โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

จากพีระมิดถึงดีเอ็นเอ : ว่าด้วยมาตรฐานกับงานวิศวกรรมสิ่งมีชีวิต (4)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 ธ.ค. 2567 เวลา 02.16 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2567 เวลา 02.16 น.

Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร

จากพีระมิดถึงดีเอ็นเอ

: ว่าด้วยมาตรฐานกับงานวิศวกรรมสิ่งมีชีวิต (4)

แนวคิดเรื่อง “มาตรฐาน” กับงานวิจัยพื้นฐานทางชีววิทยาไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว

ย้อนไปปลายทศวรรษที่ 1980s ถึงทศวรรษที่ 1990s ความพยายามผลักดันเมกะโปรเจ็กต์ถอดรหัสจีโนมมนุษย์ (Human Genome Project) บังคับให้นักวิจัยหลายสิบทีมหลายร้อยชีวิตต้องมาลงขันทำงานร่วมกันจากแต่ก่อนที่เคยต่างทีมต่างทำเขียนเปเปอร์ตีพิมพ์กันไปตามสไตล์ตัวเอง

พอมาเป็นเมกะโปรเจ็กต์ทุกทีมที่เข้าร่วมต้องมาตกลงกันให้ชัดๆ ก่อนว่าแต่ละส่วนจะอยู่กับใคร จะทำการทดลองแบบไหน จะรายงานผลยังไง ฯลฯ เพื่อให้ข้อมูลที่ได้มามีรูปแบบมีมาตรฐานตรงกันพอที่จะเอามาประกอบเป็นภาพเดียวในฐานข้อมูลกลางได้

“มาตรฐานช่วยให้มนุษย์ทำงานร่วมกันข้ามข้อจำกัดของสถานที่และเวลา” ไม่เพียงแต่นักวิจัยหลายร้อยชีวิตสามารถถอดรหัสพันธุกรรมสามพันล้านเบสสำเร็จลงได้ก่อนกำหนด โครงการจีโนมมนุษย์ยังผลักดันให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะระบบฐานข้อมูลในการแบ่งปันข้อมูลทางชีววิทยาผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

และเป็นจุดกำเนิดของศาสตร์ที่ผสมผสานชีววิทยากับวิทยาศาสตร์ของข้อมูลที่เรียกว่า ชีวสารสนเทศ (bioinformatics)

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับโครงการจีโนมมนุษย์ ศาสตร์อีกแขนงที่ชื่อว่าชีววิทยาสังเคราะห์ (synthetic biology) ก็กำลังก่อตัวขึ้นแถมยังถูกบุกเบิกโดยคนที่เหมือนจะอยู่นอกวงการชีววิทยาและไบโอเทคไปไกล

Tom Knight ผู้ได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในบิดาแห่งวงการชีววิทยาสังเคราะห์เริ่มต้นชีวิตการทำงานจากการเป็นนักวิจัยสายคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมไฟฟ้า

Knight ฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่วัยเด็ก ตอนอายุแค่ 14-15 ก็ได้งานเป็นผู้ช่วยวิจัยที่มหาวิทยาลัยดังใกล้บ้านอย่าง MIT ในศูนย์วิจัยคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (Computer Science and Artificial Intelligence Laboratory, CSAIL) ของ Marvin Minsky เจ้าพ่อแห่งวงการเอไอยุคบุกเบิกที่หลายคนรู้จักดี

Knight วนเวียนอยู่แถว CSAIL ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ จบตรีโทเอกแล้วมาเป็นอาจารย์นักวิจัยอยู่ที่เดิมนี่ สะสมโปรไฟล์รายการผลงานยาวเป็นหางว่าว

ช่วงทศวรรษที่ 1970s-1980s เขาคือหนึ่งในผู้ประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์และระบบจัดการข้อมูลของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า APPANET ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ซึ่งต่อมากลายมาเป็นต้นแบบของ “อินเตอร์เน็ต” ในปัจจุบัน

หนึ่งในหัวใจสำคัญของเครือข่ายคอมพิวเตอร์คือ ระบบมาตรฐานเชิงเทคนิคที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่ายสามารถรับส่งข้อมูลใดๆ ถึงกันได้

