่าว หรือคนเล่าข่าว ด้วยคอนเซปต์หลักสามหัวข้อสำคัญอันได้แก่: การรู้จักปรับตัวให้ทันสมัย, ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงและเข้าใจในสถานการณ์ และความเก่งกาจในการปิดช่องว่างระหว่างเจนเนอเรชั่นเป็นสำคัญ คือสามารถเป็นที่รู้จักและยอมรับในกลุ่มคนทุกช่วงวัย ซึ่งชื่อของคุณ ‘สุทธิชัย หยุ่น’ จะเป็นชื่อที่มาเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยตลอดระยะเวลากว่าห้าสิบปีที่โลดแล่นอยู่ในวงการข่าว ตั้งแต่ยุคของสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุโทรทัศน์ มาถึงยุคของสื่อโซเชียลมีเดีย คุณสุทธิชัยไม่เคยหยุดนิ่ง และยังคงมีผลงานอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดนี้ในปีที่ผ่านมาก็ยังได้จัดเวทีดีเบตก่อนการเลือกตั้งใหญ่ มีการนำเสนอข้อมูลนโยบายครบทุกฝ่ายให้ประโยชน์ต่อสังคม และนอกจากนี้ในทุกครั้งที่ปรากฏตัว คุณสุทธิชัยจะเล่าข่าวด้วยลีลาการนำเสนอที่คลาสสิก มีเอกลักษณ์ ให้สาระ ฟังได้ตั้งแต่ต้นจนจบแบบไม่รู้เบื่อ

และเมื่อเรามีโอกาสได้สัมภาษณ์พูดคุยกับคุณสุทธิชัย ในฐานะผู้ได้รับรางวัล Person of the Year 2024 เราจึงได้ขอให้คุณสุทธิชัยบอกเล่าถึงเรื่องราวเส้นทางในวงการข่าว จุดเริ่มต้นมาจนถึงจุดที่ยืนอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งคุณสุทธิชัยได้เล่าว่า …

“ผมเริ่มต้นจากสื่อหนังสือพิมพ์ครับ สมัยนั้นหนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่มีอิทธิพลค่อนข้างมาก ต่อมาสู่วงการวิทยุเพราะการรายงานข่าวในวิทยุก็คือนำข้อมูลข่าวจากสิ่งพิมพ์นี่แหละมาเล่าให้ฟัง จากนั้นก็พัฒนาสู่การทำรายการข่าวออกโทรทัศน์ ทำให้ตอนนั้นสำนักข่าวของผมเป็นทีแรกๆ ที่บุคลากรสามารถเขียนข่าว รายงานข่าวออกทางวิทยุ และโทรทัศน์ได้ในที่เดียว นั่นทำให้ผมเริ่มเห็นว่า คนข่าว ถ้าสามารถปรับตัวได้ จะสามารถทำหน้าที่ได้หลายอย่างเลย”

การเปลี่ยนแปลงโอนถ่ายสู่โลกออนไลน์

“ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้ผมตกใจมาก ในฐานะคนทำข่าวที่เคยทำหน้าที่เหมือน Gate Keeper กำหนดตำแหน่งของข่าวต่าง ๆ อยู่มาวันหนึ่งคนสามารถอ่านข่าวได้จากเว็ปไซต์ สมัยนั้นยังเป็นแค่การอ่านเนื้อหาข่าวผ่านเว็ปไซต์ผ่านทางคอมพิวเตอร์ ยังไม่ใช่ทางโทรศัพท์มือถือนะ ผมก็เริ่มคิดแล้วว่า แล้วเราจะอยู่ตรงจุดไหน กลัวที่จะตกงาน จำได้ว่าในตอนนั้นคนอื่นๆ ยังบอกเลยว่าผมตกใจไวไปหรือเปล่า จะกลัวไปทำไม ยังไง ๆ คนก็ต้องอ่านหนังสือพิมพ์ แต่ผมกลับคิดว่า ถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้นล่ะ จะเป็นอย่างไร จึงตัดสินใจเรียกประชุมทุกคนในห้องข่าวให้เตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เพราะมันเกิดแน่ ๆ เราต้องกล้าเปลี่ยน เพราะถ้าเราช้า เราจะไม่ทัน และเราจะตกรถไฟ ถ้าเราเห็นอะไรลางๆ และเมื่อเราเดินเข้าไปใกล้มันยิ่งชัดขึ้น เราต้องกลัวไว้ก่อน และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นการปรับตัวตามให้ทันเทคโนโลยีที่จะเข้ามา แต่เหตุการณ์ที่เปลี่ยนทุกอย่างเลยคือในวันที่ สตีฟ จ็อบส์ ขึ้นเวทีประกาศว่า ไอโฟน มาแล้ว…”

