เพลงนักต่อสู้ยุคแรก อีกรากฐานของ ‘เพื่อชีวิต’
เพลงนักต่อสู้ยุคแรก
อีกรากฐานของ ‘เพื่อชีวิต’
เดือนตุลาคม บันทึกประวัติการต่อสู้และตำนานการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไว้มากมายหลายเหตุการณ์ รวมถึงวัฒนธรรมดนตรีในขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
เพลงเพื่อชีวิตกล่าวถึงเดือนตุลาฯไว้หลายเพลง ขณะที่เว็บไซต์ wikipedia เล่าถึง “เพลงเพื่อชีวิต” ได้อย่างครบถ้วน
wikipedia แยกเพลงเพื่อชีวิตเป็นยุคๆ คือ 10 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 2.ยุคเฟื่องฟู หลัง 14 ตุลาฯ 2516 และ 6 ตุลาฯ 2519 3.ยุคเพลงปฏิวัติ เมื่อต้องเข้าไปรับใช้การปฏิวัติที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และ 4.ยุคธุรกิจเพลงจาก พ.ศ.2525 เมื่อเพลงเพื่อชีวิตออกจากป่า แล้วมูฟเข้าไปอยู่ร้านเหล้า สถานบันเทิง และธุรกิจต่างๆ
วิกิพีเดีย และอีกหลายสื่อ รวมถึงนักค้นคว้าอีกหลายท่าน ระบุว่า“แสงนภา” คือผู้บุกเบิกการแต่งเพลงไทยสากล ที่สะท้อนชีวิตชนชั้นล่างของสังคมเป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 2480 โดยเรียกว่าเป็น“เพลงชีวิต”
อาทิ คนปาดตาล คนลากขยะ เรื่องราวการซื้อเสียงของ ส.ส. และการคอร์รัปชั่นปรากฏในเนื้อหาเพลง “แป๊ะเจี๊ยะ” และ “พรานกระแช่”
เป็นต้นแบบให้กับศิลปินรุ่นหลังเช่น เสน่ห์ โกมารชุน และคำรณ สัมบุญณานนท์ เป็นต้น
เว็บไซต์ https://annop.me และหนังสือของนักค้นคว้าหลายท่าน เล่าประวัติของ “แสงนภา” เอาไว้อย่างน่าสนใจ ขออนุญาตนำบางส่วนมาถ่ายทอดดังนี้
แสงนภา บุญราศรี (2461-2496) ชื่อจริง คือ ฉะอ้อน บุญราศรี เกิดปี พ.ศ.2561 ที่ย่านปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
เป็นบุตรคนที่ 4 ของขุนวิจิตรราชการ (ตาด บุญราศรี) กับนางชุบ บุญราศรี มีพี่ชายและพี่สาวชื่อ ฉวี, ไสว, เฉวียน และน้องชายชื่อ ชะเอม บุญราศรี
พี่สาวคนโตคือ ฉวี แต่งงานกับพันเอก นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) อดีตประธานรัฐสภาและรองนายกรัฐมนตรี ได้รับแต่งตั้งเป็น คุณหญิงวรการบัญชา
ฉะอ้อนจบมัธยมปีที่ 6 จากโรงเรียนหอวัง จากนั้นเป็นดาราละครร้องคณะ“ปรีดาลัย” ของพระนางเธอ ลักษมีลาวัณ พระมเหสีองค์ที่ 2 ในล้นเกล้ารัชกาลที่ 6
ย้ายมาอยู่คณะละคร “บรรทมศิลป์” ของ พระยาอนิรุธเทวา ซึ่งตั้งชื่อเพื่อใช้ในการแสดงว่า “แสงนภา”
หลังเปลี่ยนแปลง 2475 วงการเพลงไทยสากลเริ่มคึกคักขึ้น แสงนภาเข้าสู่วงการเพลงด้วยการสมัครประกวดร้องเพลงตามงานวัดต่างๆ
สงครามมหาเอเชียบูรพาปะทุขึ้นราวปี พ.ศ.2485 ทำให้ภาพยนตร์จากต่างประเทศขาดตลาด ละครร้องกลับมาได้รับความนิยม และนักร้องสลับฉากมีบทบาทสำคัญ ในการดึงดูดผู้ชม
ร่วมร้องเพลงกับวงดนตรีดุริยโยธินของกองดุริยางค์กองทัพบก ในฐานะนักร้องรับเชิญ มิได้เข้ารับราชการทหารเหมือนนักร้องคนอื่นๆ เช่นสมยศ ทัศนพันธ์ เสน่ห์ โกมารชุน
และ ครูจำปา เล้มสำราญ หัวหน้าวงดุริยโยธิน คือผู้ชักนำแสงนภาเข้าสู่วงการเพลง
แสงนภาเริ่มมีชื่อเสียงจากเพลง “คนจรหมอนหมิ่น” และ “คนปาดตาล” ซึ่งเขาประพันธ์คำร้อง ทำนอง และขับร้องเอง เนื่องจากผ่านละครเวทีมาก่อน ทำให้เขาออกแบบลีลาท่าทางและเครื่องแต่งกายเอง จนเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว เมื่อร้องเพลง “คนปาดตาล” ก็นุ่งผ้าขาวม้าหิ้วกระบอกตาล ร้องเพลง “คนลากรถขยะ” ก็ลงทุนลากรถขยะจริงๆ ขึ้นมาบนเวที
ประเด็นสำคัญที่ทำให้แฟนเพลงนิยมชมชอบ คือ เนื้อหาเพลงที่ฉีกจากแนวเพลงรัก หันมาจับแนวเพลงพรรณนาชีวิตชนชั้นล่างอย่างลึกซึ้งกินใจ และมีลูกเล่นคำซ้ำคำสัมผัสและคำผวน ทำให้เพลงมีความไพเราะอย่างลุ่มลึก
