พระประวัติ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” เจ้าหญิงนักกฎหมายไทย
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 8 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะเมีย สัมฤทธิศก จ.ศ. 1340 ตรงกับวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระอิสริยยศเดิมเมื่อแรกประสูติคือ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา
.
ทรงเริ่มศึกษาที่โรงเรียนราชินี ในระดับอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากนั้นได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ โรงเรียนฮีทฟิลด์ (Heathfield) ในเมืองแอสคอต (Ascot) สหราชอาณาจักร ก่อนเสด็จนิวัตประเทศไทย เพื่อทรงศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ที่โรงเรียนจิตรลดา ในระดับอุดมศึกษา ทรงศึกษาระดับปริญญาตรีในสองสาขา ในสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของไทยสองแห่งคือ ปริญญานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับสอง และปริญญารัฐศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
.
ทรงเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ในสาขานิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยในระดับปริญญาเอกทรงทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “สู่ความยุติธรรมอย่างเสมอภาค : การคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาและจำเลยในกระบวนยุติธรรมทางอาญาของไทย โดยศึกษาเปรียบเทียบกับระบบของประเทศฝรั่งเศส และประเทศสหรัฐอเมริกา”
.
พระกรณียกิจ
พระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชรมหาวัชรราชธิดา มีมากมาย ทั้งในสายงานกฎหมายและการทูต ทรงเริ่มรับราชการในสายงานอัยการเมื่อ พ.ศ.2549 ทรงเจริญก้าวหน้าโดยลำดับ จนทรงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัด สำนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อ พ.ศ.2554 ต่อมาในช่วงปลายปี 2554 ได้ทรงย้ายไปรับราชการในสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ในดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย
.
และในช่วง พ.ศ.2555-2557 ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐออสเตรีย แล้วจึงทรงย้ายโอนกลับไปทรงรับราชการ ณ สำนักงานอัยการสูงสุดในตำแหน่งอัยการ จ.หนองบัวลำภู แล้วจึงได้รับแต่งตั้งให้ทรงดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด (ข้าราชการอัยการชั้น 4) ทรงปฏิบัติหน้าที่ ณ สำนักงานคดียาเสพติด ต่อมาใน พ.ศ.2560 ทรงได้รับแต่งตั้งให้ทรงดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จังหวัดระยอง ก่อนทรงกลับมารับตำแหน่งอัยการจังหวัด สู่อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 2 สำนักงานอัยการสูงสุด นอกจากนี้ทรงเป็นอาจารย์พิเศษ หลักสูตรปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย
.
พระกรณียกิจทางด้านสังคม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ทรงริเริ่มจัดตั้งมูลนิธิและโครงการเพื่อช่วยเหลือสังคม ทั้ง มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก มูลนิธิการกุศลช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะอุทกภัย, โครงการกำลังใจ ในพระดำริ โครงการช่วยเหลือเรื่องสภาพความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง และทรงมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอและยกร่างข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำต่อสหประชาชาติสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ภายใต้ชื่อ “Enhancing Life for Female Inmates: ELFI”, มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ มูลนิธิด้านสาธารณกุศลในการให้โอกาส การเป็นตัวกลางในการแสวงหาโอกาส และการพัฒนาชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอดีตผู้ต้องขังและผู้ต้องขัง
.
นอกจากนี้ยังมีมูลนิธิหรือองค์กรในพระอุปถัมภ์อื่นอีก เช่น มูลนิธิกุมาร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, เครือข่ายคนรักน้องหมา, กองทุนกำลังใจ, ศูนย์ควบคุมสุนัข กทม. (ประเวศ) ฯลฯ
.
และทรงจัดตั้ง “ทุนพัชรกิติยาภาเพื่อการศึกษากฎหมาย” พระราชทานทุนการศึกษาสำหรับผู้ต้องการศึกษาต่อปริญญามหาบัณฑิตด้านกฎหมาย ณ Cornell Law School มหาวิทยาลัยคอร์แนล ประเทศสหรัฐอเมริกา
.
พระเกียรติคุณ
ด้วยพระปรีชาสามารถและพระจริยวัตรอันงดงาม หลายองค์กรต่างๆ จึงได้ถวายรางวัล ทั้ง รางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544 จาก คณะกรรมการรางวัลสัญญาธรรมศักดิ์, รางวัล Medal of Recognition จาก UNODC (ยูเอ็นโอดีซี) สหประชาชาติ, ทรงได้รับตำแหน่งทูตสันถวไมตรี จาก กองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ หรือ UNIFEM
.
และในวันที่ 28 ก.ค. 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี ขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา กับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์
.
พระประชวร-สิ้นพระชนม์
วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ว่า เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวรหมดพระสติ ด้วยพระอาการทางพระหทัย ขณะทรงทำการฝึกสุนัขทรงเลี้ยงเพื่อร่วมแข่งขันในรายการ Thailand Working Dog Championship by Royal Thai Army 2022 ซึ่งมีกำหนดแข่งขันระหว่างวันที่ 10–19 ธันวาคม ณ สนามฝึก กองพันสุนัขทหาร อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คณะแพทย์ประจำพระองค์จึงกราบทูลเชิญเสด็จไปปฐมพยาบาล ณ โรงพยาบาลปากช่องนานา จนพระอาการประชวรคงที่ในระดับหนึ่งจึงเชิญเสด็จประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งเพื่อเข้าประทับรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อถวายการตรวจพระวรกายอย่างละเอียด
.
คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาพระองค์อย่างใกล้ชิด เป็นระยะเวลาเกือบ 4 ปี ก่อนที่วันที่ 12 มิถุนายน 2569 จะมีประกาศจากสำนักพระราชวัง เรื่องการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ออกมา สร้างความเศร้าโศกให้กับมวลหมู่ประชาราษฎรที่คอยติดตามข่าวอยู่