ระบบ TCP/IP ที่เริ่มต้นใช้งานใน APPANET ต่อมาจนถึงยุคอินเตอร์เน็ตช่วยวางกฎเกณฑ์ว่าแต่ละก้อนข้อมูลที่จะต้องถูกหั่นเป็นชิ้นย่อย ส่งไปตามที่อยู่ในเครือข่าย และประกอบร่างกลับมาเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์อย่างไร

ในคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องเอง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนประกอบด้วยชิ้นส่วนปลีกย่อย ทรานซิสเตอร์ ตัวต้านทาน สวิตช์ ฯลฯ เป็นแสนเป็นล้านชิ้นก็มีมาตรฐานเชิงเทคนิคที่ทำให้มันเชื่อมต่อกันได้พอดี

สิ่งเหล่านี้วางกรอบกระบวนทัศน์ทางวิศวกรรมของ Knight ตลอดครึ่งแรกของชีวิตการทำงาน

Knight เล่าว่า เขาไม่เคยมีประสบการณ์ด้านชีววิทยาเลยนอกจากการท่องชื่อส่วนประกอบดอกไม้สมัยเรียนมัธยม แต่สิ่งที่นักออกแบบระบบคอมพิวเตอร์อย่างเขาแสวงหาเสมอคือ โจทย์การคำนวณใหม่ๆ และเทคนิคที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่เดิมไปเรื่อยๆ

การแสวงหานี้พาเขามาสู่วงการชีววิทยาช่วงปลายทศวรรษที่ 1980s

คนในวงการคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ต่างรู้จักกฎของมัวร์ (Moore’s Law) ที่กล่าวไว้ว่า จำนวนทรานซิสเตอร์ในไมโครชิปจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ สองปี ถ้าไมโครชิปเปรียบเป็นมันสมองของคอมพิวเตอร์ ทรานซิสเตอร์ก็เปรียบเหมือนเซลล์ประสาท การที่มนุษย์เราพัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถอัดทรานซิสเตอร์เพิ่มในไมโครชิปมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเท่าทวีคูณก็ทำให้คอมพิวเตอร์ของเราฉลาดขึ้นทำงานประมวลผลที่ซับซ้อนได้รวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ เป็นเท่าทวีคูณเช่นกัน

Gordon Moore ผู้ก่อตั้งบริษัท Intel ทำนายเรื่องการเพิ่มขึ้นของทรานซิสเตอร์ในไมโครชิปมาตั้งแต่ปี 1965 และเทรนด์เทคโนโลยีก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ ตลอดช่วงเวลากว่าสองทศวรรษ แต่นั่นแปลว่าทรานซิสเตอร์รุ่นใหม่ๆ ต้องมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ด้วยจึงจะสามารถบรรจุในไมโครชิปได้พอ

ปลายทศวรรษที่ 1980s นักออกแบบระบบคอมพิวเตอร์เริ่มมองเห็นอนาคตว่าในที่สุด Moore’s Law ก็จะติดกำแพงตรงที่ว่าขนาดทรานซิสเตอร์จะเล็กเกินกว่าที่มนุษย์จะสามารถสร้างได้ภายใต้กฎทางฟิสิกส์ และความก้าวหน้าของศักยภาพคอมพิวเตอร์ก็จะหยุดชะงัก

ขนาดทรานซิสเตอร์ในยุคนั้นเล็กลงจากสเกลไมโครเมตรสู่สเกลนาโนเมตร แม้จำยังไม่ชนกำแพงทางกฎฟิสิกส์แต่เทคนิคการประกอบก็ยากขึ้นเรื่อยๆ

นักออกแบบระบบคอมพิวเตอร์หลายคนรวมทั้ง Knight เริ่มสนใจมองหาเครื่องมือที่สามารถจัดการงานก่อสร้างความละเอียดสูงเพื่อผลิตวัตถุสเกลนาโนเมตร

ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถขยายกำลังการผลิตได้รวดเร็วไม่จำกัด

