ALL WE IMAGINE AS LIGHT แสงไฟพรางตา ส่องจ้าพรางใจ
สำหรับบทวิจารณ์ชิ้นนี้ ‘กัลปพฤกษ์’ ขออนุญาตเป็นนักวิจารณ์นิสัยไม่ดี (แล้วมีชิ้นไหนด้วยหรือที่เธอคือคนดีย์) เพราะอยากขอบคุณเหลือเกินที่ทางสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งอินเดียเขายืนหยัดไม่ยอมเสียอัตลักษณ์ หักหน้าผู้กำกับหญิงรุ่นใหม่นาม พายาล คาพาเดีย (Payal Kapadia) ที่เคยนำหนังอินเดียเรื่อง All We Imagine as Light (2024) เข้าประกวดและคว้ารางวัลใหญ่อย่างรางวัล Grand Prix ที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ แต่เมื่อได้ดูแล้วพบว่าตัวงานไม่เห็นจะดูเป็นหนัง ‘อิน-ตะ-ระ-เดีย’ ที่ตรงไหน จึงพร้อมใจกันส่ายหน้า แล้วหันไปส่งหนังตลกวุ่นวิวาห์ผิดฝาผิดตัวเรื่อง Laapataa Ladies (2023) กำกับโดย คิราน เรา (Kiran Rao) เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยมครั้งที่ 97 กันแทน แหม! แค่ชื่อหนังก็แสนจะ ‘อินตรเดีย’ ขนาดนี้ มีหรือที่กรรมการผู้นิยมชมงานนานาชาติจะพลาดลงคะแนนให้ แต่ทำไม๊ทำไมพอวันที่ 17 ธันวาคมปี 2024 ที่ทางผู้จัดฯ ประกาศผลการคัดเลือกหนังนานาชาติรอบ shortlist ทั้ง 15 เรื่องออกมา Laapataa Ladies กลับกลายเป็นหนังตลกที่ฮาไม่ออก กลอกตาวนดูอยู่กี่รอบก็ไม่ยักเห็น กลายเป็นหนังไทยอย่าง ‘หลานม่า’ (2024) ที่ผงาดขึ้นมาเป็นหนึ่งเดียวจากเอเชียบูรพาที่เข้ารอบมาในบรรดา 15 เรื่อง! และที่น่าเคืองคือหนังจากสหราชอาณาจักรเรื่อง Santosh (2024) ก็เป็นหนังฉอดแฉวงการสีกากีพูดภาษาฮินดีเรื่องเกิดที่อินเดีย โดยผู้กำกับเชื้อสายอินเดีย สัณฎญา สุรี (Sandhya Suri) ก็ยังทำคะแนนคู่คี่มีชื่อติดโผมาพร้อมกันกับ ‘หลานม่า’ ปีนี้สมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งอินเดียจึงต้องหน้าชาราวโดนรุมตบทั้งข้างซ้ายและขวา ‘หาทำ’ นำเอา ‘อัตลักษณ์’ มาค้ำคอ ในขณะที่ทั้งโลกเขาหันไปง้อความ ‘พหุวัฒนธรรม’ ขยำกลืนกลาย เข้าหาความหลากหลายกันหมดแล้ว!