“หลังจากนั้นคลื่นเทคโนโลยีก็ถาโถมเข้ามาทั้งทวิตเตอร์ เฟสบุ๊ก ยูทูป ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาห่างกันไม่กี่ปี ตอนแรกตกใจ คิดว่าสิ่งเหล่านี้มันมาแทนเราแน่ แต่พอผ่านไปวันสองวันเริ่มได้ไอเดียว่ามันดีนี่นา มันช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้น จากแต่ก่อนเวลารายงานข่าวจะต้องใช้เวลาในการส่งข้อมูลข่าว ต้องวิ่งหาแฟ็กซ์สส่งงาน หาโทรศัพท์ หรือพัฒนาหน่อยคือส่งอีเมล แต่เราสามารถรายงานข่าวผ่านโซเชียลมีเดียได้ ทุกอย่างง่ายขึ้น นั่นแหละครับผมจึงเริ่มเล่นทวิตเตอร์ เป็นกลุ่มคนไทยกลุ่มแรกๆ ที่เล่นทวิตเตอร์ ยังเคยลองนัดกลุ่มคนที่เล่นทวิตเตอร์ในไทยมานั่งคุย จิบกาแฟกันอยู่ ยังจำกันได้จนถึงทุกวันนี้” (หัวเราะ)

“ต่อมาอีกสองสามปี สิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยคือการที่เฟสบุ๊กสามารถไลฟ์ได้ ผมยังจำได้ เหตุการณ์เกิดขึ้นในสตูดิโอห้องข่าวสมัยที่ผมอยู่เนชั่นนั่นแหละ มีน้องนักข่าวคนหนึ่งมาบอกผมว่า เฟสบุ๊กมันสามารถ LIVE ได้แล้วนะพี่ ตอนนั้นผมตื่นเต้นมาก ทุกอย่างที่ตอนแรกๆ มันดูเหมือนจะมาได้แค่นี้ มันสามารถที่จะพัฒนาและมาทดแทนของเก่าได้จริงๆ มันสามารถฆ่าอดีต และสร้างอนาคตได้ อยู่ที่เราจะใช้งานมันอย่างไร เราจะเลือกที่จะมากับอนาคตใหม่ หรือจะยอมเป็นส่วนหนึ่งในอดีต เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความตระหนักว่า ถ้าเราไม่รู้จัก Adapt (ปรับ) แล้ว Transform (เปลี่ยน) คือเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงานให้ทันสมัย ทำครึ่งๆกลางๆ ไม่ได้ ผมเริ่มจากตกใจก่อน และตระหนักว่าแค่ตกใจไม่ช่วยอะไร ต้องรู้จัก ‘ปรับ’ และ ‘เปลี่ยน’ ให้ทัน ใช้เทคโนโลยีใหม่ให้เป็นประโยชน์ในการทำงาน แล้วเราจึงจะอยู่รอด”

บอกเคล็ดลับการทำข่าวให้โดนใจทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนวัยเก๋า

“ผมไม่ได้ทำเนื้อหาเพื่อเอาใจคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผสมทำสิ่งที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจ สนุก และเป็นประโยชน์ และที่มันแตกต่างจากสมัยที่ผมทำสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์คือกลุ่มคนตรงนั้นค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่ แต่ในฝั่งโซเชียลมีเดียค่อนข้างเข้าถึงง่าย จึงเป็นที่ของกลุ่มวัยรุ่น อายุเด็กลงมา กลุ่มคนเหล่านี้เขาอยากรู้เรื่องอะไรเขาเสิร์ชหา เช่นเรื่องของเกาหลีเหนือ เรื่องการเลือกตั้งในอเมริกา เรื่องสงครามในยูเครน เขาหาข้อมูลที่สามารถเข้าใจง่าย คนรุ่นใหม่เข้ามาฟังเรื่องพวกนี้ ที่ผมแปลกใจมากก็คือ คนเจนเนอเรชั่นใหม่ อายุราว 15-16ขึ้นไปจนถึงยี่สิบกว่า ติดตามอย่างสนใจ ทราบมาว่ากลุ่มที่ติดตามทุกช่วงวัยนั้นเริ่มจากการที่คุณพ่อคุณแม่ติดตามก่อน เปิดให้ลูกฟัง มาจนถึงเจนเนอเรชั่นหลาน กลายเป็นคนทั้งสามช่วงวัย ติดตามข้อมูลข่าวสารจากเราหมด หรือถ้าเป็นกลุ่มใหม่ ไม่ได้ฟังตามผู้ใหญ่ ก็คือเขาหาข้อมูลที่อยากรู้ และปะติดปะต่อจากที่เรานำเสนอ อีกหนึ่งตัวอย่างคือตอนเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมา ยอดคนเข้ามาดูมีสูงมาก เพราะกลุ่ม First Time Voters เขาเข้ามาหาข้อมูล และเอาไปถกกันต่อ กลายเป็นคอนเทนต์ที่ผมทำสามารถนำไปคุยกันต่อได้ตั้งแต่รุ่นเบบี้บูมเมอร์ คนทำงาน คนมีลูก และกลุ่มวัยรุ่น”

