โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อภิสิทธิ์ อัด เอกนัฏ ทำขึงขัง แต่สวนทางแก้น้ำมัน-ไฟฟ้า เหน็บไปไม่สุดซอย มีนักเลงอยู่ท้ายซอยหรือไม่

แนวหน้า

เผยแพร่ 27 พ.ค. เวลา 17.00 น.

‘อภิสิทธิ์’ อัด ’รมว.พลังงาน‘ ท่าทีขึงขังแต่สวนทางแก้ปัญหา ’ค่าน้ำมัน-ไฟฟ้า‘ เหน็บไปไม่สุดซอย มีนักเลงอยู่ท้ายซอยหรือไม่ จึงถอยกลับ ชี้ ‘กำไรโรงกลั่นไตรมาสแรก’ เป็นบทพิสูจน์ เจอ ‘ส่วนต่าง-ลาภลอยจริง’ สุดท้ายประชาชนแบกรับภาระ

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการดำเนินงานด้านพลังงานของรัฐบาลว่า การลดภาระด้านพลังงานที่ผ่านมา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน มาชี้แจงต่อสภาทั้งการอภิปรายการตอบกระทู้หลายครั้งโดยแสดงท่าทีขึงขังมากว่าต้องการทำเรื่องนี้ให้ประชาชน พร้อมที่จะเผชิญกับทุนกลุ่มทุนหรือผู้ได้ประโยชน์ธุรกิจพลังงาน แต่ปรากฏว่าการดำเนินการในสองเรื่องหลักที่ผ่านมาไม่ได้เป็นไปตามที่ประกาศต่อสภาฯไว้เรื่องแรกคือน้ำมันซึ่งความจริงแล้วเป็นข้อเรียกร้องของพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอดว่าถ้ารัฐบาลทำเรื่องนี้อย่างจริงจังก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ประเทศต้องเผชิญกับวิกฤติค่าครองชีพและวิกฤตรายได้อย่างที่รัฐบาลนำมาเป็นข้ออ้างในการกู้เงินสร้างหนี้สินให้กับประเทศอีก 400,000 ล้านบาท เดิมทีหลายคนคงจำได้ว่ารัฐมนตรีบอกว่าจะมาปรับโครงสร้างทั้งหมดโดยการยกเลิกเรื่องการอ้างอิงราคาของสิงคโปร์ และต่อมาก็ดูเหมือนว่าจะเดินหน้าเป็นรูปธรรมมากขึ้นจากการบอกว่าจากนี้จะใช้ระบบที่เรียกว่าสิงคโปร์ดิสเคานต์คือมีการลดราคาหน้าโรงกลั่น แต่ที่สำคัญสิ่งที่หลายฝ่ายอาจไม่ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดคือทางรัฐบาล ไม่มีการลดราคาอีกต่อไป แปลว่าสิ่งที่เคยพูดกับประชาชนว่าจะมาปรับโครงสร้าง ตอนนี้ยกเลิกไปแล้ว แถมยังกลับมาใช้เรื่องของกองทุนน้ำมันเป็นตัวแบกรับเครื่องนี้ซึ่งตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับที่เคยมาชี้แจงต่อสภา

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่เราตั้งเป็นข้อสังเกตต่อไป จากเดิมที่มีการ รายงานค่าการกลั่น ที่เป็นการคำนวณจากส่วนต่างระหว่าง น้ำดิบที่เข้ามากับการอ้างอิงราคาที่สิงคโปร์ ปัจจุบันก็มีความพยายาม ในการที่จะบอกว่ามีการ ปรับค่าการกลั่น โดยอ้างว่า อาจจะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเราไม่ปฏิเสธ จะจากสงครามหรือประกันภัยอะไรก็ตาม แต่ไม่ได้มีความโปร่งใสเลยถึง ต้นทุนที่แท้จริง

