วลพ.สั่งสภาทนายความ ให้นักศึกษาแต่งกายตามเพศสภาพได้ ชี้ต้องปรับตัวให้ทันยุค
วลพ.สั่งสภาทนายความ ให้นักศึกษาแต่งกายตามเพศสภาพได้ หลังสภาทนายอ้างระเบียบห้ามเข้าสอบ อดีตเลขาฯสภาทนาย ชี้ต้องปรับตัวให้ทันสมัย
เมื่อวันที่ 3 พ.ค.65 ว่าที่พันตรี ดร.สมบัติ วงศ์กำแหง อดีตเลขาธิการสภาทนายความ ปัจจุบันเป็นกรรมการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า มีผู้สมัครเข้ารับการฝึกอบรมวิชาว่าความกับสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ แห่งสภาทนายความ ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (วลพ.)
ว่าที่พันตรี ดร.สมบัติ วงศ์กำแหง อดีตเลขาธิการสภาทนายความ
ตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 ว่าระเบียบของสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความไม่อนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้หญิงแต่งกายในชุดผู้หญิงตามเพศสภาพ ในการเข้าสอบข้อเขียน แม้ผู้ร้องจะทำศัลยกรรมหน้าอกและได้รับการผ่าตัดแปลงเพศแล้วก็ตาม ผู้ร้องเห็นว่าระเบียบดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ จึงยื่นคำร้องต่อ วลพ.
ต่อมาในวันที่ 27 เม.ย.65 คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (วลพ.) มีคำวินิจฉัยสรุป ว่า เนื่องจาก มาตรา 27 วรรค 3 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ยืนยันว่า ความแตกต่างในเรื่องเพศไม่อาจถือเป็นเหตุที่จะทำให้เกิดการปฏิบัติต่อบุคคลให้แตกต่างกันได้ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฯ คำว่า เพศให้หมายความ
รวมถึงความหลากหลายทางเพศ บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิกำหนดอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองด้วยการแต่งกายตามเพศสภาพที่ตนประสงค์หรือต้องการอันถือเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิความเป็นส่วนตัว ที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองแก่บุคคลทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน การที่ผู้ร้องประสงค์จะแต่งกายตามเพศสภาพ จึงเป็นสิทธิในการแต่งกายตามเพศสภาพของบุคคลในสถานศึกษา
ข้ออ้างของสภาทนายความว่า ระเบียบของสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความ อ้างอิงจากการแต่งกายของเนติบัณฑิตยสภา และในการปฏิบัติงานของผู้ผ่านการฝึกอบรมจากสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ ต้องสัมพันธ์กับเนติบัณฑตยสภา และศาลยุติธรรมหรือหน่วยงานเกี่ยวกับวิชาชีพทางกฎหมาย
ซึ่งได้มีการกำหนดเรื่องการแต่งกายของเพศชายและเพศหญิงไว้เฉพาะนั้น มิอาจรับฟังได้ เพราะไม่เป็นไปตามข้อยกเว้น ตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 มาตรา 17 วรรค 2 ซึ่งยกเว้นให้เฉพาะเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัย หรือตามหลักศาสนา หรือ เพื่อความมั่นคงของประเทศ
คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (วลพ.) จึงมีคำสั่งให้ สภาทนายความ และสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความอนุญาตให้ผู้ร้องแต่งกายในการ สอบสัมภาษณ์หรือสอบวัดผลอื่นๆ ตามเพศสภาพได้ และให้ปรับปรุง แก้ไข กฏ ระเบียบ ประกาศ หรือแนวปฏิบัติให้บุคคลที่แสดงออกทางเพศแตกต่างจากเพศโดยกำเนิดแต่งกายตามเพศสภาพได้ โดยให้ใช้บังคับได้โดยทั่วไปและไม่มีเงื่อนไข และให้ประชาสัมพันธ์ให้ทราบโดยทั่วกัน
คำวินิจฉัยนี้ เดินตามแนวทางของกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่เคยมีมติว่าการที่มหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้นักศึกษาที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิดข้ามเพศ (Transgender) แต่งกายตามเพศสภาพในการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ถือเป็นการปฏิบัติที่ไม่เคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และละเมิดสิทธิมนุษยชน กสม. ยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้มหาวิทยาลัยพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎ ระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการแต่งกายของนักศึกษาที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด
โดยให้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องการแต่งกายเข้าเรียน การเข้าสอบ ตลอดจนการเข้าร่วมพิธีพระราชทานปริญญาบัตร เมื่อสำเร็จการศึกษา ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลให้เป็นไปตามหลักการสิทธิมนุษยชนต่อไป ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ดำเนินการแก้ไขกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ต่างๆ ตามแนวทางนี้แล้ว
แนวคิดเรื่องการรับรองและเคารพสิทธิมนุษยชนในระดับโลกเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงในการรับรองสิทธิมนุษยชนมากขึ้น เช่นเดียวกัน หน่วยงานและองค์กรต่างๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัวให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
กฏ ระเบียบ ข้อบังคับใด ที่ยังเป็นอุปสรรคหรือไม่สอดคล้องกับยุคสมัย จึงจำเป็นต้องได้รับการทบทวนและปรับปรุงแก้ไขให้ทันโลกทันเหตุการณ์ต่อไป