Knight มองว่า “ชีวเคมีและชีววิทยาโมเลกุล (biochemistry & molecular biology)” นี่แหละคือคำตอบ เซลล์สิ่งมีชีวิตสามารถสร้างจักรกลซับซ้อนสเกลนาโนเมตรอย่างดีเอ็นเอและเอนไซม์ที่สามารถหยิบจับเคลื่อนย้ายอะตอมได้อย่างแม่นยำ แถมยังสามารถก๊อบปี้เพิ่มจำนวนเป็นเท่าทวีคูณได้รวดเร็วโดยใช้วัตถุดิบพื้นๆ อย่างคาร์บอน ไนโตรเจน ออกซิเจน และไฮโดรเจน

Knight ที่ตอนนั้นเป็นอาจารย์อาวุโสในวงการคอมพิวเตอร์แล้วจึงกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง เริ่มอ่านเริ่มลงคลาสเรียนชีวเคมีและชีวโมเลกุลตั้งแต่พื้นฐาน

ด้วยชื่อเสียงที่สั่งสมมานานทำให้เขามีความสัมพันธ์อันดีกับสำนักโครงการวิจัยขั้นสูงด้านกลาโหม (Defense Advanced Research Projects Agency, DARPA) สปอนเซอร์ใหญ่ตั้งแต่สมัยพัฒนา APPANET เขาได้รับทุนวิจัยก้อนแรกไปตั้งแล็บจุลชีววิทยาแห่งแรกภายใต้ภาควิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ของ MIT ที่เขาสังกัดอยู่เพื่อทดลองพัฒนาคอมพิวเตอร์ที่ทำงานได้ในระดับเซลล์

“เพื่อนอาจารย์ผมในภาคคอมพ์ แตกตื่นกันอยู่พักหนึ่งที่อยู่ดีๆ มีแล็บจุลชีววิทยาโผล่มา แต่เท่าที่จำได้ผมยังไม่เคยทำให้ใครป่วยนะ นั่นน่าจะเป็นความสำเร็จขั้นแรก” Knight เล่า

Knight ยอมรับว่า สองสามปีแรกแล็บของเขาไม่ได้ผลิตผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่บทเรียนสำคัญหนึ่งที่เขาได้คือกระบวนการทดลองของนักชีววิทยานั้นเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้เท่าไหร่

“ในฐานะวิศวกร ผมเรียนรู้วิธีการบัดกรีตั้งแต่เริ่มต้น วิธีบัดกรีมีแบบเดียวคือเอาปลายสายไฟมาแตะลวดบัดกรีแล้วจี้หัวแร้งร้อนๆ เข้าไป” Knight อธิบาย “ในทางชีววิทยา ทุกการทดลองจะกลายเป็นสองการทดลอง หนึ่งคือการทดลองที่ผมอยากทำ อีกหนึ่งคือการทดลองเพื่อจะประกอบดีเอ็นเอสำหรับใช้ในการทดลองที่ผมอยากทำ ยิ่งกว่านั้นวิธีประกอบดีเอ็นเอยังมีอยู่สักสามสิบวิธีได้และนักวิจัยแต่ละคนก็ใช้กันคนละวิธีอีก นี่คือสิ่งที่น่าหงุดหงิดมากสำหรับวิศวกรอย่างผม”

“ตอนนั้นเองที่ผมคิดได้ว่าควรจะมีใครสักคนวาง ‘มาตรฐาน’ การประกอบดีเอ็นเอที่ตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย ได้ผลแน่นอน มันคือแนวคิดสุดคลาสสิกที่วิศวกรสาขาไหนๆ ก็ควรทำกัน”

Knight ผู้โด่งดังในวงการคอมพิวเตอร์แต่ยังเป็นนักวิจัยหน้าใหม่โนเนมในวงการชีววิทยาจะผลักดันเรื่อง ‘มาตรฐาน’ และให้กำเนิดศาสตร์ ‘ชีววิทยาสังเคราะห์’ อย่างไร ติดตามต่อตอนหน้าครับ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จากพีระมิดถึงดีเอ็นเอ : ว่าด้วยมาตรฐานกับงานวิศวกรรมสิ่งมีชีวิต (4)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...