ชาญ เย็นแข ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของแสงนภา เล่าว่า แสงนภามีฐานะค่อนข้างยากจน แม้วงศ์ตระกูลของเขาจะมีหน้ามีตาในวงสังคม มีข้อสันนิษฐานว่า แสงนภาเลือกที่จะคลุกคลีอยู่กับชนชั้นล่างในอาชีพต่างๆ รวมถึงการออกตระเวนร้องเพลงตามต่างจังหวัด
จึงมีข้อมูลและแรงบันดาลใจในการเขียนบทเพลงสะท้อนชีวิตได้อย่างลุ่มลึก
เมื่อแต่งเพลงยาวๆ บันทึกลงแผ่นเสียงไม่ได้ แสงนภาเผยแพร่งานเพลงด้วยการร้องเพลงสดๆ ออกอากาศทางสถานีวิทยุของกรมโฆษณาการ และสัญจรไปร้องเพลงตามต่างจังหวัดทั่วประเทศ
เขาลงทุนจัดพิมพ์หนังสือ “ชุมนุมเพลงร้อง แสงนภา บุญราศรี” ออกจำหน่ายถึง 3 เล่ม ขายดิบขายดี และเดินสายไปร้องต่างจังหวัด เพื่อให้แฟนเพลงที่ซื้อหนังสือเพลง ร้องเพลงของเขาได้
การตระเวนไปร้องเพลงตามจังหวัดต่างๆ ทำให้ บริษัท โอสถสภา (เต็กเฮงหยู) ว่าจ้างแสงนภาเป็นพนักงานแผนกปลูกนิยม หรือแผนกมาร์เก็ตติ้ง หรือการตลาดในปัจจุบัน
และยังเริ่มลงทุนทำกิจการ ดังปรากฏในหนังสือรวมเพลง เล่ม 1 พิมพ์ พ.ศ.2491 มีโฆษณา “ขิงดอง” ปรุงพิเศษของโรงงาน“นภาประยุร” ย่านคลองบางพรหม ธนบุรี และข้อความโฆษณา บริษัท ทหารกองหนุน จำกัด จำหน่ายปลีกและส่งสินค้าเสื้อผ้า สุรา บุหรี่ ไม้ขีดไฟ โดยระบุตอนท้ายว่า “แสงนภา-ประยูร บุญราศรี เจ้าของและผู้จัดการ ตลอดจนเป็นคนงานในตัวเสร็จ”
ประยูร คือภรรยาของแสงนภา ที่แต่งงานอยู่กินกันหลังปี พ.ศ.2490 ชาญ เย็นแข เล่าว่า ช่วงนี้ของแสงนภามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากการมีคู่ชีวิตที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีพอสมควร แต่ยังตระเวนร้องเพลงอยู่บ้างเป็นครั้งคราว
การเดินสายต่างจังหวัด นอกจากไป “ต่อเพลง” ให้แฟนๆ แล้ว ยังทำให้เกิด “วงดนตรีแสงนภา บุญราศรี” รับงานแสดง ผลงานเพลง เริ่มมีเพลงรักกระจุ๋มกระจิ๋ม ซึ่งแสงนภาแต่งให้ลูกวงของเขาขับร้อง โดยที่ตนเองยังยืนยันที่จะรักษาเอกลักษณ์ในการแต่งและร้องเพลงเพื่อชีวิตต่อไป
แม้เพลงของแสงนภามีเนื้อหาเสียดสีการเมือง แต่ไม่ปรากฏว่าถูกเบรกจากรัฐบาลอย่างไร
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2491 แสงนภาได้เข้าไปคลุกคลีกับสมาคมกรรมกรไทย ซึ่งรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ตั้งขึ้นมาคานอำนาจกับสหบาลกรรมกร ที่เป็นองค์กรปีกซ้ายในเวลานั้น และได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมกรรมกรไทยในปี พ.ศ.2492
หนังสือชุมนุมเพลงร้องของ แสงนภา บุญราศรี เล่ม 3 พิมพ์ในปี พ.ศ.2493 มีโฆษณาเชิญชวนให้สมัครสมาชิกสมาคม รวมถึงโฆษณาของสหพันธ์กรรมกรหญิง สหพันธ์กรรมกรสามล้อ
มีเพลงกรรมกรสามัคคี ที่แสงนภาแต่งให้เป็นเพลงประจำสมาคม ซึ่งจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำหนังสือขอบคุณ และแสงนภานำสำเนาจดหมาย มาตีพิมพ์ไว้ในหนังสือรวมเพลงของเขาด้วย
หลังปี พ.ศ.2493 ข่าวคราวของ แสงนภา บุญราศรี ค่อยจางไป กระทั่งใน พ.ศ.2496 จึงทราบกันว่า แสงนภา บุญราศรี ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัยเพียง 36 ปี
ผลงานเพลงของแสงนภาหาฟังได้ยาก เพราะเป็นยุคที่เทคโนโลยีบันทึกเสียงยังเพิ่งเริ่มต้น
ในยูทูบ https://www.youtube.com/watch?v=HSIfXUcpIPo มีเพลง “หนาวรัก” ที่แสงนภา บุญราศรี ร้องคู่กับ ไพเราะ วรรณสาร ขับร้อง บรรเลงโดยวงสังคีตยากร บันทึกในแผ่นเสียงตรา ศรีกรุง เมื่อปี พ.ศ.2480
ลองเปิดไปฟังลีลาน้ำเสียงบรมครูเพลงเพื่อชีวิตยุคบุกเบิกกันดู
ย้อนอ่านบทความที่เกี่ยวข้อง