โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

โอกาสมันสำปะหลัง ในตลาดจีนภูมิภาคตะวันตก ‘พาณิชย์’ ชี้ช่องแปรรูปเพิ่มมูลค่ามันสำปะหลัง 62 เท่า

The Structure

อัพเดต 12 ม.ค. 2568 เวลา 12.05 น. • เผยแพร่ 12 ม.ค. 2568 เวลา 09.00 น. • The Structure

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคต.) รายงานว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่โอกาสทางการตลาดครั้งสำคัญในภูมิภาคจีนตะวันตก ซึ่งกำลังเผชิญกับความต้องการผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสามอุตสาหกรรมหลักที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ พลังงานทดแทน และพลาสติกชีวภาพ

จากการที่มันสำปะหลังไทยได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางด้วยจุดเด่นสำคัญคือการผลิตจากพันธุ์พืชดั้งเดิมแบบ Non-GMO ซึ่งสอดคล้องกับกระแสความใส่ใจสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดจีน

นอกจากนี้ แป้งมันสำปะหลังไทยยังโดดเด่นด้วยคุณสมบัติพิเศษหลายประการ อาทิ ความขาวบริสุทธิ์ ปราศจากกลิ่นและรส รวมถึงคุณสมบัติการคงตัวที่ดีเยี่ยมในกระบวนการแช่แข็งและละลาย ส่งผลให้เป็นวัตถุดิบที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารหลากหลายประเภท

โดยใน 3 อุตสาหกรรมหลักที่ต้องการมันสำปะหลังไทย มีมุมมองดังนี้

อุตสาหกรรมอาหารสัตว์: มันสำปะหลังไทยกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในฐานะวัตถุดิบทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการใช้ข้าวโพดหรือปลายข้าว ในขณะที่ยังคงให้คุณค่าทางโภชนาการที่ใกล้เคียงกัน ทั้งในแง่ของโปรตีนและกรดอะมิโน นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับคุณภาพผลผลิตในหลายด้าน เช่น การเพิ่มความเข้มข้นของไข่ขาว การเพิ่มอัตราการฟักไข่ และการลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในมูลสัตว์

อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน: เอทานอลที่ผลิตจากมันสำปะหลังไทยได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพสูง โดยสามารถทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าน้ำมันเบนซินในหลายด้าน พร้อมทั้งยังช่วยลดผลกระทบด้านมลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ: ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตพลาสติกชีวภาพระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทกรดพอลิแลคติก (PLA) ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการย่อยสลายได้ตามธรรมชาตินอกจากนี้ ประเทศไทยได้พัฒนาระบบการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดและได้มาตรฐานสากล ครอบคลุมทั้งระบบหลักประกันคุณภาพการผลิต (Good Manufacturing Practice หรือ GMP) ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (Hazard Analysis and Critical Control Point หรือ HACCP) และระบบมาตรฐานสากล (International Organization for Standardization หรือ ISO)

โดยมีบริษัทตรวจสอบคุณภาพที่ได้รับการรับรองจากกรมการค้าต่างประเทศทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองคุณภาพสินค้าส่งออกให้มีความปลอดภัยและได้มาตรฐานสูงสุด

ซึ่งนี่ทำให้มันสำปะหลังไทยมีโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มได้ โดยเฉพาะในตสาหกรรมชีวพลาสติกที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมหาศาล สามารถเพิ่มราคาจากมันสำปะหลังสด กิโลกรัมละ 2.4 บาท ให้เป็นผลิตภัณฑ์ชีวพลาสติกที่มีมูลค่าสูงถึง 150 บาทต่อกิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 62.5 เท่า

ทั้งนี้ ประเทศไทยนั้นมีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 68,000 ล้านบาท และยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนการส่งออกประกอบด้วยผลิตภัณฑ์หลักสามประเภท ได้แก่ มันสำปะหลังแห้งปริมาณ 4.3 ล้านตัน แป้งมันสำปะหลัง 1.7 ล้านตัน และผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูงอย่างเอทานอลและไบโอพลาสติก ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก

สคต. ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ควรใช้จุดแข็งนี้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยเฉพาะในตลาดจีนตะวันตก ซึ่งกำลังมีความต้องการเพิ่มขึ้นทั้งในด้านอาหารสัตว์ พลังงานทดแทน และพลาสติกชีวภาพ

ผู้ประกอบการควรสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับคู่ค้าในจีนโดยเฉพาะในเมืองเศรษฐกิจใหม่ เช่น นครเฉิงตู นครฉงชิ่ง และนครซีอาน เนื่องจากเมืองเหล่านี้มีศักยภาพทางอุตสาหกรรมสูง และยังไม่อิ่มตัวเหมือนเมืองหลักในจีนตะวันออก

นอกจากนี้ ควรใช้ประโยชน์จากนโยบายสิ่งแวดล้อมของจีนที่สนับสนุนการใช้พลาสติกชีวภาพ และพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าผ่านโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ (Belt and Road Initiative) เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและลดต้นทุนการขนส่ง

สำหรับในประเทศไทย ผู้ประกอบการควรเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า แปรรูปมันสำปะหลังให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด เช่น เอทานอลสำหรับพลังงานสะอาด หรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอย่างแป้งมันสำปะหลังปราศจากกลูเตน

นอกจากนี้ ควรสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เช่น กรดพอลิแลคติก (PLA) และสารดูดซับน้ำ (HWAP) เพื่อขยายตลาดใหม่และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว การพัฒนาสินค้าเหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มรายได้ แต่ยังช่วยเสริมความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไทยในตลาดโลก

สุดท้าย ผู้ประกอบการควรพิจารณาประเด็นสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เนื่องจากผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม การลงทุนในกระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนในระยะยาว แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าไทยในสายตาของผู้บริโภคทั่วโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...