“ปัจจุบันเวลาที่ผมมีข้อมูลคอนเทนต์เกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆ เช่นคริปโต หรือเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยี คนรุ่นใหญ่ที่เขาอยากรู้อยากศึกษาเพราะต้องการพัฒนาปรับตัวให้ทันก็จะเข้ามาฟังเป็นข้อมูล คนรุ่นใหม่เองก็อยากจะเข้ามาบอกเล่าให้เข้าใจ กลายเป็นเหมือนการเปิดเวทีให้ได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน หรือเปรียบให้เห็นภาพชัดๆ ก็คือเหมือนผมเป็นร้านกาแฟ เป็นที่รวมตัวของคนที่อยากรู้และอยากแชร์มารวมตัว ผมทำหน้าที่เสิร์ฟข้อมูลเหมือนเสิร์ฟกาแฟ… และผเป็น ‘กาแฟดำ’ ด้วยนะครับ (ยิ้ม)”

บทบาทของสื่อนับจากนี้ ในมุมมองของคุณสุทธิชัย

“ปัจจุบัน ใครๆก็สามารถรายงานข่าวได้ และนักข่าวจะอยู่ได้อย่างไร เป็นประเด็นที่น่าคิด ผมเคยคุยกันในทีมว่า ถ้าทุกคนเป็นนักข่าวได้ เราจะเป็นอะไร เราต้องเป็นมากกว่ารายงานว่าใครทำอะไร หรือพูดว่าอะไร หลักการทำข่าวคือ who, what, when, where, why บทบาท who, what, where เนี่ยคนอื่นทำแทนนักข่าวอาชีพได้หมดแล้ว ฉะนั้นเราต้องทำในส่วนของ how และ why ต้องให้มากกว่าข้อมูล (information) แต่ต้องเป็นความรู้ (knowledge) และจะยิ่งดีมากหากสามารถพัฒนาเป็นการสร้างเสริมปัญญา (wisdom) ได้ เป็นการปรับวิธีคิดและการทำงานของการเป็นคนทำสื่อ จะไม่ใช่แค่คนส่งข่าวสารอีกต่อไป แต่จะสามารถให้องค์ความรู้คู่ปัญญาได้อีกด้วย”

ความรู้สึกของคุณสุทธิชัย กับตำแหน่ง Person of the Year 2024

“ตื่นเต้นครับ เพราะชื่อรางวัลนี้ทำให้ผมนึกถึงนิตยสาร TIME’S Magazine จำได้ว่าก่อนหน้านี้ผมเคยมีรายการ ‘the OutLine’ กับทาง LINE TODAY เมื่อราวๆ 5-6ปีก่อน ตอนนั้นเพิ่งเกษียณออกมาใหม่ๆ ก็หันมาเริ่มทำรายการสัมภาษณ์ทางออนไลน์เป็นที่แรก เป็นการเปลี่ยนรูปแบบรายการจากเดิมที่เป็นออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ตามเวลา มาเป็นสื่อรายการที่เข้าถึงได้ตลอดเวลา เรียกว่า anytime, anywhere และในครั้งนี้กับรางวัล Person of the Year 2024 ก็ขอขอบคุณมากครับเพราะว่า ทางทีมงานให้เกียรติผม (ยิ้ม)”

คติในการทำงานสไตล์คุณสุทธิชัย

“ผมพูดเสมอกับทุกคนในทีมงานของผมว่า ถ้าไม่ปรับ ก็พับฐาน คือถ้าเราไม่ปรับตัวให้ทันเหตุการณ์เราจะแย่ เพราะเวลาที่เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมา ฐานของเรามันก็จะหายไปด้วย ฉะนั้นต้องปรับตัวให้ทันตลอดเวลา จึงจะอยู่รอด… ขอบคุณครับ”

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...