“จึงต้องมีการตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จึงไม่ดำเนินการตามที่มาบอกกับสภา ถอยเพราะอะไร เรามองว่าไปยังไม่ถึงกลางซอย ตนไม่ทราบว่าไปเห็นอะไรอยู่ท้ายซอย นักเลงหรืออะไรจึงถอยกลับมา และถ้าถามว่าก่อนหน้านี้เป็นความเข้าใจผิดหรือไม่ ว่ามีส่วนต่างหรือลาภลอยอย่างที่คนพูดกัน เราก็คิดว่ากำไรของโรงกลั่นในไตรมาสแรกมันเป็นบทพิสูจน์ไปแล้วว่าเรื่องเหล่านี้มีจริง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราต้องการชี้ให้เห็นชัดว่า ปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไม่ได้ดำเนินการตามที่พูดกับสภาไว้ว่าจะให้โรงกลั่นหรือธุรกิจน้ำมัน มีส่วนร่วมรับผิดชอบในการดูแลแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่สำคัญ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่กำลังจะเป็นปัญหาใหญ่คือ เรื่องค่าไฟ เคยมาบอกกับเราว่าจะเอาจริงกับกลุ่มทุนเพื่อที่จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงโดยเฉพาะมีการหาเสียงว่าจะมีการขายค่าไฟ 200 หน่วยแรกในราคา 3 บาทแต่ปรากฏว่าข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ในการอภิปรายหลายครั้งว่าทำเรื่องนี้ต้องรีบเข้าไปดูคือ สูตรคำนวณค่าไฟฟ้าและค่าเอฟที เพราะเมื่อไหร่ที่ค่าต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นแต่ไม่มีการดำเนินการตรงนี้ก็จะกลายเป็นว่าอัตราค่าเฉลี่ยค่าไฟที่รัฐบาลจะใช้ก็ใช้สูตรเดิมแต่มาลดราคาตามนโยบายที่หาเสียงแต่คนที่จะต้องรับภาระคือผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยทั้งหมด รัฐบาลอาจจะพยายามสร้างภาพว่าคนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยคือคนรวยแต่ความจริงไม่ใช่ ตนเชื่อว่าประชาชนจำนวนมากยืนยันได้ ครอบครัวที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัวที่ขยายหรือร้านค้าเล็กๆแค่มีตู้แช่เครื่องดื่มก็จะกลายเป็นคนรวยในความหมายของรัฐบาลแล้ว ที่ต้องมาแบกรับค่าไฟที่สูงขึ้นตามนโยบายหาเสียงของรัฐบาล ในขณะที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไฟฟ้าทั้งหมดไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนใดๆเลยเพราะกระทรวงพลังงานยังคงคำนวณสูตรไฟฟ้าสูตรเดิม ดังนั้นภาพความขึงขังของรมว.พลังงานที่มาแสดงต่อสภาฯกับสิ่งที่แสดงไปในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา สวนทางกัน

ด้านนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้แม้ราคาน้ำมันจากหน้าปั๊มจะไม่ขึ้นสักเท่าไหร่ เพราะมีการลดค่าการกลั่นไปแล้ว แต่เนื่องจากการเปลี่ยนโครงสร้างในลักษณะเงียบๆแบบนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นห่วงและกังวล และขณะนี้รัฐบาลก็มีการนำเงินจากกองทุนน้ำมันมาใช้มากขึ้น ทั้งที่เงินกองทุนติดลบอยู่แล้ว ดังนั้นการแบ่งเบาภาระจากวิกฤตครั้งนี้ กับประชาชนและบริษัทขนาดใหญ่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้เลือกแล้วว่า ให้ประชาชนแบกรับภาระหนี้แทนแทบทั้งหมด เรากำลังพูดถึงภาระหนี้ที่พอกพูนเพิ่มขึ้นทุกวัน ตนมีความกังวลในระยะยาว แม้สงครามจะยุติลง แต่เราอาจจะไม่สามารถใช้น้ำมันได้ทุกโรงตามราคาตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต และขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...