ที่ต้องมา ‘แซว’ เขาหนักขนาดนี้ ก็เพราะ All We Imagine as Light จะเป็นคู่แข่งในสายภาพยนตร์นานาชาติของการประกาศรางวัลออสการ์ที่น่ากลัวมากๆ คือถ้าอินเดียเลือกส่งเรื่องนี้ หนังคงจะเข้าทั้งรอบนี้และรอบห้าเรื่องสุดท้ายได้ไม่ยาก แล้ว ‘หลานม่า’ ก็จะเริ่มลำบาก ต้องฝากความหวังไว้กับพลังความซึ้งให้สามารถตรึงใจกรรมการ ฝ่าด่านทุกขั้นไปได้ โดยจะมี All We Imagine as Light นี่แหละที่จะวิ่งนำเข้าไปก่อนหนึ่งก้าวอยู่เสมอ! ก็เธ้อว์ All We Imagine as Light ช่างเป็นหนังเล่าชีวิตอิตถีชาวอินเดียที่แสนอบอุ่นละเมียดละไมและน่าประทับใจ ใครได้ดูก็พร้อมจะรักจะลงคะแนนให้ ฉะนั้น มันเดชะบุญขนาดไหนที่คนในบ้านเกิดตัวเองดันใกล้เกลือกินด่าง โดนแสงไฟในหนังเรื่องนี้พรางตา เจิดจ้าเสียจนพรางใจ บอดใบ้จนไม่เห็นค่า ทั้งที่มันเป็นงานที่ออสการ์พร้อมจะหลงรัก กำจัดอุปสรรคให้หนังไทยเรื่อง ‘หลานม่า’ สามารถวิ่งเข้าหาเส้นชัยได้ใกล้มากขึ้น! ไปๆ มาๆ จึงกลายเป็นเรื่องน่าชื่นใจ เพราะต่อให้เคยก่นด่ามาอย่างไร ‘กัลปพฤกษ์’ ก็พร้อมเชียร์ให้หนังไทยก้าวไกลสู่เวทีโลกเสมอ เธอไม่ต้องมาใส่ใจกับคำบ่น เพราะคนปากบอนอย่าง ‘กัลปพฤกษ์’ ไม่เคยมีวาสนาได้ปิดผนึกลงคะแนนอย่างใครเขา ถึงเราจะไม่ชอบ ก็ยังภาวนาให้หนังตอบโจทย์รสนิยมกรรมการ พานรางวัลยังคงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับวงการหนังไทย หากจะผลักดันให้ซอฟต์พาวเวอร์ของเราสามารถสู้เขาได้ทุกชาติ! ไว้รอดูกันว่าเมื่อปราศจาก All We Imagine as Light แล้ว ‘หลานม่า’ จะยังไปไกลได้แค่ไหนในเวทีออสการ์ และหวังว่าหนังจะสามารถสร้างปรากฏการณ์แบบรัวๆ ในการร่วมชิงรางวัลตัวแรกในประวัติศาสตร์!
แต่ทำไม ‘กัลปพฤกษ์’ จึงกล้าประกาศว่า All We Imagine as Light นับเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว ไม่ว่าจะเป็นเวทีไหนๆ นั่นคือเพราะมันเป็นหนังอินเดียร่วมสมัยที่นอกจากจะดูเข้าใจได้ง่าย มันยังถ่ายทอดภาพชีวิตของสตรีสามรายที่ทำงานอยู่ในเมืองใหญ่อย่างมุมไบ ในวิถีที่ต้องเรียกว่า ‘so very India’ จนไม่อาจจะเคลียร์ใจได้เลยว่าสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งอินเดียไม่ยอมเชียร์เรื่องนี้เพราะไม่มีความอินเดียที่ตรงไหนขอให้เอาปากกามาวง เพราะชีวิตอันน่าสงสารร้าวรานใจของเหล่าสตรีในเรื่อง ก็ล้วนเป็นผลสืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมกดทับนารีที่แสนจะอินเดีย ด้วยบทบาทของการเป็นเมียและแม่ มีหน้าที่ต้องดูแลพวกผู้ชาย ที่ไม่สามารถจะย้ายบริบทไปถ่ายทำในประเทศอื่นไหนได้ หากจะยังต้องการให้เรื่องราวดำเนินไปตามตัวบท!
