แหล่ง “วิตามินดี” สำหรับเด็ก ตัวช่วยดูดซึมแคลเซียม ส่งเสริมพัฒนาการ
ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กเล็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ วิตามินดี (Vitamin D) หรือแคลซิเฟอรอล (Calciferol) คือสารอาหารจำเป็นที่ควรได้รับอย่างสม่ำเสมอในทุกช่วงวัย เพราะมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง โดยเฉพาะในเด็ก ซึ่งอยู่ในวัยที่ร่างกายต้องการสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ โดยวิตามินดีจัดอยู่ในกลุ่มวิตามินที่ละลายในไขมัน และแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ซึ่งแต่ละชนิดมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพไม่แพ้กัน
แหล่งวิตามินดี ช่วยดูดซึมแคลเซียม ปรับสมดุลน้ำตาลในเลือด
4 วิธีดูแลกระดูกได้ง่ายๆ ไม่ต้องรอให้สูงอายุ ลดความเสี่ยงกระดูกพรุน
- วิตามินดี 2 (ergocalciferol) ซึ่งร่างกายได้มาน้อยมาก โดยได้มาจากอาหารประเภทพืช เห็ด และยีสต์
- วิตามินดี 3 (cholecalciferol) ซึ่งร่างกายได้มามาก โดยได้จาก 2 ทาง คือ จากการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง น้ำมันตับปลา ปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า นมและผลิตภัณฑ์จากนม นอกจากนี้ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดี 3 ได้เองโดยการสัมผัสกับแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้า 15 นาที สัปดาห์ละ 2-4 ครั้ง เพราะรังสี UV จากแสงแดดจะช่วยเปลี่ยนสารประเภทคอเลสเตอรอลในร่างกายให้เป็นวิตามินดี
ประโยชน์และข้อดีของวิตามินดี
- ช่วยเสริมการใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นต่อความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
- ช่วยในการรักษาโรคเยื่อบุตาอักเสบ
- ช่วยในการดูดซึมของวิตามินเอ
- หน้าที่โดยทางอ้อมก็คือ วิตามินดีจำเป็นในการทำงานของระบบประสาท การเต้นของหัวใจ และช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย
โรคที่เกิดจากการขาดวิตามินดี
- โรคกระดูกอ่อนในเด็ก (Rickets)
- ฟันผุขั้นรุนแรง
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- เด็กที่มีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินดี คือ เด็กที่ไม่ค่อยโดนแดด ทาครีมกันแดด เด็กทารก เด็กที่รับประทานอาหารที่มีวิตามินดีน้อย และเด็กอ้วน
ปริมาณวิตามินดีแนะนำที่ควรรับประทานตามวัยของเด็กๆ
- ทารกที่ดื่มนมแม่ควรได้รับวิตามินดีเสริม 200 IU ต่อวัน
- เด็กหย่านมแล้วให้ดื่มนมสูตรเสริมวิตามินดีอย่างน้อย 500 ซีซีต่อวัน
- เด็กโต ที่ไม่ได้ดื่มนมสูตรเสริมวิตามินดีอย่างน้อย 500 ซีซีต่อวัน หรือนมสูตรปกติ 1,000 ซีซีต่อวัน ควรรับประทานอาหารอื่นที่มีวิตามินดีสูง หรือรับประทานวิตามินรวมที่มีวิตามินดีรวมอยู่ด้วยอย่างน้อย 400 IU ต่อวัน
วิตามินดีควรรับแต่พอดี!
การรับประทานวิตามินดีเกินขนาด มากกว่า 2,000 IU ต่อวัน อาจทำให้เกิดภาวะวิตามินดีเกินในเด็ก ซึ่งอาการที่บ่งบอกว่าในร่างกายมีวิตามินดีมากเกินไป ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำมากผิดปกติ อาจมีอาการขาดน้ำรุนแรงได้ เจ็บเยื่อบุตา คันตามผิวหนัง ปวดท้อง อาเจียน ท้องผูก มีหินปูนแคลเซียมสะสมที่ผนังหลอดเลือด หัวใจ ปอด ตับ กระเพาะอาหาร และเกิดนิ่วในไตได้ เด็กทุกคนควรได้รับวิตามินดีในปริมาณที่เพียงพอ เหมาะสม เพื่อการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ แข็งแรงตามวัย
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล (ศรีนครินทร์)