เรื่องราวทั้งหมดใน All We Imagine as Light ให้ภาพของวิถีที่มีความเป็นอินเดียร่วมสมัยอย่างมากมาย ขายกรอบวัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่ดูยังไงก็ไม่ไปพ้องคล้ายกับงานชาติไหน มันคือความ ‘อินเดีย’ ที่ออกจะน่าภาคภูมิใจ ทว่าไม่รู้ทำไมคนในอินเดียเองกลับไม่ได้ปิติปลื้มกับมันมากนัก เนื้อหาหลักๆ ของหนังติดตามชีวิตของนางพยาบาล ‘ประภา’ และ ‘อณู’ โดยทั้งคู่เป็นรูมเมทอาศัยอยู่ด้วยกัน ทำงานที่โรงพยาบาลเดียวกัน ฝ่าย ‘ประภา’ เป็นภรรยาจำยอมของชายแรงงานข้ามชาติที่ทิ้งเธอไปแสวงหาโอกาสใหม่ที่เยอรมนี ขณะที่ ‘อณู’ ก็แอบมีคู่รักหนุ่มต่างศาสนาทายาทตระกูลมุสลิม ลอบหาที่ลับตาพลอดรักกันกระจุ๋มกระจิ๋ม จน ‘ประภา’ ต้องหันมาทิ่มแทงด้วยวาจาตำหนิเตือน ‘อณู’ ว่าอย่าทำตัว ‘กล้าผู้ชาย’ ให้มากนัก กระทั่งวันหนึ่งสามีของ ‘ประภา’ ก็แสดงความรักด้วยการส่งหม้อหุงข้าวใบยักษ์จากเยอรมนีมาให้เธอใช้ หากกลับไม่มีแม้จดหมายบ่งบอกที่มาที่ไปจน ‘ประภา’ ชักสงสัยว่าใช่สามีเธอจริงๆ ไหมที่ส่งมา นอกจากนี้ยังมีตัวละครคุณน้า ‘ภาร์วตี’ ที่มีอาชีพเป็นแม่ครัว อาศัยอยู่ตัวคนเดียวแบบไร้ผัวเพราะมีสถานะเป็นหม้าย และเพิ่งจะได้รับหมายไล่ที่จากโครงการก่อสร้างใหญ่ กระตุ้นให้นางไม่อยากอาศัยอยู่ในเมืองมุมไบอีกต่อไป ชักชวนให้ทั้ง ‘ประภา’ และ ‘อณู’ (ที่แอบซุกคู่ชู้ชื่นของเธอ) ลางานเพื่อช่วยนางเดินทางกลับสู่หมู่บ้านริมทะเล ซึ่งน่าจะโอเคกับการใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายอย่างเรียบง่ายมากกว่าในมุมไบ
เนื้อหาของหนังไล่เล่าเรื่องราวชีวิตเล็กๆ แสนเรียบง่ายในลักษณะ ‘slice of life’ หาได้มีความขัดแย้งทั้งภายนอกและภายในใหญ่โต ซึ่งผู้กำกับคาพาเดียก็โชว์ฝีมือด้านการกำกับที่มุ่งสร้างความประทับใจในแบบ impressionist ให้กล้องส่องภาพชีวิตผู้คนในมุมไบโดยเฉพาะในยามกลางคืน ประกอบเสียงเปียโนสำเนียงแจ๊สรื่นหู ดูแล้วชวนให้นึกถึงกลุ่มหนังชวนท่องราตรีในมหานครใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์กใน Manhattan (1979) ของ วูดดี อัลเลน (Woody Allen), เมืองลาสเวกัสใน One from the Heart (1981) ของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา (Francis Ford Coppola), ปารีสใน The Lovers on the Bridge (1991) ของ เลออส กาครักซ์ (Leos Carax), ฮ่องกงใน Chungking Express (1994) ของ หว่องการ์ไว (Wong Kar-wai), ลอนดอนใน Wonderland (1999) ของ ไมเคิล วินเทอร์บอตทัม (Michael Winterbottom) และ โตเกียวใน Lost in Translation (2003) ของ โซเฟีย คอปโปลา (Sofia Coppola) จนมาถึงมุมไบใน All We Imagine as Light ของพาคาเดียเรื่องนี้ และที่น่าประทับใจอีกอย่างคือทั้งเรื่อง เล่าผ่านมุมมองของตัวละครสตรี เนื้อหาและบทสนทนาจึงมีความน่ารักกุ๊กกิ๊ก ประเภทจิกกัดความหึงหวงของผู้ชาย เวลาสตรีที่หมายปองต้องทำงานเป็นพยาบาลผ่านการชำระล้างทุกส่วนของร่างกายคนไข้ชายจนกลายเป็นกิจวัตร! การลอบนัดกับผู้ชายที่พยายามเข้าหา และการได้สนุกเฮฮาไขว่คว้าความสำราญในหมู่สตรียามไม่ต้องปรนนิบัติพัดวีผู้ชาย ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่กระโตกกระตากหรือถึงกับลำบากยากแค้นอะไรจนเกินไป มีอารมณ์ในแบบ ‘ดีต่อใจ’ ไม่เหมือนงานสะท้อนสังคมถึกๆ หนักๆ ของผู้กำกับหญิงอินเดียอย่าง อภาร์ณะ เสน (Aparna Sen), มีรา นาเยอร์ (Mira Nair) หรือ ธีภา เมธา (Dheepa Meta) ที่เราเคยดูกันมา
และแม้ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่จะให้ความรู้สึกสมจริงเป็นธรรมชาติ หนังก็ยังสามารถแทรกฉากกึ่งจริงกึ่งฝัน ‘มันยังไงกันแน่นะ’ ได้อย่างมีรสนิยม โดยเฉพาะตอนที่ประภาช่วยคนจมน้ำตรงชายหาดด้วยวิชาพยาบาลศาสตร์ที่เธอร่ำเรียนมาตามหน้าที่ ซึ่งพอแม่เฒ่าเข้าใจผิดว่าชายคนนี้คือสามีของเธอ หนังก็พลิกมาลองนำเสนอดูว่า ถ้าบุรุษผู้นี้มีสถานะเป็นสามีของเธอจริงๆ ปฏิกิริยาของประภาจะมาพร้อมสิ่งใด ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ช่างชวนเจ็บปวดหัวใจ ส่องสะท้อนอารมณ์ภายในภายใต้ใบหน้าอันเรียบนิ่งของประภาได้อย่างน่าเคารพ
ยิ่งฉากจบอันงดงามของหนัง ก็ฉายแสงแห่งพลังบวกได้อย่างชวนให้อิ่มเอมเปรมใจ อบอุ่นและอ่อนโยนโดยไม่ต้องมาพูดจาให้มากความอันใด ทั้งยังสำแดงมุมด้านแห่งความสว่างสดใสในสังคมอินเดียซึ่งออกจะน่าเชียร์จะตาย! แต่เอาเถิด! ถึงจะแหนงหน่ายกันอย่างไร หนังก็ไปไกลในเวทีนานาชาติ ปาดรางวัลรองชนะเลิศหรือ Grand Prix จากเทศกาลใหญ่อย่างคานส์มาได้ โดยไม่เห็นต้องง้อคนดูในบ้าน แถมยังเป็นงานที่พร้อมจะเข้าถึงคนดูนานาชาติกลุ่มใหญ่ ไม่ได้ติสต์แตกจนถึงกับดูไม่รู้เรื่องว่าอะไรเป็นอะไร ฉะนั้นมันช่างน่าดีใจขนาดไหนที่ All We Imagine as Light จะประสบความสำเร็จไปได้ไกล จนไม่จำเป็นต้องลงมาแข่งสู้กับหนังไทยอย่าง ‘หลานม่า’ ในเวทีออสการ์ ที่ขอให้ได้เป็นหนึ่งในห้ากันสักครั้ง คงไม่ได้เป็นการตั้งความหวังที่สูงเกินเอื้อมไป!